วันนี้ (23 ตุลาคม) ที่บริเวณด้านหน้าพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระลานพระราชวังดุสิต โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร (วิป) 3 ฝ่าย ยังหาข้อสรุปกำหนดวันประชุมและการจัดสรรเวลาในการพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลตามมาตรา 151 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ไม่ได้ ว่า วานนี้ (22 ตุลาคม) ที่ผ่านมา ตนได้มอบหมายให้ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้ไปเจรจาหารือ แต่จากที่ทราบการหารือทั้ง 2 ครั้ง ล่มไม่เป็นผล
โสภณกล่าวว่า ฝ่ายค้านต้องการอภิปราย 5 วัน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลแจ้งความพร้อม 3 วัน และผลการเจรจาให้มา 4 วัน ทำให้ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์ไม่สามารถตกลงกันได้ หลังจากนั้นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคได้ขึ้นไปพบตนที่ห้องทำงาน
โสภณกล่าวต่อว่า อยากให้การเจรจาพูดคุยเป็นไปอย่างเรียบร้อย จึงได้ขอว่าทั้งสองฝ่ายพบกันครึ่งทางคือ 4 วันได้หรือไม่ ฝ่ายค้านก็บอกว่ามีปัญหาเรื่องการปรับลดจำนวนผู้อภิปรายลง ตนจึงถามกลับว่ามันยากขนาดนั้นเลยหรือ ฝ่ายค้านบอกว่ายาก เนื่องจากมีการเตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งตนได้ถามอีกว่าแล้วสรุปจะเอาวันไหน ฝ่ายค้านก็บอกว่าหากให้ 4 วันจริง จะเป็นวันไหนก็ได้ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม
โสภณกล่าวต่อว่า ตนอยากให้อภิปรายให้จบจะได้ไม่เป็นภาระของแต่ละฝ่าย เราจะได้ไปทำงานอย่างอื่น แต่เมื่อฝ่ายค้านยืนยันว่าหากให้ 4 วันจริง จะขอเป็นในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมนั้น ดังนั้นหากตนใช้ดุลพินิจและมีการบรรจุญัตติก็จะยิ่งมีปัญหา โดยจะให้แต่ละฝ่ายไปพูดคุยกันอีกครั้งให้จบ ซึ่งตนมีหน้าที่ในการบรรจุญัตติ เพราะการประชุมต้องพร้อมทั้งฝ่ายที่จะตอบและฝ่ายที่จะถาม รวมถึงองค์ประชุมที่ต้องช่วยกันทุกฝ่าย
เมื่อถามว่า หากเป็นช่วงเดือนธันวาคม รัฐบาลจะพร้อมหรือไม่ โสภณกล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ ทราบเพียงแค่ฝ่ายค้านยืนยันว่าหากเป็น 4 วัน ขอเป็นวันอื่นในช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม
ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านอยากให้ประธานสภาทำหนังสือแจ้งกลับไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าจะสะดวกให้อภิปรายได้ในวันใด เช่น วันที่ 7-11 พฤศจิกายน โสภณกล่าวว่า ตนสามารถทำหนังสือได้ ไม่มีปัญหา แต่ความเรียบร้อยไม่ได้อยู่ที่หนังสือ แต่คือการเจรจาถอยคนละก้าวสองก้าว เรื่องก็จะจบ หากเรายืนแบบไม่ถอยให้กัน ประชาธิปไตยต้องจบที่การพูดคุย หากพูดคุยกันไม่ได้ก็ต้องใช้มติ ซึ่งเป็นหลักของประชาธิปไตย หากไม่พอใจในมติที่เกิดขึ้น ก็ไปดูในข้อกฎหมายว่ามติที่เกิดขึ้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่


