×

ป้ายหาเสียงประยุทธ์มาแล้ว รวมไทยสร้างชาติคิกออฟแคมเปญ ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ’ เตรียมเปิดชุดใหญ่ต้น เม.ย. นี้

โดย THE STANDARD TEAM
11.03.2023

วันนี้ (11 มีนาคม) ที่พรรครวมไทยสร้างชาติ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เปิดเผยนโยบายหาเสียงภายใต้แคมเปญ ‘ทำแล้ว ทำอยู่ ทำต่อ’ ตามยุทธศาสตร์ของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธานคณะกรรมการกำหนดแนวทางและยุทธศาสตร์พรรคว่า นโยบายภายใต้แคมเปญนี้ถือเป็นความตั้งใจของพรรคที่จะสานต่อโครงการต่างๆ ที่รัฐบาลปัจจุบันภายใต้การนำของ พล.อ. ประยุทธ์ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งปรากฏผลชัดเจนว่าทำให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสามารถช่วยให้ประชาชนคลายความเดือดร้อนในช่วงวิกฤตไปได้ 

 

พีระพันธุ์ระบุว่า พรรครวมไทยสร้างชาติจะสานงาน ‘ทำต่อ’ ตามยุทธศาสตร์ของ พล.อ. ประยุทธ์ และพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนอีกหลายโครงการเพื่อแก้ไขปัญหาปากท้องและความเป็นอยู่ของประชาชนทุกกลุ่มทุกช่วงวัย เพราะความเดือดร้อนของประชาชนไม่สามารถรอได้ ทางพรรคจึงได้นำร่องหาเสียงด้วย 5 นโยบายโดนใจ ที่พร้อมช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย ลดภาระหนี้ สร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ชีวิต และขจัดปัญหาอุปสรรคด้านกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม ดังนี้

 

  1. เพิ่มสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ เป็น 1,000 บาทต่อเดือน และสิทธิเบิกฉุกเฉิน 10,000 บาทต่อคน 

 

  1. ตั้ง ‘กองทุนฉุกเฉินประชาชน’ วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท 

 

  1. คืน 30% เงินสะสมชราภาพให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 33

 

  1. โครงการ ‘ปลดหนี้ด้วยงาน’

 

  1. รื้อกฎหมายที่รังแกประชาชนและเป็นอุปสรรคการทำกิน

 

พีระพันธุ์กล่าวถึงนโยบายการเพิ่มสิทธิ ‘บัตรสวัสดิการพลัส’ ว่า นโยบายนี้เป็นโครงการ ‘ทำต่อ’ จากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่มีอยู่แล้ว โดยให้สิทธิเพิ่มเป็น 1,000 บาทต่อเดือน ซึ่งจัดสรรจากเงินงบประมาณที่รองรับโครงการนี้อยู่แล้ว ขณะเดียวกัน ผู้ถือบัตรยังมีสิทธิกู้ฉุกเฉินในวงเงิน 10,000 บาทต่อคน โดยสามารถนำบัตรนี้ไปเป็นหลักประกันเงินกู้กับธนาคารออมสิน ซึ่งมีโครงการให้สินเชื่อรายย่อยในวงเงิน 10,000 บาทอยู่แล้ว

 

“บัตรนี้มีความน่าเชื่อถือ เพราะรัฐบาลเป็นคนจ่ายเงิน สามารถใช้เป็นหลักประกันอะไรก็ได้ ขณะที่ทางธนาคารออมสินก็มีโครงการให้เงินกู้แก่ชาวบ้านรายย่อยในวงเงิน 10,000 บาทอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมาแทบจะไม่ค่อยได้ปล่อยกู้ เพราะคนที่มาขอกู้ซึ่งเป็นชาวบ้านระดับฐานรากไม่ค่อยมีหลักประกัน กลายเป็นว่ามีโครงการให้ มีวงเงินให้ แต่ปล่อยกู้ไม่ได้ ก็สามารถใช้บัตรนี้ซึ่งเป็นบัตรที่รัฐจ่ายเงินแน่นอนทุกเดือนอยู่แล้ว ไปเป็นหลักประกันเงินกู้ให้กับธนาคารออมสิน โดยสามารถหักคืนเงินกู้จากบัญชีของผู้กู้ได้เลย ทำให้บัตรใบเดียวสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง” พีระพันธุ์กล่าว

 

ในด้านนโยบายเกี่ยวกับ ‘กองทุนฉุกเฉินประชาชน’ นั้น พีระพันธุ์กล่าวว่า กองทุนนี้จะช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านจำนวนมากที่มีความจำเป็นและต้องการเงินฉุกเฉินไปใช้จ่าย โดยวงเงินงบประมาณสำหรับกองทุนนี้จะมาจากการนำกองทุนที่มีอยู่แล้วประมาณ 30 กว่ากองทุน ซึ่งหลายกองทุนไม่ได้สร้างประโยชน์อะไร มาจัดระบบใหม่ และตั้งเป็นกองทุนฉุกเฉินเพื่อให้ประชาชนกู้ยืมไปใช้ในกิจการหรือการทำมาหากินที่ประสบปัญหา โดยคาดว่าจะรวบรวมวงเงินได้ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท 

 

นอกจากนี้ หลักเกณฑ์การขอกู้ยืมจากกองทุนฉุกเฉินประชาชนก็จะมีความผ่อนคลายมากกว่าเงื่อนไขของสถาบันการเงิน ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านระดับล่างที่ไม่สามารถดำเนินการตามกฎเกณฑ์หรือระเบียบของสถาบันการเงิน ให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น

 

ขณะเดียวกัน กลุ่มแรงงานที่เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 หากประสบปัญหาเดือดร้อนหรือต้องการเงินฉุกเฉิน ก็สามารถเบิกเงินสะสมชราภาพมาใช้ก่อนได้ 30% โดยไม่ต้องรอครบกำหนดอายุ ทำให้คนกลุ่มนี้สามารถมีเงินทุนหมุนเวียนใช้สอยจากเงินสะสมของตัวเอง 

 

สำหรับนโยบาย ‘ปลดหนี้ด้วยงาน’ นั้น พีระพันธุ์กล่าวว่า ปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่มีหนี้สินและไม่สามารถหาเงินมาใช้หนี้ แต่พวกเขาเหล่านั้นยังมีพลังความสามารถที่จะทำงานได้ ขณะเดียวกันภาครัฐเองก็ต้องการคนที่จะมาดูแลปัญหาหลายเรื่อง เช่น ผู้ป่วยติดเตียง คนสูงอายุ คนด้อยโอกาส หรือกระทั่งการสอนหนังสือเด็กๆ และเมื่อคนที่มีความสามารถเหล่านี้มีปัญหาด้านหนี้สิน ก็สามารถใช้หนี้แทนด้วยการทำงานได้

 

“ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดและยังถกเถียงกันอยู่ทุกวันนี้ก็คือ กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือ กยศ. ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่ายกหนี้ไปเลย แต่อีกฝ่ายก็บอกว่ายกไม่ได้เพราะเป็นเงินหลวง ซึ่งก็มีประเด็นทั้งสองฝั่ง แต่เราต้องมาดูข้อเท็จจริงว่า โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะต้องการให้คนไทยมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา เพื่อนำความรู้มาพัฒนาบ้านเมือง ดูแลสังคม ดูแลครอบครัวต่อไป เมื่อเขาเรียนไปแล้วก็ต้องใช้หนี้คืนเงินหลวง แต่ชีวิตคนไม่เหมือนกัน บางคนอยากใช้หนี้คืน แต่เขาไม่มีงานทำ บางคนมีงานทำ แต่มีภาระครอบครัวมาก ไม่สามารถแบ่งเงินมาใช้หนี้ได้ ส่วนอีกประเภทคือตั้งใจโกง ซึ่งพวกนี้ต้องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด คนที่เป็นหนี้ กยศ. จึงไม่ได้เหมือนกันหมด จะบอกให้คืนหมดหรือยกให้หมดก็ไม่ได้ บางกลุ่มก็ต้องเห็นใจเขา พวกเขาไม่ได้ตั้งใจโกง แต่พวกเขาไม่มีเงินจ่ายเพราะไม่มีงาน หรือมีภาระครอบครัวมาก การไปฟ้องร้องก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา นอกจากกระดาษแผ่นเดียวว่าคุณชนะคดีความแล้ว เราควรเอาความรู้ความสามารถของเขามาช่วยกันพัฒนาชุมชน พัฒนาสังคม เช่น คุณเรียนกฎหมายมา คุณต้องเอาวิชาคุณไปสอนหนังสือเด็ก หักหนี้กันไป รัฐก็ได้ประโยชน์ ไปดูแลสังคม ชุมชน หมู่บ้าน ตามโครงการที่รัฐตั้งขึ้นมา ก็ใช้หนี้กันไป ไม่จำเป็นต้องจ่ายหนี้ด้วยเงิน แต่เป็นการจ่ายหนี้ด้วยงาน ก็สามารถหมดหนี้กันไปได้โดยไม่ต้องยกหนี้ แต่เป็นการปลดหนี้ด้วยงาน ซึ่งสามารถขยายไปยังหนี้ต่างๆ ได้อีกหลายเรื่อง” พีระพันธุ์กล่าว

 

ในส่วนของนโยบายเกี่ยวกับการ ‘รื้อกฎหมายที่รังแกประชาชนและเป็นอุปสรรคการทำกิน’ นั้น พรรครวมไทยสร้างชาติได้ดำเนินการเรื่องนี้ไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยมีการร่างกฎหมายสำคัญหลายฉบับเพื่อแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชน เช่น ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับที่ดิน ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าประชาชนจำนวนมากประสบความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินที่มีสาเหตุจากความไม่ชัดเจนของกฎหมาย ความซ้ำซ้อนของกฎหมายหลายฉบับของแต่ละหน่วยงานที่ถือกฎหมายคนละฉบับ ทำให้ประชาชนถูกดำเนินคดีด้วยเรื่องที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ และไปอยู่ในแนวเขตอุทยานแห่งชาติหรือพื้นที่ป่าสงวนต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลได้อนุมัติผลปรับปรุงแผนที่แนวเขตที่ดินของรัฐแบบบูรณาการ หรือที่เรียกว่า ‘One Map’ จำนวน 11 จังหวัดในภาคกลางไปเมื่อปี 2565 และจะนำมาใช้แก้ปัญหาเรื่องที่ดินทับซ้อน ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้มีสิทธิครอบครอง มีสิทธิทำกินในที่ดินนั้น โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนฟ้องขับไล่หรือถูกดำเนินคดีอีกต่อไป และจะได้มีการดำเนินการในพื้นที่อื่นๆ ต่อไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น เราจะปรับแก้กฎหมายนโยบายที่ดินแห่งชาติ เพื่อดำเนินการต่อยอดให้ผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินมีโอกาสมีที่ทำกินมากขึ้น

 

“กฎหมายทุกวันนี้ออกมาจากคนที่ถือกฎหมายคิดเอง เขียนเอง โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการทำกิน ซึ่งมีหน่วยงานเกี่ยวข้องเยอะแยะไปหมด ก็ต้องเอากฎหมายเหล่านี้มาแก้ ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันที่นำโดยท่าน พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็มีนโยบายเกี่ยวกับที่ดินตามนโยบายคณะกรรมการที่ดินแห่งชาติ แต่ก็ยังไม่สามารถเคลียร์ได้อีกหลายเรื่อง ก็ต้องแก้กฎหมายต่อไป อีกตัวอย่างคือในสังคมเมืองที่เห็นได้ชัด ก็คือการขออนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งต้องดำเนินการหลายขั้นตอน แม้แต่เรื่องง่ายๆ เช่น ถ้าจะเปิดร้านอาหารสักร้าน กว่าจะเปิดได้ต้องผ่านหลายกระทรวง ทำไมเราไม่ปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย โดยให้แต่ละกระทรวงที่เกี่ยวข้องประกาศเป็นกฎระเบียบออกมาล่วงหน้า ใครที่อยากเปิดร้านอาหารก็ดำเนินการตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น และเปิดร้านได้ทันทีโดยไม่ต้องรอใบอนุญาต เพียงแต่ต้องแจ้งภาครัฐให้มาตรวจสอบเพื่อออกใบอนุญาตตามหลัง โดยไม่ต้องเสียโอกาสในการทำมาหากิน” พีระพันธุ์กล่าว

 

พีระพันธุ์ยังเปิดเผยอีกว่า ทั้ง 5 นโยบายนี้ถือเป็นการนำร่องหาเสียง ก่อนการเปิดตัวนโยบายทั้งหมดของพรรครวมไทยสร้างชาติบนเวทีปราศรัยใหญ่ของพรรค ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในต้นเดือนเมษายนนี้ พร้อมทั้งกล่าวแสดงความมั่นใจว่า ทุกนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติสามารถทำได้จริงและทำได้ทันทีอย่างแน่นอน

 

“ทุกพรรคต่างก็มีแนวทางหรือประเด็นที่คิดว่าตัวเองต้องแก้ไข ซึ่งก็เป็นที่น่าดีใจที่ทุกพรรคมองเห็นปัญหาของประชาชน เพียงแต่ว่าปัญหาไหนที่ประชาชนเป็นกังวลมากที่สุด และที่สำคัญคือพรรคไหนทำได้แน่ ซึ่งตรงนี้ของเราทำแล้ว ทำอยู่ และจะทำต่อ และเราทำได้แน่นอน” พีระพันธุ์กล่าว


READ MORE




Latest Stories

Close Advertising