สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวโทษ ยิม เลียก ต่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ในความผิดกรณีรายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญของบริษัท เอ็ม วิชั่น จำกัด (มหาชน) (MVP) เมื่อข้ามจุดทุกร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการตามแบบรายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ (แบบ 246-2) ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่คณะกรรมการกำกับตลาดทุนประกาศกำหนด เป็นการปฏิบัติฝ่าฝืนมาตรา 246 ซึ่งต้องระวางโทษตามมาตรา 298 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ)
เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2565 นายยิมได้จำหน่ายไปซึ่งหุ้นสามัญ MVP ทำให้สัดส่วนการถือหุ้น MVP ของนายยิมลดลงจนเป็นการข้ามจุดร้อยละ 5 ของจำนวนสิทธิออกเสียงทั้งหมดของกิจการ นายยิมจึงมีหน้าที่รายงานการจำหน่ายไปซึ่งหุ้นดังกล่าวตามแบบ 246-2 ต่อ ก.ล.ต. ภายใน 3 วันทำการ นับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ กล่าวคือ ภายในวันที่ 28 เมษายน 2565 แต่ปรากฏว่านายยิมยื่นรายงานดังกล่าวต่อ ก.ล.ต. เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 จึงเป็นการรายงานแบบ 246-2 ล่าช้ากว่าระยะเวลาที่ประกาศกำหนด โดยการรายงานของนายยิม เป็นผลมาจากการติดตามตรวจสอบของ ก.ล.ต. ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่านายยิมเป็นเจ้าของหลักทรัพย์ดังกล่าวที่แท้จริง
การกระทำความผิดของนายยิมข้างต้น มีระวางโทษตามมาตรา 298 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ สามารถยุติคดีได้ด้วยการเปรียบเทียบ โดยคณะกรรมการเปรียบเทียบที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ซึ่ง ก.ล.ต. ได้มีหนังสือแจ้งให้นายยิมทราบการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมายดังกล่าว และให้พิจารณายินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบของคณะกรรมการเปรียบเทียบ แต่นายยิมไม่ได้แสดงความประสงค์ยินยอมเข้ารับการเปรียบเทียบแต่อย่างใด เป็นเหตุให้คดีไม่เป็นอันเลิกกันด้วยการเปรียบเทียบตามมาตรา 317 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ก.ล.ต. จึงกล่าวโทษนายยิมต่อ บก.ปอศ. เพื่อพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
เอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ ก.ล.ต. และโฆษก กล่าวว่า แม้ว่าการที่นายยิมมีการรายงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว โดยการรายงานเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 เป็นผลส่วนหนึ่งจากการตรวจสอบของ ก.ล.ต. และ ก.ล.ต. ยังมีกระบวนการในการตรวจสอบ ขยายผล ทำให้ในกรณีนี้มีการกล่าวโทษตามมาในภายหลัง
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวโทษของ ก.ล.ต. กระบวนการบังคับใช้กฎหมายทางอาญาต่อไปเป็นการสอบสวนของพนักงานสอบสวน การสั่งฟ้องคดีของพนักงานอัยการ และการพิจารณาของศาลยุติธรรม ตามลำดับ โดย ก.ล.ต. จะติดตามความคืบหน้าในการดำเนินคดี และจะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ เพื่อสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ ในกระบวนการภายหลัง ก.ล.ต. ได้กล่าวโทษแล้ว

