×

SCG ประกาศแผนปี 64 ดันนวัตกรรม เซอร์วิสโซลูชัน เทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ

25.02.2021
  • LOADING...
SCG ประกาศแผนปี 64 ดันนวัตกรรม เซอร์วิสโซลูชัน เทคโนโลยีดิจิทัล ขับเคลื่อนธุรกิจต้นน้ำถึงปลายน้ำ

เอสซีจี (SCG) เปิดแผนธุรกิจปี 2564 ประกาศเดินหน้าปรับธุรกิจสู่การเป็น ‘New Normal Digitalization’ ดึงเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อน และเสริมแกร่งธุรกิจตลอดซัพพลายเชน ด้วยแนวคิด ‘ทรานส์ฟอร์มเมชัน วิต อินโนเวชัน’ (Transformation with Innovation) ผ่านแผนธุรกิจเชิงรุก 3 ด้าน ได้แก่ ‘Innovation & Service Solutions’, ‘Digital Transformation’ และ ‘Sustainable Development’ 

 

โดยเอสซีจีระบุว่า พวกเขาจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสินค้า บริการ พร้อมโซลูชันที่ครบวงจร และต่อยอดด้านดิจิทัลในทุกภาคส่วน พัฒนาร้านค้าเชื่อมต่อระบบออนไลน์รูปแบบ SCG HOME Active Omni-Channel เพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าที่เปลี่ยนไป พร้อมกันนี้ยังตั้งเป้าหมายภายในปี 2564 ในการเพิ่มจำนวนสินค้าที่ได้รับฉลาก SCG Green Choice ให้เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 30%

 

นิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์แลพผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 2564 คาดการณ์ว่าเทรนด์ที่มาช่วยขับเคลื่อนตลาดวัสดุก่อสร้างและที่อยู่อาศัยในปีนี้ ได้แก่ เทรนด์ Well-Being ผู้บริโภคยังคงต้องการสินค้าและโซลูชันที่สะอาด ปลอดภัย และมอบสุขภาวะที่ดีในการอยู่อาศัย 

 

“ส่วนเทรนด์ Work from Home ทำให้ผู้บริโภคต้องการเทคโนโลยีดิจิทัลที่จะเข้ามาช่วยให้การทำงานที่บ้านสะดวกสบายยิ่งขึ้น รวมถึงเทรนด์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ผู้บริโภคต้องการสินค้าและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น”

 

นิธิกล่าวต่อว่า “จากแนวโน้มตลาดที่คาดการณ์ไว้ในปี 2564 เราจะดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิด Transformation with Innovation นำเทคโนโลยีดิจิทัลมารุกตลาดใหม่ ตอบโจทย์ความต้องการลูกค้า และเสริมแกร่งธุรกิจในทุกส่วนตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ด้วยแผนเชิงรุก 3 ด้าน”

 

สำหรับแผนใน 3 ส่วนของ SCG ประกอบด้วย

 

1. Innovation & Service Solutions ต่อยอดพัฒนานวัตกรรมสินค้าและโซลูชันที่ตอบโจทย์สุขอนามัย และสุขภาพที่ดีสำหรับผู้บริโภค (Health & Hygiene) – เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ เช่น ‘Smart Building Solution’ นวัตกรรมบริหารระบบอาคาร ด้วยเทคโนโลยี IoT เพื่อช่วยปรับคุณภาพอากาศ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน 

 

เพิ่มความหลากหลายของสินค้า ‘สุขภัณฑ์ COTTO Touchless Series’ และ ‘กระเบื้อง COTTO Hygienic Tile’ ที่ช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย รวมถึงพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์เรื่องโควิด-19 การก่อสร้างรวดเร็ว สะอาด ปลอดภัย เช่น ‘Medical Solution by CPAC BIM’, ‘Bathroom Mobile Unit’, ‘ห้องความดันอากาศบวก (Positive Pressure Room) ที่สร้างด้วย Smart Board Ultra Clean Wall Solution’ 

 

ด้านสินค้าที่ตอบโจทย์การประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ‘Active Air Quality’, ‘Solar Roof Solutions ซึ่งขยายสู่ตลาด Non-Residential’ ขณะเดียวกันได้พัฒนา Smart Living Platform ให้ลูกค้าใช้บริหารจัดการโซลูชันต่างๆ ของเอสซีจีภายในบ้านด้วยตัวเอง ตลอดจนต่อยอดขยายเซอร์วิสโซลูชันใหม่ เปิดตัว BAUEN by SCG (เบาเอ้น บาย เอสซีจี) บริการรีโนเวตครบ จบทุกความต้องการอย่างเป็นทางการ และตอกย้ำจุดแข็งของเซอร์วิสโซลูชันทั้ง Construction Solution และ Living Solution ที่มอบบริการครบวงจรแบบ End to End Service

 

2. Digital Transformation ผสานเทคโนโลยีเข้ากับทุกส่วนของธุรกิจ – แบ่งเป็น 2 ด้าน ได้แก่ ด้านดิจิทัลสำหรับผู้บริโภค ปรับรูปแบบร้านค้าไปสู่อีคอมเมิร์ซมากขึ้น ต่อยอดการเชื่อมต่อร้านค้าแบบออฟไลน์และออนไลน์ด้วยเทคโนโลยีในรูปแบบ SCG HOME Active Omni-Channel รวมถึงนำเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Big Data Analytics และ AI มาวิเคราะห์อินไซด์ผู้บริโภค และนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้าและบริการในอนาคต 

 

ตลอดจนสร้าง Ecosystem ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยเชื่อมโยงผู้รับเหมา ช่าง และพาร์ตเนอร์ด้วยเทคโนโลยี เพื่อมอบบริการที่ดีให้กับเจ้าของบ้านไปพร้อมกัน ด้านดิจิทัลสำหรับการผลิต สานต่อการใช้ Industry 4.0 พร้อมนำระบบการดำเนินงานอัจฉริยะ (Smart Digital Operation) และระบบ Automation มาใช้ในกระบวนการผลิต

 

3. Sustainable Development มุ่งสร้างสมดุลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ดีไปพร้อมๆ กับการเติบโตทางธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มคุณค่าอย่างยั่งยืนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า – ประกอบด้วยแผนการดำเนินงาน 3 ด้าน คือ Green Product & Service พัฒนาสินค้าและบริการ SCG Green Choice โดยปีนี้จะเพิ่มจำนวนสินค้า SCG Green Choice มากขึ้นประมาณ 30%, Green Plant เพิ่มการใช้พลังงานทดแทนภายในโรงงานให้มากขึ้น เช่น ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ใช้รถยกไฟฟ้า (EV Forklift) เป็นต้น

 

นอกจากนี้ เอสซีจียังมุ่งพัฒนาบุคลากร โดยจะมุ่งพัฒนาทักษะที่จำเป็น เช่น Digital Skill, Data Analytics และ Service Excellence Skill รวมถึงผนึกพันธมิตร อาทิ สถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนาศักยภาพด้านการคิดค้นนวัตกรรมสินค้าและโซลูชันต่างๆ หรือพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการดำเนินธุรกิจค้าปลีกบนโลกออนไลน์

 

“หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจในยุคนี้คือ ต้องสังเกตและเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าและตลาด รู้จักปรับตัว และทำงานด้วยความรวดเร็ว ซึ่งเราเชื่อว่าการปรับแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และหลัก Sustainable Development เข้ามามีบทบาทในทุกมิติ พร้อมตอกย้ำจุดแข็งของโมเดลเซอร์วิสโซลูชัน จะช่วยให้เราสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ทั้งกลุ่ม B2B และ B2C มอบความมั่นใจ ความสะดวกสบาย และสร้างการเติบโตให้ธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน 

 

“นอกจากนี้เราจะเดินหน้าสร้าง Ecosystem ทางธุรกิจให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ตลอดจนขยายความร่วมมือกับพันธมิตรในรูปแบบ Open Innovation เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค ทั้งนี้ จากแผนการดำเนินงานในปีนี้ เราตั้งเป้าหมายว่าจะเติบโตในทิศทางเดียวกับตลาด และเพิ่มกำไรจากการปรับปรุงประสิทธิภาพและต้นทุนการผลิตอย่างต่อเนื่อง” นิธิกล่าวทิ้งท้าย

 

พิสูจน์อักษร: วรรษมล สิงหโกมล

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories