×

จับตา ‘มาตรา 301’ อาวุธใหม่ทรัมป์เขย่าการค้าโลก SCB EIC แนะภาคธุรกิจไทยเร่งเจรจาขอเว้นภาษี

24.03.2026
  • LOADING...
โดนัลด์ ทรัมป์ กับมาตรา 301 ที่ส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและภาคธุรกิจไทย

สถานการณ์นโยบายด้านภาษีศุลกากรของสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ส่งผลกระทบต่อการค้าทั่วโลก แม้ว่าล่าสุดศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินเบรกการใช้กฎหมายบางฉบับ แต่รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ได้เตรียมเครื่องมือใหม่มารองรับแล้ว ซึ่งรวมถึงการดึง มาตรา 301 กลับมาใช้ไต่สวนประเทศคู่ค้ารวมถึงประเทศไทย

 

 

นนท์ พฤกษ์ศิริ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ศาลสหรัฐฯ ตัดสินว่าการใช้กฎหมาย IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ซึ่งเป็นกฎหมายให้อำนาจประธานาธิบดีในภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจนั้น อาจไม่ครอบคลุมไปถึงอำนาจในการจัดเก็บภาษี

 

เนื่องจากเรื่องภาษีจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากสภาคองเกรส คำตัดสินนี้ทำให้รัฐบาลทรัมป์ต้องยกเลิกภาษีที่อาศัยอำนาจตามกฎหมาย IEEPA บางส่วน เช่น Reciprocal Tariff ที่เคยเจรจาไว้ แต่ภาษีที่อาศัยกฎหมายอื่น เช่น ภาษียานยนต์ เหล็ก หรือภาษีที่บังคับใช้มาตั้งแต่ยุคทรัมป์ 1.0 จะยังคงดำเนินต่อไป

 

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลทรัมป์ไม่ได้ประหลาดใจกับคำตัดสินนี้และได้เตรียมแผนสำรองไว้แล้ว โดยหันไปงัด “มาตรา 122” ขึ้นมาใช้ทันที กฎหมายนี้ให้อำนาจรัฐบาลอ้างอิงเรื่องวิกฤตการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เพื่อปรับขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากทั่วโลกได้ไม่เกิน 15% เป็นเวลา 150 วัน โดยปัจจุบันสหรัฐฯ เลือกจัดเก็บที่อัตรา 10% ซึ่งมาตรการนี้คาดว่าจะสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคมนี้

 

รู้จัก ‘มาตรา 301’ อาวุธหนักที่เจาะจงรายประเทศ

 

เมื่อมาตรา 122 กำลังจะหมดอายุลงในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม รัฐบาลทรัมป์จึงต้องหาเครื่องมือใหม่เพื่อนำภาษีกลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งเครื่องมือที่ว่านั้นคือ “มาตรา 301”

 

มาตรา 301 เป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นจัดการกับ “การค้าที่ไม่เป็นธรรม (Unfair Trade)” ตามมุมมองของสหรัฐฯ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเป็นผู้จัดทำรายงานชี้เป้าว่าประเทศคู่ค้าใดมีพฤติกรรมเอาเปรียบทางการค้า เช่น การที่รัฐบาลเข้าไปอุดหนุน (Subsidy) จนทำให้ความสามารถในการแข่งขันสูงเกินจริง หรือมีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้า

 

ข้อดีที่สำคัญของมาตรา 301 คือสามารถกำหนดอัตราภาษีเพื่อตอบโต้แต่ละประเทศในอัตราที่ไม่เท่ากันได้ ซึ่งจะเข้ามาอุดช่องโหว่ของมาตรา 122 ที่ต้องเก็บภาษีแบบเหมารวมทั่วโลก และตอบโจทย์เป้าหมายการทำ Reciprocal Tariff ของทรัมป์ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ มาตรา 301 ยังเป็นเครื่องมือที่เคยถูกใช้สำเร็จมาแล้วในยุคทรัมป์ 1.0 โดยไม่มีปัญหาการถูกฟ้องร้องว่าผิดกฎหมาย

 

ไทยเจอหางเลข USTR เล็งสอบสวน Overcapacity

 

ปัจจุบัน USTR ได้เริ่มต้นกระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 แล้ว โดยมี 2 ประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบและมีการพาดพิงมาถึงประเทศไทย ได้แก่

 

  • ปัญหาข้อกล่าวหาเรื่อง Excess Capacity (กำลังการผลิตส่วนเกิน): สหรัฐฯ กล่าวหา 16 ประเทศ หรือ 16 กลุ่มเศรษฐกิจว่า มีกำลังการผลิตล้นเกินและระบายสินค้าเหล่านั้นเข้ามาในตลาดสหรัฐฯ ในราคาถูก สำหรับประเทศไทย สหรัฐฯ เพ่งเล็งในจุดที่ว่า ประเทศไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ค่อนข้างต่ำมาเป็นเวลานาน แต่กลับมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ ในบางอุตสาหกรรมสูงมาก จึงถูกตีความว่าอาจเข้าข่ายปัญหานี้
  • ปัญหามาตรฐานแรงงาน (Forced Labor): เป็นการสอบสวนภาพรวมที่ครอบคลุมถึง 60 ประเทศคู่ค้า โดยสหรัฐฯ มองว่าประเทศเหล่านี้อาจมีมาตรฐานการดูแลแรงงานในการผลิตที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ ซึ่งถือเป็นการเอาเปรียบด้านต้นทุนและทำให้เกิดการค้าที่ไม่เป็นธรรม

 

นอกจาก 2 ประเด็นนี้ USTR ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาและอาจเปิดสอบสวนเพิ่มเติมในอนาคต เช่น ภาษีดิจิทัล และการตั้งมาตรฐานสินค้าบางอย่างที่เป็นการกีดกันไม่ให้สินค้าสหรัฐฯ เข้าไปตีตลาดได้

 

กรอบเวลาสุดท้าทาย และผลกระทบต่อไทย เมื่อย้อนดูสถิติในยุคทรัมป์ 1.0

 

กระบวนการสอบสวนตามมาตรา 301 ที่ใช้กับประเทศจีนนั้น ใช้เวลายาวนานถึง 11 เดือน เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ต้องมีการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Public Hearing) การยื่นเอกสารโต้แย้ง และการขอชี้แจงเพื่อยกเว้นสินค้าบางหมวดหมู่ การที่สหรัฐฯ จะเร่งกระบวนการสอบสวนกลุ่มประเทศ 16 ถึง 60 ประเทศให้ทันช่วงปลายเดือนกรกฎาคมก่อนที่มาตรา 122 จะหมดอายุลง จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก และมีความเป็นไปได้ว่าสหรัฐฯ อาจเลือกเร่งสอบสวน

 

เฉพาะประเทศคู่ค้าที่มองว่ามีความสำคัญเร่งด่วนก่อน

 

สำหรับแนวทางการรับมือของไทย นนท์ พฤกษ์ศิริ ให้มุมมองว่า แม้ปีที่ผ่านมาจะมีกระแสความกังวลเรื่องภาษีอย่างหนัก แต่การส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังคงขยายตัวได้ดีมาก โดยได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของการลงทุนด้าน AI ในสหรัฐฯ

 

ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญของไทยในช่วงที่มีการเปิดสอบสวนตามมาตรา 301 คือ ภาครัฐและเอกชนต้องอาศัยช่องทางในกระบวนการไต่สวนนี้ เข้าไปชี้แจงและดำเนินการขอรับการยกเว้นภาษี (Tariff Exemption) เพื่อสร้างความมั่นใจให้สหรัฐฯ เห็นว่าสินค้าบางประการของไทยยังเป็นฟันเฟืองสำคัญที่สหรัฐฯ ขาดไม่ได้ โดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งในซัพพลายเชนอุตสาหกรรม AI ของสหรัฐฯ

 

“สิ่งหนึ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ไม่ว่าสหรัฐฯ จะใช้มาตราใด ภาษีของทรัมป์จะยังคงอยู่เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจหลักของรัฐบาลไปจนถึงอย่างน้อยปี 2028 หรืออาจจะนานกว่านั้น ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าคือสิ่งที่ภาคธุรกิจต้องติดตามอย่างใกล้ชิด” นนท์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ภาพ: Kaua209 / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories