สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกัมพูชาแจ้งใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แก้ปัญหา MOU 44 ว่า ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง และปิดประตูการเจรจาอื่นๆ โดยมีเจตนาหวังผลทางการเมือง
ขณะที่รัฐมนตรีต่างประเทศยังกล่าวถึงการเข้าร่วมการประชุมคณะมนตรีขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ว่า ไทยกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาและยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่ากับประเทศสมาชิก
สีหศักดิ์ชี้ กัมพูชาใช้กลไกบังคับ หวังผลทางการเมือง
เมื่อวานนี้ (2 มิถุนายน) สีหศักดิ์แสดงความคิดเห็นถึงกรณีกัมพูชาแถลงเริ่มกระบวนการประนอมภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) เขตแดนและพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลว่า การตัดสินใจดังกล่าวไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่า ข้อมูลที่กัมพูชานำเสนอยังคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศอธิบายว่า สาเหตุหลักที่ไทยตัดสินใจยกเลิก MOU 44 เป็นเพราะตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา ไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้น เจตนารมณ์ที่แท้จริงของไทยคือการเริ่มต้นเจรจาใหม่ภายใต้ UNCLOS ซึ่งไม่ใช่การยกเลิกเพื่อหลีกเลี่ยงพันธกรณีตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง
สีหศักดิ์ชี้แจงว่า ไทยสนับสนุนการเจรจาทวิภาคีก่อนเป็นลำดับแรก หากไม่เป็นผลจึงค่อยพิจารณากลไกอื่น เช่น การประนอมโดยสมัครใจ แต่การที่กัมพูชาเลือกลัดขั้นตอนไปสู่กลไกภาคบังคับ ซึ่งต้องใช้เวลายาวนาน เหมือนกรณีออสเตรเลียและติมอร์-เลสเตที่ใช้เวลา 2 ปี จะยิ่งทำให้การกำหนดเขตแดนและการพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนล่าช้าออกไป
ทั้งนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศไทยตั้งข้อสังเกตถึงการกระทำของฝ่ายกัมพูชาว่า อาจต้องการกำหนดเงื่อนไขเพื่อสร้างความได้เปรียบ หรืออาจทำเพื่อตอบสนองต่อกระแสการเมืองภายในประเทศ มากกว่าการมุ่งแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีที่แท้จริง
“แต่สิ่งที่อยากจะเรียน คือ มันไม่ได้ไปสู่การแก้ไขปัญหา ฝ่ายกัมพูชาในเมื่อตัดสินใจไปเส้นทางนี้ ก็ต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจของเขาด้วย”
สีหศักดิ์กล่าวว่า การที่กัมพูชาเลือกปิดประตูการเจรจาเรื่องอาณาเขตทางทะเล ย่อมส่งผลกระทบต่อการพูดคุยในมิติอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงตามแนวชายแดนผ่านกลไกคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ทวิภาคี
เพราะแม้กัมพูชาจะมีความประสงค์ให้เกิดความคืบหน้าในประเด็นเหล่านี้ แต่พื้นฐานสำคัญที่สุดของการเจรจาคือ ‘ความไว้เนื้อเชื่อใจ’ และ ‘ความจริงใจ’ ที่มีต่อกัน หากปราศจากสิ่งนี้ การเดินหน้าแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนย่อมเป็นไปได้ยาก
สีหศักดิ์เน้นย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้หวั่นไหวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและได้เตรียมการรับมือไว้ล่วงหน้าระยะหนึ่งแล้ว ทั้งการเตรียมผู้เชี่ยวชาญฝ่ายไทย และการหารือร่วมกับที่ปรึกษากฎหมายชาวฝรั่งเศสระหว่างการเดินทางเยือนกรุงปารีส เพื่อเตรียมความพร้อมในด้านข้อกฎหมาย
นอกจากนี้ ฝ่ายไทยจะเร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อคณะทูตานุทูตโดยเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้กัมพูชาใช้เวทีระหว่างประเทศในการสร้างความชอบธรรมเพียงฝ่ายเดียว โดยไทยมีความมั่นใจเต็มที่ในข้อมูลและศักยภาพที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติอย่างถึงที่สุด
ชี้แจงความคืบหน้าไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD
สำหรับความคืบหน้าในการกระบวนการขอเข้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ไทยตั้งเป้าหมายไว้ในปี 2571 นั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนระหว่างการเจรจาและยกระดับมาตรฐานภายในประเทศให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐาน OECD ทั้งในมิติด้านกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี รวมถึงการปรับปรุงระบบภาษีและการป้องกันการฉ้อโกง
อนึ่ง สีหศักดิ์ชี้แจงว่า การเดินทางมาร่วมประชุมระดับรัฐมนตรีของ OECD ในครั้งนี้ ถือเป็นการประชุมที่สำคัญที่สุด โดยมีตัวแทนจากหน่วยงานหลักของไทยเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ และสภาพัฒน์ฯ เพื่อแสดงให้ประชาคมโลกเห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงของรัฐบาลไทย
รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า เวทีนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ในการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ หลังมีความล่าช้ามาหลายปีจากปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมือง
สีหศักดิ์ยังทิ้งท้ายว่า การที่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีเสถียรภาพทางเสียงในสภา ถือเป็นปัจจัยบวกที่ช่วยสร้างความมั่นใจในด้านความต่อเนื่องของนโยบาย ซึ่งสอดคล้องกับกระบวนการเจรจาเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และเป็นการส่งสัญญาณว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเดินหน้าและพร้อมกลับมาผงาดบนเวทีโลกอีกครั้ง
ภาพ: กระทรวงการต่างประเทศ


