ศิริกัญญา ตันสกุล สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน เข้ายื่นเรื่องร้องเรียนต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อส่งให้ศาลปกครองให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติงบประมาณ 18,800 ล้านบาท จากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน เพื่อนำมาใช้ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
รองหัวหน้าพรรคประชาชนระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นการนำเงินกู้มาใช้กับรายจ่ายประจำ ซึ่งขัดต่อวัตถุประสงค์ของกฎหมายที่กำหนดไว้สำหรับวิกฤตพลังงาน และอาจสร้างบรรทัดฐานที่ส่งผลกระทบต่อการบริหารหนี้สาธารณะในระยะยาว
ประเด็นหลักของการร้องเรียนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การอนุมัติวงเงิน 18,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณสำหรับจ่ายเป็นสวัสดิการพื้นฐานตามปกติของปีงบประมาณ 2569 ตลอดทั้งปี ประกอบด้วยเงินช่วยเหลือ 300 บาท ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าก๊าซหุงต้ม และค่าโดยสารสาธารณะ
โครงการส่วนนี้มีความแตกต่างจากโครงการไทยช่วยไทย พลัส ที่เป็นการเติมเงินพิเศษ 700 บาท ศิริกัญญาระบุว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเป็นโครงการที่รัฐบาลสามารถจัดสรรงบประมาณประจำปีตามปกติได้ แต่สาเหตุที่งบประมาณไม่เพียงพอจนหมดลงตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เกิดจากการที่รัฐบาลมีความมุ่งหมายจะปรับลดจำนวนผู้ได้รับสิทธิลงในปี 2569 แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้มีการปรับลดจำนวนบุคคลดังกล่าวลง
ศิริกัญญาอ้างความในมาตรา 5 ของ พ.ร.ก. กู้เงินฯ ซึ่งระบุวัตถุประสงค์ว่า วงเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนของแผนงานช่วยเหลือเยียวยา จะต้องนำไปใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชน ผู้ประกอบการ และเกษตรกร ที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานโดยเฉพาะ และเหตุผลแนบท้ายกฎหมายได้ระบุชัดเจนว่าต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่สามารถใช้งบประมาณตามปกติได้ การที่งบประมาณรายจ่ายประจำไม่เพียงพอ ไม่สามารถใช้เป็นเหตุผลในการนำเงินกู้มาใช้ทดแทน
การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายขัดต่อ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 53 และขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้กระทรวงการคลังจะชี้แจงว่าเงินกู้เป็นเพียงแหล่งเงินเพิ่มเติม แต่การเบิกจ่ายจำเป็นต้องปฏิบัติตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
สำหรับกรณีที่รัฐบาลให้เหตุผลว่ากลุ่มเปราะบางที่ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคือกลุ่มเดียวกับผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานนั้น ศิริกัญญาโต้แย้งว่า สวัสดิการที่รัฐบาลอนุมัติจ่ายเป็นมาตรการเยียวยาตัวเดิม ไม่ใช่มาตรการที่กำหนดขึ้นใหม่สำหรับวิกฤตพลังงาน พ.ร.ก. ฉบับนี้ระบุวัตถุประสงค์ไว้เพียงการเยียวยาผลกระทบจากวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเท่านั้น ไม่ได้ระบุให้สามารถนำเงินกู้ไปใช้ในกรณีที่รัฐบาลจัดเก็บรายได้ไม่เพียงพอหรือมีงบประมาณไม่เพียงพอ
การยื่นเรื่องร้องเรียนครั้งนี้ คือการเปลี่ยนแหล่งเงินที่จะนำมาใช้ในโครงการ โดยไม่จำเป็นต้องระงับยับยั้งการจ่ายเงินให้แก่ประชาชนที่ดำเนินการไปแล้ว รัฐบาลสามารถใช้กลไกงบประมาณตามปกติเพื่อนำเงินมาทดแทนได้ เช่น การใช้ พ.ร.บ. โอนงบประมาณ หรือการใช้งบกลางหมวดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 50,000 ล้านบาท ตามมาตรา 45 ของพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ
ศิริกัญญาเน้นย้ำว่า รัฐบาลต้องบริหารจัดการงบประมาณภายในกรอบที่ได้รับอนุมัติจากรัฐสภา การนำเงินกู้มาใช้เพื่อชดเชยงบประมาณปกติจะส่งผลให้มีการกู้เงินเกินความจำเป็นและกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
ส่วนเหตุผลที่ต้องยื่นเรื่องผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ศิริกัญญาอธิบายว่า ในฐานะผู้เสียภาษีที่ได้รับผลกระทบ ไม่มีสิทธิโดยตรงในการเป็นผู้ฟ้องร้องมติคณะรัฐมนตรีต่อศาลปกครองด้วยตนเอง จึงต้องใช้ช่องทางนี้ให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาส่งเรื่องต่อไป นอกจากนี้
ศิริกัญญาชี้ว่า การดำเนินการครั้งนี้มีความแตกต่างจากการยื่นร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนหน้านี้ เนื่องจากการร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเป็นการพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญในการตราพระราชกำหนดตามมาตรา 172 แต่การยื่นเรื่องต่อศาลปกครองในครั้งนี้ เป็นการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจทางปกครองผ่านมติ ครม. ที่นำเงินกู้ไปอนุมัติใช้ในโครงการต่างๆ ภายหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้แล้ว







