เปิดมุมมอง S&P Global Ratings ต่อการคลังไทย จับตา ‘หนี้นอกงบประมาณ’ เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง อาจจนกระทบเสถียรภาพ ขณะที่การจัดเก็บรายได้ยังต่ำเทียบมาตรฐานโลก ย้ำ ‘การเมืองนิ่ง-นโยบายต่อเนื่อง’ กุญแจสำคัญชี้ชะตาอันดับเครดิตประเทศไทย
ประเด็นสำคัญ
- จับตา ‘หนี้นอกงบประมาณ’ เพิ่ม อาจกระทบเสถียรภาพหนี้สาธารณะ
- ชี้การจัดเก็บรายได้ไทย ‘ต่ำ’ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
- ชี้ระดับหนี้สาธารณะไทย ‘ไม่น่าห่วง’ เท่าทิศทางขาดดุล-การหารายได้เข้าประเทศ
- ‘การเมืองนิ่ง-นโยบายต่อเนื่อง’ กุญแจสำคัญชี้ชะตาอันดับเครดิตประเทศไทย
- ถอดบทเรียนอาเซียน ชี้ต่างชาติมองการเมืองไทยผันผวนสุด
วันนี้ (26 ตุลาคม) Kim Eng Tan กรรมการผู้จัดการ และหัวหน้าฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือประเทศ S&P Global Ratings กล่าวว่า ภาคการคลังของไทยค่อนข้างมีความยืดหยุ่น (Resilient) แม้ในปีนี้ราคาน้ำมันได้ปรับตัวสูงขึ้นมาก ท่ามกลางแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่เพิ่มสูงขึ้น เห็นได้จากการขาดดุลทางการคลังไทย ณ สิ้นงบประมาณ 2026 ที่ดีกว่าคาด
จับตา ‘หนี้นอกงบประมาณ’ เพิ่ม อาจกระทบเสถียรภาพหนี้สาธารณะ
อย่างไรก็ตาม Kim Eng Tan ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยเสี่ยงต่อภาคการคลังไทยอยู่หลายประการ รวมถึง หนี้สินนอกงบประมาณ (Off-Budget Liabilities) บางส่วนที่กำลังเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้ของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เหตุรัฐบาลไทยยังคงอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงอยู่ ท่ามกลางเสียงเรียกร้องให้รัฐบาลหามาตรการบรรเทาภาระเพิ่มเติม เช่น การลดภาษีสรรพสามิตสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่งท้ายที่สุดหมายความว่า รายได้ของรัฐบาลจะต้องลดลง
ทั้งนี้ ตามประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุดพบว่า อยู่ที่ -105,452 ล้านบาท ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2569
“แม้ตัวเลขในงบประมาณอาจดูดี แต่ก็ยังต้องกังวลเกี่ยวกับภาระหนี้สินนอกงบประมาณที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นเช่นกัน โดยหากในระยะยาวหนี้สินของกองทุนน้ำมันฯ ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ถึงจุดหนึ่งรัฐบาลจะถูกบังคับให้ต้องชำระหนี้ดังกล่าว และหนทางเดียวที่จะหาเงินมาได้ก็คือการใช้งบประมาณแผ่นดินมาชำระ” Kim Eng Tan กล่าว
พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า หากเกิดเหตุการณ์ในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันทรงตัวอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลาหลายปี สิ่งนี้อาจกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่ขึ้นอีก
ชี้การจัดเก็บรายได้ไทย ‘ต่ำ’ เมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ Kim Eng Tan ยังชี้ให้เห็นอีกปัญหาในโครงสร้างทางการคลังของไทยอย่างชัดเจน โดยหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญคือ สัดส่วนรายได้ต่อ GDP ซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 20% เท่านั้น นับว่าอยู่เกณฑ์ต่ำเทียบกับมาตรฐานสากล
ดังนั้น Kim Eng Tan จึงมองว่าคำถามสำคัญสำหรับเสถียรภาพทางการคลังไทยในระยะยาวคือ รัฐบาลจะมีวิธีการอย่างไรในการดึงรายได้หรือผลประโยชน์จากการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ามาเสริมงบประมาณให้มากขึ้น และเพื่อขยายการใช้จ่ายบางประเภท โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาว่าจำนวนประชากรในประเทศไทยกำลังหดตัวลงและยังคงก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ
ชี้ระดับหนี้สาธารณะไทย ‘ไม่น่าห่วง’ เท่าทิศทางขาดดุล-การหารายได้เข้าประเทศ
สำหรับระดับหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทย Kim Eng Tan ไม่คิดว่าจะต้องกังวลมากนัก เพราะไม่ว่าหนี้ของรัฐบาลจะอยู่ในระดับใด สิ่งนั้นได้สะท้อนอยู่ในอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งในกรณีของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ BBB+ แต่สิ่งที่ S&P กังวลคือทิศทางของหนี้ หากยังคงปรับตัวสูงขึ้นต่อไปจะยิ่งสร้างแรงกดดันเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือเมื่อเวลาผ่านไป
ทั้งนี้ ระดับหนี้สาธารณะคงค้างของไทย ณ เดือน สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 67.94% ต่อ GDP ซึ่งนับว่าไม่ไกลจากเพดานที่ 70% ต่อ GDP
แม้รัฐบาลให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายขาดดุลการคลังโดยพยายามควบคุมให้อยู่ในระดับใกล้เคียง 3% ในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม Kim Eng Tan มองว่า หากรัฐบาลไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามที่กล่าวไว้ ทำให้เห็นการขาดดุลงบประมาณกลับมาพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ก็อาจกลายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนที่ส่งผลให้อันดับความน่าเชื่อถือของรัฐบาลปรับตัวในทิศทางลบได้
ดังนั้น สิ่งสำคัญจึงขึ้นอยู่กับว่า หากรัฐบาลไม่สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้น รัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรกับการใช้จ่าย หากรัฐบาลตัดสินใจปรับลดการใช้จ่ายลงเนื่องจากไม่สามารถหารายได้เพิ่ม การขาดดุลงบประมาณและระดับหนี้ก็จะไม่เพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน ซึ่งในกรณีนี้จะไม่มีผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือในมุมมองดังกล่าว
แต่ในทางกลับกัน หากรัฐบาลปรับลดการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นลงอย่างมากอันเป็นผลมาจากการที่ไม่สามารถหารายได้เพิ่ม สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ และจากมุมมองนี้อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ เพียงเพราะการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพที่ควรจะทำได้
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่เราให้ความสำคัญมากกว่าคือ ‘ความต่อเนื่องเชิงนโยบาย’ และรัฐบาลจะมีมุมมองระยะยาวต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายได้หรือไม่
‘การเมืองนิ่ง-นโยบายต่อเนื่อง’ กุญแจสำคัญชี้ชะตาอันดับเครดิตประเทศไทย
ในงาน Thailand Credit Spotlight 2026: Financing Thailand’s Next Growth ซึ่งจัดโดย S&P Global Ratings and TRIS Rating Kim Eng Tan ยังกล่าวย้ำ ถึงเสถียรภาพและความต่อเนื่องเชิงนโยบายว่า เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อปัจจัยพิจารณาความน่าเชื่อถือทางเครดิตของประเทศ (Sovereign Credit Rating)
พร้อมอธิบายต่อว่า “เมื่อรัฐบาลไม่มีการเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน หรือตัวรัฐบาลเองไม่ได้เปลี่ยนอย่างฉับพลัน ถึงจะเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้ธุรกิจเติบโต ตลอดจนสามารถรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้ได้ ดังนั้น การขาดเสถียรภาพทางการเมืองที่แข็งแกร่งภายในประเทศถือเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของไทยตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา ไทยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาความต่อเนื่องนี้ให้ยาวนานขึ้น เพื่อจัดการกับความท้าทายเชิงนโยบายที่สำคัญของไทยในปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
โดยยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า เมื่อไม่นานมานี้ มีข่าวเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมที่ขัดขวางกิจกรรมการผลิตและธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาหลายปี ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดการกับเรื่องนี้เพื่อไม่ให้มันปรากฏเป็นข่าวอีก เพื่อให้นักลงทุนมีความเต็มใจที่จะตั้งโรงงานที่นี่มากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสภาพอากาศในทุกๆ ปี ดังนั้น สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการ
ถอดบทเรียนอาเซียน ชี้ต่างชาติมองการเมืองไทยผันผวนสุด
Kim Eng Tan ยังกล่าวต่อว่า ประเด็นเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง ยากที่เปรียบเทียบกันประเทศอื่นๆ เนื่องจากระบบการเมืองแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน ตัวอย่างเช่น ในสิงคโปร์มีพรรคการเมืองเดียวที่บริหารมาตั้งแต่ได้รับเอกราช ในมาเลเซียก็เคยมีช่วงเวลาแห่งเสถียรภาพที่ยาวนานมากในแง่ที่มีพรรคการเมืองเดียวบริหาร แต่เมื่อไม่นานมานี้ มาเลเซียเริ่มเผชิญกับความผันผวนที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อนโยบายบางส่วน ส่วนในเวียดนามก็มีพรรคการเมืองเดียวที่บริหารรัฐบาลมาอย่างยาวนานและต่อเนื่อง
“สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมทางการเมืองที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ แต่ผมสามารถกล่าวได้ว่า หากเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงแล้ว ความผันผวนทางการเมืองของไทยนั้นมีมากกว่า และไม่เพียงแค่นั้น การรับรู้ความเสี่ยงทางการเมืองของนักลงทุน (Political Risk Perception) ที่มีต่อประเทศไทยก็ยังสูงกว่าด้วย โดยหากเทียบกับอินโดนีเซีย ซึ่งแม้จะมีการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเช่นกัน แต่ก็เป็นไปในลักษณะที่ค่อนข้างสามารถคาดเดาได้”

