×

‘SCB Wealth’ มั่นใจ AUM ปีนี้ยังโต หลังบรรยากาศการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้น เล็งใช้ผลิตภัณฑ์หลากหลายตอบโจทย์ลูกค้า

18.01.2023

SCB Wealth มั่นใจ AUM ปีนี้ยังโต หลังบรรยากาศการลงทุนมีแนวโน้มดีขึ้น เล็งใช้ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย ทั้ง KIKO, Structured Note, Property Backed Loan และ Lombard Loan ตอบโจทย์ลูกค้า

 

ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 2565 ที่ผ่านมา นับเป็นปีที่ตลาดการลงทุนโลกและไทยมีปัจจัยที่ท้าทายและมีความผันผวนสูง ทำให้ภาพรวมธุรกิจ Wealth ในไทยล้วนได้รับผลกระทบ โดยมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการของธุรกิจบริษัทจัดการกองทุนรวม (Investment AUM) โดยรวมลดลงกว่า 10%

 

อย่างไรก็ตาม SCB Wealth คาดการณ์ว่าบรรยากาศการลงทุนในปีนี้มีแนวโน้มจะปรับตัวดีขึ้นจากแนวโน้มเงินเฟ้อในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลักที่ชะลอตัวลง และแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยที่ช้าลงของธนาคารกลางในประเทศเหล่านั้น รวมถึงการเปิดประเทศที่เร็วกว่าคาดของจีน โดยในปีนี้ SCB Wealth ยังเชื่อมั่นว่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร (AUM) จะเติบโตได้

 

“ปีที่ผ่านมา AUM ของ SCB Wealth ลดลงในอัตราที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งเป็นผลมาจากการเฟ้นหาและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ เช่น ตราสารอนุพันธ์ที่อิงกับหุ้นสามัญ (KIKO) ที่โตเพิ่มถึง 54% หุ้นกู้อนุพันธ์แฝงอ้างอิงดอกเบี้ย (THOR) และ Private Asset ที่มียอดรวมเพิ่มขึ้น 153% จากปีที่ผ่านมา” ยรรยงกล่าว

 

ขณะเดียวกัน SCB Wealth ยังให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนและบริการในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อกระจายความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนให้แก่ลูกค้า เช่น สินเชื่อเพื่อการลงทุน Lombard และ Property Backed Loan ซึ่งปัจจุบันมียอดคงค้างรวมกันอยู่กว่า 30,000 ล้านบาท

 

นอกจากนี้ยังมีผลิตภัณฑ์ประกันควบการลงทุน Regular Unit Linked ที่ SCB ยังคงครองอันดับ 1 ในตลาด Banca Business ด้วยส่วนแบ่งการตลาด 38% ทำให้มีกระแสรายได้ของธุรกิจจากหลากหลายช่องทาง ผลักดันให้ Wealth Business เป็น Growth Engine และยังคงเป็นธุรกิจหลักในการสร้างรายได้ค่าธรรมเนียมให้กับธนาคารต่อไป

 

สำหรับกลยุทธ์ในปี 2566 ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่มีแนวโน้มดีขึ้น และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป SCB Wealth จะมุ่งเน้นการดูแลลูกค้าและให้คำแนะนำในการบริหารพอร์ตอย่างสม่ำเสมอตามสภาวะและจังหวะการลงทุนที่เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า เพื่อสร้างพอร์ตให้มีคุณภาพและผลตอบแทนที่ยั่งยืน ด้วยความพร้อมของทีมทั้งด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ติดตามดูแล และให้คำแนะนำอย่างเป็นระบบ

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมุ่งมั่นที่จะสร้างความแตกต่างด้วยการยกระดับการให้บริการและคำปรึกษาผ่านช่องทาง Digital Wealth เพื่อให้บริการที่รู้จัก รู้ใจ ลูกค้ามากยิ่งขึ้น (Hyper Personalization) และยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าในทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ (Omni-Channel) ในขณะเดียวกันก็ตั้งมั่นในการต่อยอดความมั่งคั่งให้แก่ลูกค้าของธนาคาร ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์แบบ Open Architecture ที่ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างครบวงจร

 

ด้าน สาธิต ผ่องธัญญา ผู้อำนวยการอาวุโส Estate Planning & Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปี 2566 ในด้านกฎหมายภาษีอากรที่มีผลต่อการตัดสินใจลงทุนในทรัพย์สินต่างๆ มีอยู่สองประเด็นหลัก และอีกหนึ่งสิทธิ์ลดหย่อนภาษี ประกอบด้วย

 

  1. ภาษีขายหุ้นที่เป็นการเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะในกรณีที่ขายหุ้นหรือหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย คาดว่ากฎหมายจะมีผลให้เริ่มเสียภาษีตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2566 ในอัตรา 0.055% ของมูลค่าขายหลักทรัพย์ฯ แต่ต้นปี 2567 จะเก็บเต็มจำนวนที่ 0.11% ของมูลค่าขาย ภาษีขายหุ้นนี้มีแนวคิดมานานแต่มีการยกเว้นมาตั้งแต่ปี 2535 สรุปคือ ซื้อไม่มีภาษี แต่ขายมีภาษี ไม่ว่าจะขายกำไรหรือขายขาดทุน ทำให้นักลงทุนมองว่ามีต้นทุนค่าขายเพิ่มขึ้น เช่น หากซื้อหุ้นมีค่าธรรมเนียมซื้อประมาณ 0.157% (ค่าธรรมเนียม Cash Balance แบบ Online) แต่เวลาขายแทนที่จะเหมือนกับการซื้อคือ 0.157% พอมีภาระภาษีทำให้ต้นทุนตอนขายในปี 2566 จะจ่ายเพิ่มเป็น 0.212% (0.157% + 0.055%) ผลกระทบนี้จะมีผลต่อนักลงทุนต่างกัน แล้วแต่วัตถุประสงค์การลงทุนและระยะเวลาการถือครองหุ้น แต่สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนไม่ต้องกังวลคือกฎหมายให้โบรกเกอร์เป็นผู้ชำระภาษีและจัดการแทนนักลงทุน ทำให้ลดภาระความยุ่งยากของนักลงทุนไปได้

 

  1. ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ปี 2566 กฎหมายมีเรื่องอัปเดต 2 เรื่อง คือการเลื่อนระยะเวลาการเสียภาษีของผู้เป็นเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง จากเดิมกำหนดไว้ในเดือนเมษายน 2566 เลื่อนเป็นเดือนมิถุนายน 2566 และรัฐบาลลดภาษีให้ในอัตรา 15% ของภาระภาษีที่คำนวณได้

 

  1. สิทธิ์ลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ และได้ใบกำกับภาษีระหว่าง 1 มกราคม – 15 กุมภาพันธ์ 2566 สามารถนำมาหักเงินได้เสียภาษีได้ 40,000 บาท โดยแบ่งเป็นส่วนแรก 30,000 บาท เป็นใบกำกับภาษีแบบเต็มรูปแบบหรือใบรับ โดยใช้ได้ทั้งแบบกระดาษ / e-Tax Invoice / e-Receipt ส่วนที่ 2 อีกจำนวน 10,000 บาท ต้องมีใบกำกับภาษีหรือใบรับ โดยใช้ได้เฉพาะ e-Tax Invoice หรือ e-Receipt เท่านั้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นให้ร้านค้าอยากเข้ามาร่วมในระบบจัดทำใบกำกับแบบอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น จึงมองว่ามาตรการนี้เป็นประโยชน์ต่อการรับรู้ในระบบภาษีของประชาชนอย่างมากทีเดียว

 

“การเข้ามาของภาษีขายหุ้นและภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ทำให้ลูกค้ากลุ่มมั่งคั่งเริ่มมีแนวคิดจัดตั้งบริษัทขึ้นมาเพื่อลงทุนในหุ้นระยะยาว รวมถึงซื้อที่ดินใหม่มากขึ้น” สาธิตกล่าว


ข่าวที่เกี่ยวข้อง


 


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories