บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (PTTEP)แจ้งต่อตลาดหลักทรัพยฯ ถึงผลการดำเนินงานปี 2568 มีกำไรสุทธิสำหรับปี 2568 จำนวน 1,830 ล้านดอลลาร์ ลดลง 397 ล้านดอลลาร์ หรือ 18% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลงตามราคาตลาด เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยผลิตภัณฑ์ ของบริษัทลดลง 6% มาอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ประกอบกับต้นทุนต่อหน่วยเพิ่มขึ้น 6% มาอยู่ที่ 31.42 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ
รวมทั้งสาเหตุหลักมาจากค่าเสื่อมราคา ค่าใช้จ่ายใน การบริหารและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าปริมาณขายเฉลี่ย ปี 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% มาอยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยหลักจากปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นจากโครงการในอ่าวไทย รวมถึงจากการเข้าร่วมลงทุนในโครงการต่างๆ ในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการ พื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ18โครงการสินภูฮ่อม และโครงการแอลจีเรีย ทูอัท ที่สามารถเพิ่มปริมาณขายได้ทันที

สรุปข้อมูลทางการเงินที่สำคัญ ปี 2568 ของ ปตท.สผ.
ทั้งนี้ ในปี 2568 ราคาน้ำมันมันดิบถือเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่มีผลต่อการดำเนินงานของ ปตท.สผ. โดยราคาน้ำมันมันดิบดูไบมีความผันผวนตลอดทั้งปี 2568 โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 69.36 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปรับลดลงจากปี 2567 ที่ 79.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนถึงภาวะอุปทานน้ำมันดิบที่ เพิ่มขึ้นและการเติบโตด้านอุปสงค์ที่ชะลอตัว โดยมีปัจจัยกดดันสำคัญจากการเร่งปรับเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่ม OPEC+ (Production Unwinding)
รวมถึงการเพิ่มขึ้นของกำลังการผลิตจากประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่ม OPEC+ เช่น กายานาและบราซิล ประกอบกับเศรษฐกิจโลกที่อ่อนตัวลงจาก ความตึงเครียดทางการค้า
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันยังได้รับแรงสนับสนุนเป็นระยะจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อาทิ ความขัดแย้งระหว่าง รัสเซีย–ยูเครน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง และความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา
โดยในปี 2569 ปตท.สผ. คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลลี่จะอยู่ในช่วง 60-70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทั้งนี้ ปัจจัยสำคัญคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ แนวโน้มอุปสงค์น้ำมันโลก ซึ่งเติบโตจากประเทศนอกกลุ่มองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (The Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ภายใต้ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและความตึงเครียดทางการค้า รวมถึงแนวโน้มด้านอุปทานที่อาจเพิ่มขึ้น จากการปรับเพิ่มกำลังการผลิตของ OPEC+ และผู้ผลิตนอกกลุ่ม การตัดสินใจด้านนโยบายการผลิตของกลุ่ม OPEC+ และความเสี่ยงด้าน ภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกระทบเสถียรภาพราคาน้ำมันในระยะถัดไป
ด้านมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า สำหรับผลประกอบการในปี 2568 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 294,849 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,970 ล้านดอลลาร์ สรอ.) โดยมีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยสูงสุดเป็นประวัติการณ์อยู่ที่ 509,906 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลิตปิโตรเลียมของโครงการจี 1/61 (G1/61) ได้ที่ระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิตเต็มปี และความสำเร็จจากการเข้าลงทุนในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18 (MTJDA A18)
ขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยอยู่ที่ 43.82 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ลดลงประมาณ 6% ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้ในปี 2568 บริษัทมีกำไรสุทธิ 60,273 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,830 ล้านดอลลาร์)

มนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ.
เตรียมจ่ายเงินปันผลปี 2568 ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น
คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ให้แก่ผู้ถือหุ้น ที่ 8.75 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสุทธิที่ 595 รวมเป็นเงินปันผลทั้งสิ้น 34,737 ล้านบาท โดยบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับงวด 6 เดือนแรกของปี 2568 ไปแล้วเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ในอัตรา 4.10 บาทต่อหุ้น ส่วนที่เหลืออีก 4.65 บาทต่อหุ้น จะจ่ายในวันที่ 22 เมษายน 2569 ภายหลังจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569
“ปี 2569 บริษัทจะเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเพิ่มปริมาณการผลิตปิโตรเลียมจากโครงการทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจะเริ่มการพัฒนาโครงการที่มีการค้นพบปิโตรเลียมแล้วในประเทศมาเลเซีย และเร่งพัฒนาโครงการแอลจีเรีย ฮาสสิ เบอร์ ราเคซ (Algeria Hassi Bir Rekaiz) ในระยะที่สอง โครงการสัมปทานกาชา(Ghasha Concession) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 (Mozambique Area 1) อีกด้วย โดยในปี 2569 บริษัทได้ตั้งเป้าหมายปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ย (Averaged Sales Volume) ไว้ที่อัตรา 560,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนประมาณร้อยละ 10” มนตรีกล่าว


