×

‘นี่คือการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ เปิดใจ ฮัจยี อิสมาอีล มองวิกฤตโรฮีนจาด้วยสายตาโรฮีนจา

11.09.2017
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 Mins. Read
  • ฮัจยี อิสมาอีล คือชาวโรฮีนจาที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่ 22 ปีที่แล้ว ถึงแม้ตัวจะอยู่ในไทย แต่ใจเขากำลังเป็นกังวลถึงสวัสดิภาพของคุณพ่อ และญาติๆ อีกหลายคนที่กำลังอยู่ระหว่างหนีตายไปยังประเทศบังกลาเทศ
  • ฮัจยียืนยันว่า ชาวโรฮีนจาไม่มีอาวุธแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ แต่เป็นความพยายามสร้างข่าวลวงจากรัฐบาลเมียนมา เพื่อใส่ร้ายป้ายสีชาวโรฮีนจามากกว่า
  • สิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคือ อยากให้ชาวโรฮีนจาได้สิทธิ์ในฐานะมนุษย์หนึ่งคนเท่านั้นเอง

     ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ข่าวคราวชะตากรรมของชาวโรฮีนจาครอบครองพื้นที่สื่ออย่างต่อเนื่อง หลายแง่มุมถูกนำเสนอ หลากความคิดเห็นถูกผลิตออกมา ทั้งจากนักวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ หรือแม้แต่รัฐบาลไทย ที่ต่างก็มองเรื่องนี้แตกต่างกันออกไป

     แต่ในฐานะ ‘ผู้ถูกกระทำ’ ที่ต้องอพยพ ‘หนีตาย’ จากรัฐยะไข่ไปบังกลาเทศ จนถึงตอนนี้ตัวเลขผู้ลี้ภัยตามการคาดการณ์ของ UN พุ่งสูงเกิน 300,000 คนแล้ว นับว่า ‘เสียง’ ของชาวโรฮีนจาที่ถูกส่งออกมาผ่านพื้นที่ข่าวยังมีน้อยมาก ทั้งที่จริงแล้วพวกเขาน่าจะรู้เรื่องราว และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดดีกว่าใคร

     แม้จะเป็นชาวโรฮีนจาที่อพยพมาอยู่ประเทศไทยตั้งแต่ 22 ปีที่แล้ว แต่ ฮัจยี อิสมาอีล ผู้จัดการสมาคมโรฮีนจาเพื่อสันติแห่งประเทศไทย ก็นับเป็น ‘คนวงใน’ ที่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดีไม่ต่างจากชาวโรฮีนจาในพื้นที่ เพราะนอกจากจะต้องติดตามข่าวในฐานะเพื่อนร่วมเชื้อชาติเดียวกันแล้ว เขายังต้องคอยอัพเดตสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างใกล้ชิดแบบนาทีต่อนาที เพื่อที่จะได้รู้ว่าคุณพ่อวัย 70 ปี และญาติสนิทของเขาอีกหลายคนยังมีชีวิตอยู่หรือไม่

     เสพจากข่าวก็อีกเรื่อง เมื่อได้ยินเรื่องราวที่ผ่านการบอกเล่าด้วยน้ำเสียง และแววตาของคนที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามก็เป็นอีกเรื่อง และนี่คือเรื่องราวที่ ฮัจยี บอกเล่าให้ THE STANDARD ได้ฟัง

 

 

สถานการณ์ล่าสุดที่รัฐยะไข่เท่าที่คุณพอจะทราบเป็นอย่างไร

     บ้านเราโดนเผาทั้งหมู่บ้านเลย ล่าสุดญาติพี่น้องผมก็ตายไป 3 คน ที่เหลือมีคุณพ่อผม และญาติๆ อีกหลายคนอยู่ระหว่างทางหนีไปบังกลาเทศ ตอนนี้อยู่ที่ไหนไม่รู้ เพราะเมื่อวานนี้ยังติดต่อได้อยู่ แต่วันนี้ติดต่อไม่ได้แล้ว

     จริงๆ แล้วญาติผมตายไปหลายสิบคนแล้ว ก่อนทหารจะเข้ามาในหมู่บ้าน ก็จะกราดยิงคนในหมู่บ้านก่อน ยิงเสร็จแล้วค่อยเข้ามา ถ้าใครยังไม่ตายก็จะถูกเชือดคอ พอตายหมดก็จะเผาหมู่บ้าน คนที่รอดก็จะหนีไป ทุกวันนี้ทหารก็ไล่เผาหมู่บ้านของชาวโรฮีนจาไปเรื่อยๆ เมื่อวานนี้ก็ยังมีการเผาบ้านอยู่เลย อันนี้คือสิ่งที่คนในครอบครัวเล่าให้ฟัง

 

เวลาได้ยินข่าวชะตากรรมของชาวโรฮีนจาคุณรู้สึกอย่างไร

     เสียใจมากครับ ไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงทำกับมนุษย์แบบนี้ได้ จิตใจมนุษย์เป็นแบบนี้เหรอ แล้วคนที่ฆ่าก็เป็นทหารที่มีอาวุธ ไม่น่าฆ่าคนที่ไม่มีอาวุธได้ เขาฆ่าคนไม่มีทางสู้ ผมเสียใจมากๆ

 

 

 

แล้วเวลาได้ยินข่าวคนที่รู้จักเสียชีวิตล่ะ คุณรู้สึกอย่างไร

     กินข้าวไม่ลง นอนไม่หลับ แต่เราก็ไม่รู้จะช่วยเขาอย่างไร นอกจากบางครั้งช่วยเหลือเรื่องเงินนิดหน่อย เพราะเราก็ไม่มีแรงอะไรจะเข้าไปในหมู่บ้าน อยู่ที่นี่ก็ทำมาหากินไปวันๆ หาเช้ากินค่ำ ทำงานไปเรื่อยๆ

     ถามว่าชินไหม ก็ชินแล้ว เพราะเขาทำแบบนี้มานานแล้ว ไม่ใช่เพิ่งทำครั้งแรก ปี 2012 ก็เหมือนกัน หรือต่อให้ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงแบบนี้ เขาก็ฆ่ารายวันอยู่แล้ว อาทิตย์ละคน เดือนละคนสองคน ก็ทำมาเรื่อยๆ คนไหนมีความรู้นิดหน่อย เขาก็จับไปฆ่า

     ผมบอกทุกครั้งว่ารัฐบาลทหารพม่าทำกับเราไม่ใช่ธรรมดา นี่คือการ ‘ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์’ แน่นอน เขาทำทุกอย่าง บล็อกชาวโรฮีนจาไว้อย่างนั้น ชาวโรฮีนจาไม่สามารถจะไปไหนได้ เวลาไม่สบายไปหาหมอก็ไม่ได้ ไม่มีโรงพยาบาล เรียนหนังสือก็เรียนได้แค่เบสิกถึง ป. 6 เพราะมีแต่โรงเรียนในหมู่บ้านที่สอนกันเอง

 

คุณเป็นห่วงใครมากที่สุด

     ผมห่วงคุณพ่อผม ผมห่วงมาก เพราะคุณพ่อผมพอมีความรู้นิดหน่อย อายุมากแล้ว 70 กว่าแล้ว แต่ยังแข็งแรงอยู่ ผมก็กลัวว่าคุณพ่อผมจะโดนฆ่า

     ที่ห่วงที่สุดคือไม่รู้ว่าเขามีชีวิตอยู่หรือไม่ เวลาโทรไปหาเพื่อนๆ ถ้าคุณพ่อของผมอยู่อีกที่หนึ่ง คนที่ติดต่อได้ก็ไม่สามารถจะบอกเราได้ว่าพ่อของเรา ญาติของเรา คนที่สำคัญๆ อยู่ที่ไหนกันบ้าง ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เขาตอบเราไม่ได้ เพราะทหารห้ามออกนอกบ้าน ห้ามเดินทางไปไหน ก็อยู่แต่ในบ้าน ถ้ามีข้าวสารก็กิน ไม่มีข้าวสารก็อดตาย เช็กได้แค่รอบๆ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

     โทรไปหาคุณพ่อทุกครั้ง คุณพ่อจะบอกว่า โอกาสหน้าหรือคราวหน้าจะได้ยินเสียงพ่อหรือไม่ได้ยินก็รับประกันให้ไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าเขาจะมาฆ่าวันไหน (น้ำตาคลอ) บางครั้งคนที่บ้านก็ส่งภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาให้ ให้เราส่งต่อ และให้ชาวโลกได้รับทราบว่าหมู่บ้านของเราและหมู่บ้านใกล้เคียงเดือดร้อนกันแค่ไหน

 

 

ที่รัฐบาลทหารเมียนมาอ้างว่าชาวโรฮีนจาถืออาวุธต่อสู้กับทหาร และเผาบ้านตัวเองจริงไหม

     อันนี้เรื่องโกหก เป็นการใส่ร้ายป้ายสีให้ชาวโรฮีนจาเสียชื่อเสียง ที่หมู่บ้านของเรามีทั้งชาวโรฮีนจา ชาวพุทธ และชาวฮินดู ซึ่งชาวฮินดูจะมีหน้าตาใกล้เคียงกับชาวโรฮีนจา พวกนี้นับถือศาสนาพุทธ รัฐบาลทหารเมียนมาจะไม่ทำอะไรกับคนพวกนี้ เขาก็ให้ชาวฮินดูใส่ผ้าคลุมหัว ทำให้เหมือนกับชาวโรฮีนจา แล้วก็จ้างคนพวกนี้เผาหมู่บ้าน เพื่อให้คนเข้าใจว่าชาวโรฮีนจาเผาบ้านตัวเอง แต่จริงๆ แล้วไม่มีเลย เป็นข่าวปลอม

     ก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ ทุกสิ่งทุกอย่างทหารวางแผนไว้หมดแล้ว เขาปล่อยข่าวว่ามีชาวโรฮีนจาบุกเข้าไปในโรงพักของตำรวจ เวลาเดียวกัน วันเดียวกัน 30 แห่ง เขาวางแผนแบบนี้ แต่เราก็ตรวจสอบโดยสอบถามหลายๆ หมู่บ้าน แต่คนในหมู่บ้านไม่มีใครรู้เรื่องเลย ได้ยินแต่เสียงปืนอย่างเดียว พอรุ่งเช้าขึ้นมาทหาร-ตำรวจก็ออกมาเยอะๆ แล้วก็กราดยิงคนในหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านก็ไม่รู้ว่าโดนยิงเพราะอะไร บางคนก็ตาย บางคนก็หนี คนที่ไม่หนี ทหารก็จะเข้ามาในหมู่บ้านแล้วเชือดคอ และเผาทั้งหมู่บ้านเลย

 

เป็นไปได้ไหมที่จะมีกองกำลังติดอาวุธของชาวโรฮีนจาอย่างที่รัฐบาลเมียนมาอ้างถึง

     มี แต่ไม่ใช่เป็นของโรฮีนจา แต่เป็นกลุ่มที่รับใช้ทหาร เขาแต่งตัวเหมือนโรฮีนจา ทำทีบุกเข้าไปในค่ายทหาร แล้วทหารก็ถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ และเผยแพร่ข่าวว่าชาวโรฮีนจาเข้าไปบุกพื้นที่ของรัฐบาล

     ผมเชื่อว่าชาวโรฮีนจาทุกวันนี้ไม่มีอาวุธครับ ไม่มีเลย กองกำลังของชาวโรฮีนจาก็ไม่มี ปืนกระบอกเดียวก็ไม่มี แต่มีกลุ่มที่รับใช้ทหาร ผมมั่นใจล้านเปอร์เซ็นต์ว่าชาวโรฮีนจาไม่มีอาวุธแน่นอน

 

 

ทำไมคุณถึงมั่นใจนักว่าชาวโรฮีนจาจะไม่มีอาวุธแน่นอน

     ทำอะไรต้องใช้เงิน ชาวโรฮีนจาไม่ใช่คนรวย หาเช้ากินค่ำ ทำไร่ทำนา ทำมาหากินไปวันๆ ถ้าจะซื้ออาวุธต้องใช้เงินมหาศาล ชาวโรฮีนจาไม่มีเงิน เป็นชาวไร่ชาวนา แล้วรัฐบาลทหารเมียนมาก็บังคับชาวโรฮีนจาให้อยู่แบบนี้เป็น 30-40 ปีแล้ว ไม่ให้เรียนหนังสือ ไม่ให้ทำงานในเมือง เขาเลยไม่มีทางเลือก ก็ลำบากกันมาก คงไม่สามารถเก็บเงินไปซื้ออาวุธได้ มีดยาวๆ ยังไม่มีเลย เพราะทหารมาตรวจในหมู่บ้านบ่อย ถ้าเห็นก็ยึดหมด เวลามีข่าวว่าชาวโรฮีนจาไปสู้กับทหาร ผมงงมากว่าจะเอาอะไรไปสู้

     มีคนถามผมเยอะเกี่ยวกับกลุ่มติดอาวุธว่ามีจริงหรือไม่ ผมยืนยันว่าไม่มี เมื่อไม่มี ผมจะเอาที่ไหนมาบอกว่ามี

 

เคยโกรธแค้นเมียนมาบ้างไหม

     คนเมียนมาทั่วไปผมไม่โกรธแค้น แต่นี่คือทหาร และคนเพียงกลุ่มเดียวที่ทำกับเรา ไม่ใช่ว่าคนเมียนมาทั่วไปที่ทำกับเรา คนเมียนมาทั่วไปคนดีก็มีเยอะ คนไม่ดีส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ทำกับเรา ผมโกรธเคืองคนพวกนี้แหละ

 

 

ถ้าอย่างนั้นทำไมถึงยังติดธงชาติเมียนมาอยู่บนเสื้อ ทั้งๆ ที่เขาทำกับชาวโรฮีนจาแบบนี้

     ผมติดธงชาติเพื่อแสดงว่าผมเป็นคนเมียนมาร้อยเปอร์เซ็นต์ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยายของผมทุกคนเกิดที่นั่น เราเป็นคนสัญชาติเมียนมา ทุกวันนี้เขายึดสัญชาติเราไปแล้ว แต่เรายังรู้สึกว่าที่นั่นเป็นบ้านเกิดของเรา แผ่นดินของเรา เราต้องรักแผ่นดินแม่ของเรา และจะรักต่อไป ถ้าสมมติว่าสถานการณ์ดีขึ้น มีสันติภาพแล้ว ผมจะกลับบ้านแน่นอน ผมอยากกลับบ้านครับ ถ้ามีคนบอกว่าชีวิตผมจะปลอดภัยที่นั่น จะไม่โดนฆ่า ไม่โดนยิง

 

ทำไมถึงอยากกลับบ้าน ในเมื่อชีวิตในประเทศไทยก็ดูเหมือนจะดีอยู่แล้ว

     คิดถึงบ้านเกิดครับ คนเราทุกคนรักบ้านเกิดของตัวเอง

 

 

เวลามีคนพูดถึงชาวโรฮีนจาในแง่ไม่ดี คุณคิดอย่างไร

     ผมไม่เสียใจที่คนไทยบางครั้งจะเข้าใจผิดเกี่ยวกับคนโรฮีนจา ถ้าเขารู้ ถ้าพี่น้องคนไทยรู้ว่าชาวโรฮีนจาลำบากแค่ไหน เขาจะตัดสินใจได้แน่นอน เขาแค่ไม่รู้ว่าชาวโรฮีนจาคือใคร ชีวิตชาวโรฮีนจาในหมู่บ้านอยู่อย่างไร กินอย่างไร คิดว่าพี่น้องคนไทยยังไม่ทราบร้อยเปอร์เซ็นต์ แล้วข่าวที่มาจากรัฐบาลโดยตรง เขาจะฟังข่าวจากตรงนั้นอย่างเดียว เลยเข้าใจผิดกับชาวโรฮีนจา แค่นั้นเอง

     ผมเลยอยากให้พี่น้องทั่วไปเข้าใจเรื่องจริง คนเหมือนกัน เราก็คน เขาก็คน ทุกคนก็เป็นคน ถ้าโดนหนักแบบนี้ โดนเชือดคอ โดนยิงต่อหน้าต่อตา มีคนมาทำกับคนใกล้ชิดแบบนี้ ผมคิดว่าชาวโลกและชาวไทยน่าจะเข้าใจพวกเรา และจะเปิดประตูให้ชาวโรฮีนจาแน่นอน

 

อยากให้เรื่องนี้จบลงอย่างไร

     ผมคิดว่าประเทศเมียนมา ทหารเมียนมาพูดจาไม่รู้เรื่องแน่นอน เพราะเขามีจิตใจที่ไม่ใช่จิตใจมนุษย์แล้ว แล้วเขาก็มีอาวุธที่ร้ายแรง นอกจาก UN และประเทศมหาอำนาจจะเข้าไปจัดการทหารเมียนมา สถานการณ์จะดีขึ้น แต่อย่างประเทศไทย หรืออาเซียนคงทำอะไรไม่ได้แน่นอน เพราะเขาไม่ฟัง ไม่กลัวใครเลย

 

 

มองว่าประเทศไทยควรทำอย่างไรกับปัญหานี้

     ถ้าสมมติมีชาวโรฮีนจาไหลออกมาจากรัฐอาระกัน (ยะไข่) หนีความตายมา ก็ควรจะรับเขาไว้ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ให้เขาอาศัยอยู่ แล้วค่อยหาทางให้เขาไปประเทศที่ 3 หรือ 4

     สิ่งที่ทำได้อีกอย่างคือ บอกเมียนมาว่าคุณทำแบบนี้ไม่ถูก เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมต้องทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน น่าจะค่อยๆ พูดคุยกัน แต่จะไปพูดแรงๆ กับทหารเมียนมาเขาไม่ฟังแน่นอน เพราะเขาไม่กลัวใครอยู่แล้ว

     สำหรับพี่น้องคนไทยทั่วไป ผมอยากบอกว่าชาวโรฮีนจาคือมนุษย์ พี่น้องชาวโรฮีนจาทุกคนเป็นมนุษย์เหมือนกัน มนุษย์แค่อยากได้สิทธิ์ของมนุษย์ มนุษย์คนหนึ่งมีสิทธิ์อะไรบ้าง เราก็อยากได้สิทธิ์แบบนั้น ฉะนั้นขอให้สนับสนุน และยืนข้างชาวโรฮีนจา ช่วยเหลือให้ชาวโรฮีนจาได้รับสิทธิ์ของมนุษย์ แค่นี้ผมก็พอใจแล้ว

     ไม่มีใครบอกได้ว่าสิ่งที่เขาเล่าให้เราฟังเป็นความจริงร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเพียงเรื่องเล่าที่ผ่านการตีความมาแล้วหลายต่อหลายทอด แต่เอาเข้าจริงเราก็อาจจะต้องตั้งคำถามนี้กับข่าวเกี่ยวกับชาวโรฮีนจาที่เสพอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเหมือนกัน เพราะคงไม่มีใครล่วงรู้ความจริงทั้งหมดได้ ถ้าไม่ใช่ผู้อยู่ในเหตุการณ์โดยตรงอย่างแท้จริง

FYI

เกี่ยวกับฮัจยี อิสมาอีล

     ในปี 1995 ฮัจยีตัดสินใจลาจากแผ่นดินเกิดที่รัฐยะไข่ ประเทศเมียนมา เพื่อลี้ภัยมายังประเทศไทย หลังทราบข่าววงในจากคุณพ่อที่รับราชการครูอยู่ในเมียนมาว่า รัฐบาลมีแผนจะกำจัดชาวโรฮีนจาในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ ขณะนั้นเขายืนยันว่าเขาถือพาสปอร์ตเมียนมาและเข้าเมืองมาอย่างถูกกฎหมาย โดยขึ้นเครื่องบินมาลงที่สนามบินดอนเมือง

     สาเหตุที่คุณพ่อและครอบครัวของเขาไม่หนีมาด้วย เขาเล่าว่า “พ่อผมแก่แล้ว และเขาก็รักแผ่นดินตรงนั้น อยากตายที่บ้านมากกว่า แต่เรามีอนาคตอยู่ และถ้าออกมาข้างนอกจะสามารถทำงานให้พี่น้องโรฮีนจาได้ แต่ถ้ายังอยู่จะมีกฎระเบียบหลายอย่างบังคับ ไม่สามารถเป็นอิสระได้”

     เริ่มแรกฮัจยีมาอาศัยอยู่ในจังหวัดลพบุรี ถึงจะพูดภาษาไทยไม่ได้สักคำ แต่ชาวบ้านก็รักและเอ็นดูเขาจากการที่เขาอาสาสอนภาษาอังกฤษให้กับเด็กๆ ในหมู่บ้าน เขาจึงไม่ต้องเสียเงินค่าเช่าและมีข้าวปลาอาหารมาให้กินไม่ขาด

     ปัจจุบันเขามีลูกทั้งหมด 8 คน ภรรยาอีก 2 คน และกำลังจะได้บัตรประชาชนเป็นคนไทยอย่างเต็มตัว ทำมาหากินโดยเปิดร้านขายของชำอยู่ที่รังสิต ถ้ามีเวลาว่างและเก็บเงินได้มากพอ เขามักจะไปเยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยชาวโรฮีนจาที่บังกลาเทศ และบริจาคเงินช่วยเหลือเพื่อนร่วมเชื้อชาติอย่างสม่ำเสมอ

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories