×

SCB EIC ปรับประมาณการ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% รับอานิสงส์การส่งออกและลงทุน AI-ดิจิทัล ชี้การฟื้นตัวยังกระจุกตัวและพึ่งพานำเข้าสูง

22.08.2026
  • LOADING...
ภาพปกข่าว SCB EIC ปรับ GDP ไทยปี 2569 ขึ้น 2.2% พร้อมคำเตือน

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขึ้นเป็น 2.2% จากแรงส่งการลงทุนและส่งออกกลุ่มดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ แต่การเติบโตยังกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

SCB EIC ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เป็น 2.2% (เดิม 2.0%) และปี 2570 เป็น 2.1% (เดิม 1.9%) จากแรงส่งของการลงทุนและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาตรการภาครัฐช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย แต่ต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังผันผวนและการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

 

เศรษฐกิจไทยได้แรงหนุนจากการลงทุนและการส่งออก แต่ผลบวกยังกระจุกตัว

 

เศรษฐกิจไทยได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชนและการส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยการลงทุนภาคเอกชนเร่งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และมีแนวโน้มทรงตัวสูงในระยะข้างหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของ BOI ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data center) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการส่งออกยังขยายตัวดีเช่นกัน โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก

 

อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับกระแสดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้ง ผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่และบริษัทต่างชาติ ส่งผลให้แรงส่งนี้ยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร

 

นโยบายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการประคองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปี 2569 และปี 2570 ผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ

 

  • แผนช่วยเหลือประชาชน เม็ดเงินจากการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการไทยช่วยไทยจะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 รวมถึงมีแนวโน้มนำเม็ดเงินที่ยังเหลือมาพยุงกำลังซื้อในไตรมาสที่ 4 ขณะที่การพิจารณาโครงการภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานจาก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาทล่าช้ากว่าที่คาด SCB EIC ปรับสมมติฐานให้เม็ดเงินจากโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าสู่เศรษฐกิจในปี 2570 มากขึ้น ทั้งนี้ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะคงวงเงินสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามเดิม หรือปรับบางส่วนไปใช้ในแผนช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้
  • มาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงกลับมาชดเชยราคาน้ำมันสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. หลังราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ฐานะกองทุนฯ กลับมาขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 75,562 ล้านบาท ณ วันที่ 16 ส.ค. ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแนวโน้มลดค่าไฟฟ้างวด ก.ย. – ธ.ค. 2569 ลงเหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย จาก 3.95 บาทต่อหน่วย แม้ต้นทุนค่าไฟยังอยู่ในระดับสูงตามราคา LNG โลก โดยจะอาศัยการเรียกเก็บเงินส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (กฟผ. กฟน. และ กฟภ.) (Claw back) มาอุดหนุนค่าไฟและปรับโครงสร้างนำค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฟ้าฐาน มาตรการดังกล่าวประกอบกับการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ SCB EIC ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2569 ลงมาอยู่ที่ 1.7% (จากเดิม 2.6%) และคาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่องสู่ 0.8% ในปี 2570

 

แม้ปรับเพิ่มประมาณการ แต่เศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการคาดการณ์เศรษฐกิจไทยเติบโตสูงขึ้นเป็น 2.2% ในปี 2569 และ 2.1% ในปี 2570 ซึ่งนับว่าชะลอลงจากช่วงก่อนหน้าและยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงสองปีนี้

 

อีกหนึ่งสัญญาณที่น่ากังวลคือ ดุลการค้าและดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลงในช่วงครึ่งปีแรกและยังมีแนวโน้มขาดดุลพร้อมกันในปีนี้ จากทั้งปัจจัยชั่วคราว เช่น ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง และปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้การพึ่งพาการนำเข้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ในระยะข้างหน้ายังมีความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อ มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ โดยเฉพาะประเด็น Excess capacity และ Transshipment รวมถึงความเสี่ยงจาก Super El Nino ซึ่งอาจกระทบผลผลิตภาคเกษตรและกิจกรรมทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

 

กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% หลังแรงกดดันเงินเฟ้อลดลง ขณะที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ครัวเรือนและ SMEs ยังคงเปราะบาง

 

SCB EIC มองว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดปี แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ขณะที่ภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังอยู่ในระดับสูง ด้านเสถียรภาพราคา SCB EIC ประเมินว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อปรับลดลง โดยเงินเฟ้อมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมาย 1-3% ในปีนี้ จากผลของราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนทยอยชะลอลงในปีหน้า อย่างไรก็ดี ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยในระยะนี้อยู่ที่ความเปราะบางของบางกลุ่ม ดังนั้น มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้รายย่อยและสนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อของ SMEs จะยังมีบทบาทสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

 

AI ยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ความขัดแย้งในตะวันออกกลางและดอกเบี้ยระยะยาวสูงยังเป็นความเสี่ยงสำคัญ

 

ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังไม่มีความคืบหน้า ขณะที่ปริมาณขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงกลับสู่ระดับก่อนการบรรลุข้อตกลง MOU ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้ราคาพลังงานโลกยังอยู่ภายใต้แรงกดดันด้านอุปทาน ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนทางการค้าของสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ หลังการใช้มาตรา 301 ในประเด็น Forced labor ต่อเนื่องจากมาตรา 122 เพื่อรักษาระดับอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งอาจนำไปสู่มาตรการเพิ่มเติมเพื่อลดปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Excess capacity) รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิ์สินค้าจีนผ่านประเทศคู่ค้าสำคัญ

 

SCB EIC คงประมาณการเศรษฐกิจโลกปี 2569 ที่ 2.5% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกในช่วงไตรมาส 2 ทนทานต่อปัจจัยกดดันจากสงครามได้ดีกว่าที่คาด โดยมีการลงทุนในเทคโนโลยี AI เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ทำให้เงินเฟ้อในหลายประเทศเศรษฐกิจหลักยังสูงกว่าเป้าหมาย ส่งผลให้ ECB อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ขณะที่ Fed และ BOJ มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดปี นอกจากนี้ ความกังวลด้านเงินเฟ้อ เสถียรภาพการคลัง และทิศทางดอกเบี้ยนโยบายยังคงผลักดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวของหลายประเทศอยู่ในระดับสูงสุดในรอบกว่าทศวรรษ แม้มาตรการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของรัฐบาลสหรัฐฯ จะช่วยบรรเทาแรงกดดันนี้ได้บางส่วนในระยะสั้นก็ตาม

 

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories