×

แฉหลักฐานโกง สว. ระดับชาติ ทำไมผ่านไป 2 ปี กระบวนการยุติธรรมยังไร้คำตอบ

โดย THE STANDARD TEAM
14.07.2026
  • LOADING...
ภาพพอร์ตเทรตของพริษฐ์ วัชรสินธุ, พ.ต.อ. มนัส นครศรี และมนตรี เฉียบแหลม ซ้อนทับกับกราฟิกเอกสาร สว.3 และเส้นโยงหลักฐานการฮั้ว สว.

26 มิถุนายน 2567 เป็นวันที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดการเลือกตั้งวุฒิสภา (สว.) เพื่อเข้ามาพิจารณา-กลั่นกรองข้อกฎหมาย, ควบคุมการบริหารงานราชการแผ่นดิน และให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่งสำคัญ

 

 

ท่ามกลางความหวังของประชาชน ที่ต้องการเห็น สว. ที่แตกต่างจากชุดเฉพาะกาล (5 ปี) ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

 

แม้ สว. ชุดปัจจุบัน จะยืนยันในความชัดเจนและถูกต้องต่อการเข้ามาดำรงตำแหน่งมาโดยตลอด แต่ก็มีคำถามมากมายว่า “ได้เข้ามาอย่างโปร่งใสจริงหรือ”

 

รายการ THE STANDARD NOW ดำเนินรายการโดยอ๊อฟ-ชัยนนท์ หาญคีรีรัตน์ ได้เจาะเรื่องราวดังกล่าว ผ่านฝ่ายค้าน, ผู้สมัครเลือกตั้ง สว. รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้ง สว. จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมองเห็นความผิดปกติในการเลือกตั้ง สว. ปี 67

 

“2 ปีวุฒิสภา ภารกิจเพื่อประชาชน”

 

มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ร่วมแถลงผลงานในช่วง 2 ปีของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม 2569

 

ในช่วงหนึ่ง มงคลได้ตอบคำถามถึงคดีฮั้ว สว. ว่าทำให้สูญเสียกำลังใจในการทำงานหรือไม่ว่า

 

“เราทำหน้าที่ของเราตามกฎหมายที่เรามีอยู่ ก็ทำไป ใครที่จะมาตรวจสอบเรา ก็ให้ท่านทำหน้าที่ของท่านไป ผลจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ สว. ทุกคนก็มีเอกสิทธิ์ของเขา ตนเองไม่เคยไปสั่งใคร และไม่เคยได้รับคำสั่งจากใคร ก็ทำหน้าที่ตัวเอง”

 

ส่วนพลเอกเกรียงไกร ตอบกลับไปเช่นกันว่า “บางคนอาจบอกว่าเรื่องฮั้ว สว. อาจจะมากวนใจ แต่ตนเองขอยืนยันว่า เราต้องทำหน้าที่ของเราตามรัฐธรรมนูญ เมื่อใดคำตัดสินออกมาจะว่าอย่างไร เราก็น้อมรับไม่ตะแบงแน่นอน”

 

🔍 เจาะแก่นขบวนการ ‘ฮั้ว สว.’ จากปากคำพยานและผู้ตรวจการเลือกตั้ง

 

ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ยืนยันว่า เรื่องฮั้ว สว. ไม่มีการแช่แข็งคดีแน่นอน ทั้งนี้ คดีมีความซับซ้อน จึงถึงทำให้กระบวนการล่าช้า

 

อย่างไรก็ตาม ไอติม-พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) กลับไม่เชื่อในสิ่งที่ประธาน กกต. รวมถึงประธานและรองประธาน สว. กล่าว

 

โดยนิยามคดี ฮั้ว สว. ว่า แท้ที่จริงแล้วคือขบวนการโกงเลือกตั้ง สว. อย่างเป็นระบบ เพื่อหวังเข้าสู่อำนาจรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องระดับชาติอย่างมาก ก่อนฉายภาพว่า เรื่องราวทั้งหมดมีทั้งต้นน้ำ, กลางน้ำ และปลายน้ำ ที่รออยู่

 

  • ต้นน้ำ: ขบวนการช้อนซื้อและสปอนเซอร์ผู้สมัคร

 

มนตรี เฉียบแหลม อดีตผู้สมัคร สว. ปี 2567 เปิดเผยในรายการ ถึงโมเดลทุจริตเชิงเครือข่ายที่เกิดขึ้นทั่วประเทศว่า ตนเองถูกเครือข่ายนี้ช้อนตัวตั้งแต่ระดับจังหวัด

 

เครือข่ายการเมืองมีการเรียกระดมผู้สมัครกว่า 20 คนไปที่ห้อง 706 โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ (ทราบชื่อต่อมาว่าเป็นโรมแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชัน) แจกเงินค่าเดินทางรายละ 20,000 บาท ด้วยเงินสด (ซึ่งปัจจุบันเงินนี้ยังถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานมัดตัวในชั้นดีเอสไอ) และมีการจ่ายเงินตอบแทนหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเป็นตัวเลขสูงถึง 6 หลัก

 

“โดยแกนนำในห้องประชุมอ้างว่า เบื้องบนสั่งลงมาว่าให้สีน้ำเงินทำการนี้ เพื่อที่จะสกัดสีส้ม” มนตรีกล่าว

 

ในวันนั้น มนตรีปฎิเสธไม่ยอมกาตามโพย ทำให้ได้คะแนนจากเครือข่ายของตนเองมา 13 คะแนน ในขณะที่ผู้ทำตามโพยได้ 0-2 คะแนนแล้วตกรอบ

 

นอกจากนี้ ยอดจัดตั้งในต่างจังหวัด เช่น กรณีคลิปเสียงจากจังหวัดนครพนม พบพฤติการณ์การซื้อตั๋วเครื่องบินและค่าโรงแรมให้ผู้สมัครรวม 7 คนเดินทางเข้ากรุงเทพฯ พร้อมสัญญาว่าจะล็อกคะแนนรอบแรกให้ 40 คะแนน พ่วงด้วยการเสนอตำแหน่งผู้ช่วย สว. ที่มีเงินเดือนรองรับตลอด 5 ปี

 

มนตรีเปิดเผยอีกว่า ล่าสุดมีคนของนักการเมืองติดต่อมาเสนอเงิน 7 หลักให้ยุติการเคลื่อนไหว แต่ตนเองปฏิเสธไป ส่วนเงิน 20,000 บาทที่ได้มาตอนแรก ถือเป็น “เงินบาป” และจะนำไปทำบุญเมื่อ สว. ชุดนี้ถูกยุบ

 

  • กลางน้ำ: โพยล็อกคะแนนและระบบคอมพิวเตอร์เซ็ตผล

 

หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ตรวจสอบได้คือ เอกสารใบแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ที่มีการจดตัวเลขเรียงสลับช่องเป็นระบบคอมพิวเตอร์

 

มนตรีระบุว่าเพิ่มว่า ผู้สมัครในเครือข่ายทุกคนจะได้โพยตัวเดียวกัน ลำดับตัวเลขตรงกันเป๊ะ 20 ช่องอาชีพ โดยห้ามผู้สมัครเลือกตัวเองเพื่อไม่ให้ระบบคอมพิวเตอร์คลาดเคลื่อน (Error)

 

เมื่อแอบตรวจสอบรายชื่อ 10 หมายเลขที่ถูกบังคับให้กากบาทเลือก กลับพบว่าเป็นกลุ่มอาชีพรับจ้าง เช่น เด็กส่งน้ำ หรือพนักงานซักรีด เพื่อจ้างมาเป็นผู้ลงคะแนน (Voter) ดันผู้สมัครตัวจริง

 

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ประจำจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ เปิดเผยว่า ตนได้รับเบาะแสจากผู้สมัครหญิงรายหนึ่งตั้งแต่เวลา 08:10 น. เรื่องการซุกโพยทุจริตในใบ สว.3

 

จึงรีบเข้าแจ้งเบาะแสต่อ แสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ในเวลา 08:29 น. ก่อนเริ่มกระบวนการเลือกตั้ง

 

แต่ เลขาฯ กกต. กลับแสดงท่าทีเพิกเฉย ชิลๆ และกล่าวว่า

 

“ถึงแม้จะรู้ก็ทำอะไรเค้าไม่ได้ เค้าคิดวางแผนเข้ากันมาอย่างงี้ ปล่อยให้เค้าเอาโพยเข้าไปในรอบไขว้”

 

ทั้งนี้ ตนมองว่า เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจนของ กกต. จนนำไปสู่การทุจริตสำเร็จในที่สุด

 

ขณะที่แสวง ได้ตอบกลับประเด็นนี้ไว้ว่า เหตุการณ์ในวันเลือก สว. ระดับประเทศมีรายละเอียดและองค์ประกอบหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมกัน

 

ตนไม่ต้องการที่จะออกมาอธิบายหรือพูดถึงรายละเอียดเหล่านั้นภายนอกในเวลานี้ เพราะเมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ตนไม่ต้องการที่จะ “ต่อความยาวสาวความยืด” ในประเด็นดังกล่าวอีก

 

และเห็นว่าการให้ทุกฝ่ายเข้าไปให้การและตรวจสอบตามขั้นตอนของกฎหมาย เป็นแนวทางที่ถูกต้องและเหมาะสมที่สุดในการพิสูจน์ความจริง

 

ก่อนย้ำว่า ไม่มีประเด็นใดที่น่ากังวลใจ และพร้อมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อพิสูจน์ความจริงอย่างเต็มที่

 

  • ปลายน้ำ: ส่อแววเป่าคดีและลอยนวล

 

ไอติม-พริษฐ์ ได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติในขั้นตอนการตรวจสอบของ 2 หน่วยงานรัฐ ได้แก่

 

  • ฝั่ง กกต.: คณะไต่สวนชุดที่ 16 ชี้มูลความผิดผู้สมัคร 229 คน แต่อนุวินิจฉัยชุดที่ 36 กลับมีมติสวนทางว่า “ไม่มีใครทำความผิดเลย” ซึ่งเรื่องค้างคาอยู่ที่กรรมการ กกต. 7 คน
  • ฝั่งดีเอสไอ: รับเป็นคดีพิเศษต้นปี 2568 สอบพยานกว่า 700 ปาก แต่ปลายปี 2568 กลับสรุปสำนวนสั่งฟ้องอัยการเพียง 8 คนเท่านั้น และปัจจุบันมีข้อกังวลว่าอาจเกิดการ “ปล่อยเกียร์ว่าง” เพื่อรอดูมติ กกต. มาเป็นข้ออ้างในการเป่าคดีทั้งหมด

 

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ท. รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้ตอบกลับเรื่องนี้ว่า คดีฮั้ว สว. ที่เกี่ยวเนื่องกับอั้งยี่และฟอกเงิน ดีเอสไอได้ส่งสำนวนไปที่อัยการแล้ว และอัยการได้ส่งสำนวนกลับมา ขณะนี้ได้มีการสั่งการและดำเนินการตามกรอบของกฎหมาย

 

ส่วนที่พริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า มีการส่งฟ้องจำนวนผู้ต้องหาน้อยเกินไปนั้น พล.ต.ท. รุทธพล ระบุว่า พยานหลักฐานถึงแค่นี้ก็คงต้องส่งแค่นี้ พร้อมระบุว่าการที่อัยการส่งเรื่องกลับมาเพราะต้องรอผลจาก กกต. ด้วย จะดำเนินการอย่างอื่นก่อนไม่ได้

 

📊 2 หลักฐานเชิงประจักษ์ที่ชี้ชัดถึงเครือข่ายผลประโยชน์ระดับชาติ

 

  • ตารางชุดตัวเลขระบบคอมพิวเตอร์ในใบ สว.3: ลายมือการลอกโพยของมนตรี ซึ่งตรงกับใบ สว.3 ของอดีตผู้สมัครคนอื่นๆ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ตัวเลขเรียงช่องตรงกันเป๊ะ ไม่มีการสลับลำดับ บ่งชี้ว่าทำกันเป็นขบวนการใหญ่ระดับประเทศ
  • พิกัดดิจิทัลและไฟล์ภาพจาก DSI: ข้อมูลจากมนตรี พบว่ามีการดึงพิกัดตำแหน่ง (Location Footprint) จากสมาร์ทโฟนของผู้สมัครร่วมขบวนการ รวมถึงภาพถ่ายและวิดีโอกล้องวงจรปิดภายในโรงแรมอัศวิน ห้อง 706 ที่ระบุตัวตนชัดเจนว่าใครเดินตามใคร และใครเป็นคนถือกระเป๋าเงินแจก

 

📉 ผลกระทบ 3 มิติ: ฮั้ว สว. กำลังทำลายและบิดเบี้ยวโครงสร้างของประเทศไทย

 

  • วิกฤตศรัทธาในกลไกตรวจสอบ: เมื่อ ‘องค์กรอิสระ’ ถูกแทรกแซงโดยเครือข่ายทุนการเมือง

 

พริษฐ์ได้สะท้อนเบื้องลึกในมิตินี้ว่า หากกลุ่มการเมืองใดกลุ่มการเมืองหนึ่งสามารถแทรกแซงและกินรวบกระบวนการเลือก สว. ได้เบ็ดเสร็จ เท่ากับสามารถส่งคนของตัวเองเข้าไปนั่งควบคุมองค์กรอิสระเหล่านี้ได้ทั้งหมด

 

ผลลัพธ์คือกลไกการตรวจสอบฝ่ายการเมืองจะอ่อนแอลงทันที จนทำให้กลุ่มการเมืองบางกลุ่มทำอะไรก็ไม่ผิด นำไปสู่การพังทลายของระบบคุณธรรมและหลักนิติรัฐของประเทศในที่สุด

 

  • วิกฤตความเชื่อมั่นและธรรมาภิบาล: เมื่อระบบบิดเบี้ยวจนคนไร้เกียรติและศักดิ์ศรี

 

มนตรี ในฐานะอดีตผู้สมัคร สว. ได้สะท้อนความจริงว่า การใช้เงินและโพยล็อกคะแนนส่งผลให้ สว. ยุคปัจจุบันขาดความสง่างามและไร้ซึ่งเกียรติยศนอกจากนี้ยังสร้างความเหลื่อมล้ำและทำลายโอกาสอย่างรุนแรง

 

เนื่องจากผู้สมัครที่มีความรู้ความสามารถระดับนายพลหรือศาสตราจารย์กลับต้องพ่ายแพ้ และถูกบังคับให้กากบาทเลือกกลุ่มอาชีพรับจ้างที่ถูกจ้างมาเป็นโหวตเตอร์แทน ส่งผลให้โครงสร้างทางอำนาจของประเทศตกอยู่ในมือของเครือข่ายผลประโยชน์ที่พร้อมจะเข้ามาหาช่องทางถอนทุนคืนในอนาคต

 

  • วิกฤตจริยธรรมของเจ้าหน้าที่รัฐ: เมื่อผู้คุมกฎกลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

 

พ.ต.อ. มนัส ในฐานะอดีตผู้ตรวจการเลือกตั้งฯ ได้ตั้งคำถามและแสดงความอัดอั้นตันใจอย่างรุนแรงว่า เหตุใดคนในองค์กร กกต. บางส่วนถึงเลือกที่จะทรยศวิชาชีพของตนเอง

 

การที่ผู้คุมกฎรู้เห็นเป็นใจ ปล่อยปละละเลย หรือจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่แม้จะได้รับแจ้งเบาะแสการทุจริตอย่างชัดเจน คือตัวการสำคัญที่ทำลายระบบคุณธรรมของประเทศอย่างสิ้นเชิง หากผู้บังคับใช้กฎหมายหันมาร่วมมือกับขบวนการโกง ประเทศชาติก็จะไม่เหลือความหวังในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันอีกต่อไป

 

🔮 สิ่งที่ต้องติดตามและตั้งคำถามต่อหลังจากนี้

 

พริษฐ์ชวนสังคมไทย จับตาปรากฏการณ์ “50 Shades of Blue” (50 เฉดสีน้ำเงิน) หรือความพยายามส่ง สว. “น้ำเงินอ่อน” บางคนสังเวยเป็นบูชายัญให้ศาลเพื่อลดแรงเสียดทานของสังคม แต่ปกป้องพวกพ้องระดับ “บิ๊กบอส” หรือนักการเมืองระดับ “น้ำเงินเข้ม” ที่อยู่เบื้องหลังให้ลอยนวล

 

กระบวนการยุติธรรมไทยจะกล้า “เปิดหีบ” พิสูจน์คะแนนดิบและโพยตามที่พยานท้าทายหรือไม่ หรือท้ายที่สุดแล้ว คดีระดับชาติที่มีหลักฐานแน่นหนาขนาดนี้จะถูกเป่าหายไปในชั้น กกต. และดีเอสไอ เพื่อตอกย้ำว่าประเทศไทยปกครองด้วยเครือข่ายเส้นสายมากกว่าหลักนิติรัฐและคุณธรรม คงต้องติดตามและจับตาต่ออย่างใกล้ชิด

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising