×

Read between the Lines ความหมายที่ซ่อนอยู่ในบทเพลงและตัวตนของ PP KRIT

06.11.2026
ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต

‘Read between the Lines’

 

THE STANDARD POP ชวนอ่านเรื่องราวระหว่างบรรทัดที่สะท้อนตัวตนของ PP KRIT ผ่านตัวหนังสือ บทเพลง ความคิด และบางความรู้สึกที่ไม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้ จนกลายมาเป็นประโยคที่ว่า ‘Better Seen Than Said’ ก่อนพบกับเรื่องราวบทต่อไปบนเวที PP KRIT BETWEEN MY LIPS CONCERT

 

ช่วงนี้กำลังอินหนังหรือเพลงหรือซีรีส์เรื่องอะไรอยู่บ้าง

 

พีพี: ช่วงนี้ช่วงใกล้คอนเสิร์ต เป็นช่วงเตรียมตัวคอนเสิร์ตก็ค่อนข้างจะอินกับเพลงมากกว่า เพราะว่าพยายามจะหาเพลงที่เข้ามาใส่ใน Playlist ของคอนเสิร์ตด้วย อินพวก Tate McRae เพราะรู้สึกว่าเราอยากได้โชว์ที่มัน Inspire มาจากเขา แนวเพลงก็จะมีความเซ็กซี่มากขึ้น

 

ทำไมช่วงนี้ถึงอิน Tate McRae

 

พีพี: ก่อนหน้านี้ได้มีโอกาสฟังเพลงของ Tate McRae หลายๆ เพลง แล้วก็ได้มีโอกาสไปเจอกับ Ludovic de Saint Sernin แล้วก็ได้ไปถ่ายแคมเปญให้เขาเลยได้มีโอกาสคุยกัน แล้วก็ได้คุยกับเขารวมไปถึงตัว Tate McRae ด้วย

 

เรารู้สึกว่าเขา Talent มากๆ อายุ 20 ต้นๆ ที่มีความสามารถมาก ทั้งยิมนาสติกได้ เต้นได้ ร้องได้ พอได้ดูโชว์เขาที่ VMAs (MTV Video Music Awards) แล้วชอบมากที่เป็นกระบะทราย

 

มีโอกาสจะเป็นหนึ่งในเพลงของคอนเสิร์ตนี้ไหม

 

พีพี: ต้องมารอดูกันว่าจะมีหรือเปล่า คิดว่าถ้ามีโอกาสได้ทำก็อยากทำ เพราะเราชอบเพลงของเขาอยู่แล้ว

 

ถ้าเป็นหนังหรือซีรีส์ช่วงนี้กำลังดูอะไรอยู่บ้าง

 

พีพี: จริงๆ พวกหนังเข้าใหม่ไล่ดูมาเกือบทุกเรื่องเลย ส่วนตัวเป็นคนชอบดูหนังอยู่แล้ว ตอนเด็กทุกๆ ครั้งที่เลิกเรียนคุณพ่อคุณแม่ก็จะพาไปดูหนังสัปดาห์ละสองครั้ง เพราะว่ารถมันติดมากในกรุงเทพฯแล้วเราก็เรียนแถวสุขุมวิท เราก็เข้าห้างตลอดเลยได้มีโอกาสช้อปปิ้งดูหนังประจำอยู่แล้ว

 

ช่วงนี้ก็ดู Resident Evil จริงๆ ชอบดูหนังหลายแนว หนัง A24 ก็ชอบไล่ดูเกือบครบทุกเรื่องแล้ว หรือแนวหนังซูเปอร์ฮีโร่ก็ดู แต่ถ้าหนังโปรดจริงๆ ชอบหนัง Sci-Fi ชอบหนังเอเลี่ยนสู้กัน มันเลิศ!!

 

ปกติวันว่างๆ ชอบทำอะไรบ้าง

 

พีพี: วันว่างๆ เหรอก็เสริมสวย เข้าคลินิก สปา ช้อปปิ้ง แล้วก็นอนอยู่บ้าน ปกติชอบนอนอยู่บ้าน แล้วช่วงที่ผ่านมาได้ไปทริปกับที่บ้านมา 10 วัน พอกลับมาก็ทำงานยาวมากประมาณเดือนครึ่ง ไม่มีคำว่าบาลานซ์ แต่ว่าก็สนุกดีถือว่าเราไป Recharge ตัวเองมาแล้ว ทุกๆ ครั้งที่กลับมาจากการไปทริปพักผ่อน เรารู้สึกว่าเหมือนเราไปเคลียร์ตัวเองด้วย แล้วพอกลับมามันเลยทำให้การทำงานสนุกขึ้น เหมือนได้เติมพลังบางอย่างในใจที่ทำให้เรารู้สึกมี Motivation กับการทำงานมากขึ้น

 

หนึ่งเพลงที่สะท้อนความเป็นตัวเองมากที่สุด

 

พีพี: ถ้าช่วงนี้อาจจะเป็นเพลงเก่งไม่พอ จริงๆ เพลงนี้มันแต่งมาจากความรู้สึกของพีเองที่รู้สึกว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเราได้เรียนรู้ตัวเองมาแล้ว เราพยายามค้นหาตัวเองมาแล้ว เลยรู้สึกว่ามันคงเป็นคำนี้มั้ง บางครั้งในการทำงาน เรา Doubt กับตัวเองเสมอว่า เราเก่งพอไหม คอนเสิร์ตเราทำมันดีพอหรือยัง หรือการที่เราจะเตรียมโชว์คอนเสิร์ตมันจะดีพอสำหรับคนที่เขาต้องการจะมาดูเราไหม มันไม่ได้เกิดขึ้นตลอดเวลา แต่หมายความว่ามันก็อาจจะเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งที่รู้สึกว่าทุกๆ ครั้งในงานของเรา เราก็ยังมีความรู้สึกนี้อยู่ข้างในงานนั้นเสมอ

 

ซึ่งพีมองว่ามันเป็นแง่ดีนะ เพราะว่าถ้าเราไม่ได้ Doubt กับตัวเอง หรือตั้งคำถามกับตัวเอง เราคงไม่ได้รู้สึกว่าอยากทำให้มันดีมากขึ้น สิ่งนี้มันเป็นแรงขับเคลื่อนแรงผลักดันให้พีอยากทำผลงานให้มันออกมาดีขึ้น แล้วก็อยากจะพัฒนาตัวเองมากขึ้นด้วย

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 1

 

“Between the word : เก่งไม่พอ”

 

เคยมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่า “เก่งไม่พอ” หรือกดดันตัวเองมากที่สุดไหม แล้วผ่านความรู้สึกนั้นมาได้อย่างไร

 

พีพี: ไม่ได้โฟกัสเรื่องอื่นในชีวิตเลยนอกจากเรื่องงาน ส่วนความรักมันเป็นสิ่งที่พียังคงต้องเรียนรู้ต่อไปนะ (หัวเราะ)

 

เก่งไม่พอจริงๆ ก็หลายเรื่องนะ ถ้าเป็นในแง่ส่วนตัวรู้สึกอาจจะเป็นเรื่องความมั่นใจในตัวเอง เพราะว่าหลายคนอาจจะมองว่าเราดูมีความมั่นใจมาก แต่จริงๆ หลายครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองยังไม่มั่นใจในตัวเอง แต่เรา ‘Fake it till you make it’ อยู่แล้ว

 

แล้วเราเรียกความมั่นใจของตัวเองมาได้ด้วยวิธีอะไร

 

พีพี: พีว่าเราต้องกลับไปดูว่าความมั่นใจที่เราขาด มันขาดเพราะอะไร เราซ้อมพอหรือยัง ทำไมเราถึงไม่มั่นใจ พีจะกลับไปตั้งคำถามกับตัวเองในเรื่องนั้นๆ ทุกครั้ง หรือพอเราไปทำงานสเกลใหญ่มากขึ้น อย่างเช่น คอนเสิร์ตจะรู้สึกว่าก็ผ่านสิ่งนั้นมาแล้ว แล้วทำไมพอเราไปเจองานอีเวนต์ที่สเกลเล็กกว่านั้น บางครั้งรู้สึกไม่มั่นใจมากกว่าคอนเสิร์ตใหญ่ๆ

 

เคยมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอยู่ดีๆ ตื่นเต้น ตอนนั้นไม่รู้เกิดจากอะไร แล้วก็ได้คำตอบมาว่ามันเกิดจากพอเป็นงานอีเวนต์เล็กๆ บางทีเราได้ใกล้กับผู้คนมากๆ มากกว่าคอนเสิร์ตที่เรารู้สึกว่ามันไกลออกไป ทุกๆ สายตาที่มันมองมามันใกล้มากจนรู้สึกกดดันในตัวเอง พอเราเข้าใจแล้วก็รู้สึกว่า อ๋อ โอเคมันเป็นเพราะแบบนี้

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 2

 

“Between the word : Guilty Pleasure”

 

ถ้าพูดถึง “Guilty Pleasure” มีอะไรที่รู้ว่าอาจจะดูไร้สาระ แต่ก็ยังชอบทำหรือชอบกินอยู่ดีบ้างไหม

 

พีพี: Guilty Pleasure เรื่องเสื้อผ้า มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่า Quiet Luxury เนาะเบาๆ เรารู้สึกว่า Minimal มาแบบ Sustain เลือกสีที่มันอยู่ได้นาน Cutting เนี้ยบๆ ที่ใส่ได้ตลอด แต่พอทุกครั้งที่เราซื้อของมาแล้ว Fitting ที่บ้าน ไม่ว่าจะไปทริปหรือว่าไป Fashion Week เราก็ไม่เคยที่จะเรียบได้เลย (หัวเราะ) สุดท้ายเติม นี่มันขาดอะไร มันต้องนู่นต้องนี่ต้องนั่น เราก็เลยรู้สึกว่า Minimal อาจจะไม่ใช่ทาง อาจจะยัง (หัวเราะ) Maximal เท่านั้น

 

การแต่งตัวแบบ Maximal ของพีพีมากที่สุดคือแบบไหน

 

พีพี: ไม่มาก มากสุดน่าจะเป็นเรื่องสีมากกว่าเป็นคนชอบเอาลายกับสีมาชนกันเยอะๆ แล้วก็เติมเครื่องประดับ จริงๆ พีไม่ได้แต่งเลเยอร์เยอะแต่เล่นกับสีกับรายละเอียดเยอะมากกว่า

 

ก่อนหน้านี้ก็ไม่ได้สนใจเรื่องนี้มาก ก่อนหน้านี้ก็จะเป็น Minimal สีเบจ สีขาว สีดำ แต่หลังๆ เรารู้สึกว่าความน่ารักหรือความสดใสของบางอย่างมันน่าสนใจ ตรงที่ว่าทำไมสีนี้อยู่กับสีนี้แล้วมันให้ความรู้สึกอีกแบบหนึ่ง สมมุติสีขาวอยู่กับยีนส์ทุกคนออกมาดูดี แต่บางทีเราจับคู่สีบางอย่าง อย่างสีเขียว สีเหลือง สีม่วง Navy มาปนๆ กันแล้วมันให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป ทำให้รู้สึกว่าเรามองสิ่งนี้แล้วให้ความหมายกับมันมากขึ้น แล้วก็ช่วงนี้แต่งบ้านด้วย

 

แล้วบ้าน Minimal ไหม

 

พีพี: ไม่ Minimal (หัวเราะ) ตอนแรกก็จะ Minimal บางโซนที่เราต้องเห็นมันตลอด เช่น ห้องนอน ห้องรับแขกส่วนกลาง ห้องครัว เราก็พยายามจะทำให้มัน Minimal ซึ่งมันก็ไม่ค่อยจะ Minimal แต่มันจะมีห้องที่พีรู้สึกว่าห้องนี้เป็น Play Room อยากใส่เต็มๆ ที่เราชอบลงไป

 

สีไหนสำหรับพีพีที่กำลังมาแรงในปีนี้

 

พีพี: ปีนี้พีให้ สีม่วง, สีชมพูสดๆ, สีชมพูบาร์บี้, สีชมพูบานเย็น, สีเหลือง, สีเทอร์ควอยซ์ก็ต้องมาปีนี้ จริงๆ พีว่าพอ Pantone ออกมาขาวทุกคนก็เลยอยากจะมีเพิ่มเอาสีทุกอย่างมาป๊อปให้มันเด่น

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 3

 

“Between the word : ลังเล”

 

ในชีวิตที่ผ่านมา เรื่องอะไรที่เคย “ลังเล” มากที่สุด และสุดท้ายตัดสินใจอย่างไร

 

พีพี: ส่วนใหญ่จะรุงรัง (หัวเราะ) ลังเลที่สุดน่าจะเป็นเรื่องเพลง ทุกครั้งที่จะปล่อยเพลง เขาส่งดราฟต์มาให้เราตัดสินใจว่าจะเอาเพลงนี้ไหม พีลังเลทุกครั้งเลยว่ามันดี มันใช่หรือยัง มันโอเคไหม ทุกครั้งที่ได้ยินเพลง ความรู้สึกแรกส่วนใหญ่คือพีก็จะลังเล พอฟังไปเรื่อยๆ พีจะลังเลแล้วว่าใช่หรือไม่ใช่ หลังๆ แก้ปัญหานี้ด้วยการเปิดฟังรอบแรกแล้วความรู้สึกแรกที่มันป๊อปขึ้นมาอันนั้นพีจะเชื่อ แล้วทำให้เราลังเลกับเรื่องนี้ได้น้อยลง

 

ส่วนถ้าในเรื่องความสัมพันธ์คือพีเป็นคนไม่ลังเลในความสัมพันธ์ รู้สึกว่าเราตัดสินใจได้ พีว่าทุกคนมีมาตรฐานของทุกคนอยู่แล้ว จะเป็นการ Checkpoint ต่างๆ ว่าเป็นตามนี้เราโอเคไหม สัก 3 ใน 5 ข้อ ถ้าเขาโอเคเราก็โอเค รู้สึกว่าเรารับได้หรือรับไม่ได้ ถ้ารับไม่ได้ก็รู้สึกว่าไม่อยากจะให้เขามาฝืนในความเป็นตัวเขาเหมือนกัน แล้วเราก็คงไม่อยากจะฝืนในความเป็นตัวเราด้วย เพราะสุดท้ายในระยะยาวมันไม่น่าจะมีใครมีความสุข ถ้าเรื่องความสัมพันธ์รู้สึกว่าใช่ก็คือใช่ ไม่ก็คือไม่

 

ในความสัมพันธ์ถ้าต้องเลือก Point หลักหนึ่งเดียวของพีพีคืออะไร

 

พีพี: เป็นคนดี คนดีคือเป็นคนที่มีจิตใจดี คนที่มีจิตใจดีก็จะเป็นคนที่คิดถึงคนอื่น เป็นคนที่มีน้ำใจ เป็นคนที่ดูแลเทกแคร์ คำนี้มันมีความหมายของมันที่ลึกซึ้ง มันแตกออกมาได้หลายๆ อย่างเลย

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 4

 

“Between the word : Fire Boy”

 

สิ่งที่ทำให้มี Passion หรือมีไฟในการทำงานจนถึงตอนนี้คืออะไร

 

พีพี: มันจะดูน้ำเน่ามากเลย แต่มันคือความรักจากแฟนๆ นั่นคือเรื่องจริง (ยิ้ม) ถ้าเราทำงานแล้วไม่มีคนสนับสนุน เราก็จะ Doubt ในตัวเองหลายๆ อย่าง เราจะรู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้ไปเพื่อใคร เพื่อตัวเองก็ส่วนหนึ่ง แต่เรารู้สึกว่าสิ่งนี้มันจะมีความหมายหรือคุณค่าอะไร ถ้ามันไม่ได้ส่งต่อไปถึงคนอื่นด้วย มันคือความรักจากแฟนๆ ที่ทำให้เราอยากจะพัฒนาตัวเอง เราอยากทำโชว์ให้ดีขึ้นก็เพื่อพวกเขา เราอยากทำเพลงให้ดีขึ้นทุกเพลงก็เพื่อเขา งานแสดงที่ท้าทายมากขึ้นก็เพื่อเขา แล้วก็ครอบครัวด้วย รู้สึกว่าเราทำสิ่งนี้เพื่ออยากให้ครอบครัวของเราเห็นว่าเราทำมันได้ อยากจะ Break Limit ตัวเองไปเรื่อยๆ ในทุกด้าน

 

เคยมีช่วงที่รู้สึกว่าไฟมอดบ้างไหม แล้วมีวิธีจัดการตัวเองยังไง

 

พีพี: มีนะ มีช่วงนึงที่เข้าโรงพยาบาลเลย ไปหาจิตแพทย์ เราหาจิตแพทย์เป็นประจำอยู่แล้ว ทุกๆ 1 เดือน หรือ 2 เดือน เราไม่ได้ไปหาจิตแพทย์เพราะเราป่วย แต่แค่รู้สึกว่าเราไปหา Opinion มากกว่า เรารู้สึกกับเรื่องนี้แบบนี้ เราคุยกับคนรอบตัวมาเขาก็จะให้คำแนะนำมาอีกแบบนึง เรารู้สึกว่าแล้ว Opinion ของคนอื่นกับสิ่งนี้มันมีอีกไหม ในเชิงการแพทย์เธอต้องให้คำตอบฉันได้สิ เราไปคุยเพื่อไปหาทัศนคติอื่นๆ เป็นการปรับมุมมองให้เราได้เข้าใจในตัวตนของตัวเองมากขึ้นด้วย พยายามที่จะรู้สึกว่าทุกอย่างมันมีคำตอบเสมอก็เลยเข้าไปหาจิตแพทย์

 

มีช่วงหนึ่งที่รู้สึกว่า ‘ทำไมตื่นมาทำงานแล้วไม่มีความสุข’ เราก็คุยกับตัวเองแล้วก็ไม่รู้เหมือนกัน นอนน้อยเหรอ งั้นลองนอนเยอะก็ยังไม่ใช่ หรือว่าเรากินน้อยไปหรือเปล่า หาทุกแนวทางพอเราไปคุยเลยค้นพบมาได้ว่า จริงๆ มันไม่มีอะไรเลย มันคือความเบื่อ สิ่งนั้นเบสิกมากเหมือนเราทำสิ่งซ้ำๆ เดิมๆ วนไปวนมาอยู่หลายปี แล้วเรารู้สึกว่าทำไปแล้วมันเหมือนเราไม่มีชีวิตอยู่ในนั้น ซึ่งพีรู้สึกว่าพีไม่อยากทำงานที่พีไม่ได้มีชีวิตอยู่ในงานของพี ตัวพีเองไม่ได้อยากจะเห็นตัวเองในงานที่พีไม่ได้มีความสุขกับมัน เพราะเชื่อว่าถ้าพีไม่ได้มีความสุขในสิ่งที่ทำ ความสุขมันก็คงส่งไปไม่ถึงคนดูหรือรู้สึกว่างานนี้มันไม่มีความหมายสำหรับพี

 

Opinion เรื่องไหนของคุณหมอที่ยังเก็บมาใช้หรือว่ายังจำได้จนถึงทุกวันนี้

 

พีพี: ชอบมากที่สุด คือเขาบอกว่าให้เราลอง Shift Focus ความสุขของเราไปที่อื่นๆ ดู เมื่อก่อนเรื่องการทำงานมองแค่ว่าวันนี้มาตั้งใจทำงานกัน ทำให้มันตรงเวลา ทำให้มันดีที่สุดแต่ละเทก ทำให้มันเสร็จเร็วก่อนเบรกคือเราเก่งมาก

 

คำแนะนำคือแค่เปลี่ยนความคิดเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำยังไงเราถึงจะมีความสุขที่สุดในเทปนี้ เราไม่ต้องทำให้มันเสร็จเร็วก็ได้ แต่ว่าทำยังไงก็ได้ให้เรารู้สึกว่าทำออกไปแล้วมันมีความสุขกับตัวเราเองมากที่สุด มีเวลาพักไหม บาลานซ์หรือยัง

 

พอเรากดดันกับ Routine จนมากเกินไป หลังเสร็จงานเดี๋ยวต้องรีบกลับบ้านนอนดีกว่า พรุ่งนี้ตื่นมาจะได้มีแรง แต่บางทีการที่ออกไป Hangout กับเพื่อนบ้างเล็กๆ น้อยๆ กินข้าวเจอกัน 2 – 3 ชั่วโมง แล้วกลับไปนอน มันทำให้เรารู้สึกว่าเราได้ชีวิตกลับคืนมา แล้วพอกลับไปทำงาน เราก็รู้สึกเต็มที่กับงานมากขึ้นด้วย

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 5

 

“Between the word : เส้นเรื่องเดิม”

 

ถ้ามองพีพีก่อนเข้าวงการจนถึงพีพีในวันนี้ มีอะไรบ้างที่คิดว่ายังเป็น “เส้นเรื่องเดิม” ของตัวเอง และมีอะไรที่เปลี่ยนไปแล้วบ้าง

 

พีพี: เป็นคนเดิมแน่นอนร้อยเปอร์เซ็นต์ ตัวตนพีพีน่าจะเหมือนเดิมกับคนก่อนเข้าวงการ แค่เรื่องของความมั่นใจมากกว่าที่ก่อนหน้านี้เรารู้สึกว่าเรามีน้อยกว่าตอนนี้ แล้วเรายังเข้าใจในตัวตนของตัวเองน้อยกว่าตอนนี้ รู้สึกว่าตอนนี้ก็เข้าใจตัวเองมากขึ้น

 

เรื่องที่เหมือนเดิมรู้สึกว่ายังรักในการทำงานตรงนี้เหมือนเดิม ทุกๆ ครั้งที่เราได้ออกไปทำงานเจอผู้คนใหม่ๆ ถึงว่าจะเป็นเรื่องเดิมๆ งานเดิมๆ แต่มันก็ยังมีความสุขอยู่เสมอ

 

“Between the word : ขอโทษละกัน”

 

ถ้าเลือกพูดคำว่า “ขอโทษ” กับใครสักคนในชีวิตได้ 1 คน อยากพูดกับใคร และอยากขอโทษเรื่องอะไร

 

พีพี: หนึ่งคนไม่พอสิ (หัวเราะ) แต่ถ้าหนึ่งคนจะเลือกขอโทษตัวเอง ขอโทษที่ตัดสินตัวเองทุกๆ ครั้งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ดีพอ แล้วก็ขอโทษตัวเองที่เลือกบางสิ่งบางอย่างผิดพลาดในชีวิต แต่มันก็ดีตรงที่ว่ามันทำให้เราเข้าใจในตัวเองมากขึ้น มีบทเรียนกับสิ่งที่เราได้เรียนรู้ด้วย ที่เหลือค่อยมาขอโทษทีหลัง มันเยอะ ขอคิดก่อน ขอโทษไม่ทัน

 

ปกติเป็นคนขอโทษตัวเองบ่อยแค่ไหน

 

พีพี: ปกติก็เป็นคนที่ให้อภัยในตัวเอง ไม่ค่อยมีความรู้สึกว่าอยากจมอยู่กับเรื่องราวที่มันผิดพลาด ยิ่งเราจมอยู่กับสิ่งนั้นนานเท่าไหร่ พีรู้สึกว่ามันจะไม่สามารถทำให้พี Move on แล้วมันไปต่อข้างหน้าได้ แล้วมันก็จะยิ่งจมกับเรื่องนั้นๆ พีเลยรู้สึกว่ายิ่งเราผิดพลาดกับเรื่องไหน เราเรียนรู้กับมันให้เร็วที่สุด แล้วเรารีบไปต่อข้างหน้าดีกว่า เพราะชีวิตมันเดินไปข้างหน้าเสมอ

 

แล้วมีบ้างไหมที่ต้อง ‘ขอโทษละกัน แต่ฉันไม่ผิด’

 

พีพี: ก็มีนะ อย่าให้พูดเลย (หัวเราะ)

 

แต่ถ้าเป็นเรื่องขอโทษ การขอโทษคนมันเป็นเรื่องที่ดีนะ การที่เราขอโทษก่อน ให้อภัยก่อน ต่อให้เรื่องนั้นเราจะผิดหรือถูก หรือเราจะมีส่วนผิด 10 % แต่การขอโทษก็คือการที่เรายอมรับความผิดนั้นๆ แล้วเรารู้สึกว่าคำๆ นี้มันเป็นคำที่สำหรับบางสถานการณ์มันพูดยาก แต่ว่าถ้าเราเป็นคนที่พูดก่อนมันไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนที่ผิดหรือถูก แต่จริงๆ เราเป็นคนที่ให้เกียรติแล้วรู้สึกว่าการขอโทษกันและกันมันเป็นสิ่งที่ดี

 

Rating 1 – 5 สำหรับตัวเองในการเป็นคนขอโทษ คิดว่าตัวเองเป็นคนขอโทษง่ายแค่ไหน (เรียงจากง่าย-ยาก)

 

พีพี: 1 ครึ่ง ถ้าทำผิดไปแล้วรู้ตัวนะ เพราะเรารู้สึกว่าบางเรื่องเราอาจจะไม่รู้ตัว เราพูดคำนี้ไปเรารู้สึกว่ามันอาจจะไม่ได้กระทบจิตใจใคร แต่พอมันไปกระทบจิตใจเขาจริงๆ แล้วเรารู้เราก็พร้อมที่จะขอโทษนะ

 

ภาพถ่ายพอร์ตเทรต พีพี กฤษฏ์ อำนวยเดชกร สวมชุดแฟชั่นสำหรับการสัมภาษณ์คอนเสิร์ต 6

 

“Between the word : Your Candy”

 

ถ้าชีวิตในตอนนี้เปรียบเป็น Candy หนึ่งรสชาติ จะเป็นรสอะไร เพราะอะไร

 

พีพี: รสเค็ม เพราะชอบกินเค็ม ฟีลรสเกลือ (หัวเราะ) แต่ถ้ารสชาติในชีวิตเป็นรสโยเกิร์ตแล้วกัน มันจะมีความนัว ความมัน เปรี้ยวเด่นหน่อยแล้วก็หวานตาม

 

ชีวิตเราก็มีหลากหลายสีสัน รู้สึกว่าโยเกิร์ตมันเป็นรสชาติที่มันดูลงตัวเลย มีทั้งหวาน มีเปรี้ยว มีเค็มนิดๆ มีความมันด้วย ก็คงเป็นหลากหลาย Phase ในชีวิตที่เรารู้สึกว่าบางทีก็สนุกสนานเปรี้ยวซ่า บางทีก็หวานๆ บ้าง เหมือน Your Candy ส่วนความมันก็น่าจะเป็นความรู้สึกที่ได้อยู่กับเพื่อนๆ รู้สึกสนุก แล้วพอเวลาหมดปุ๊บก็จะไม่มีรสชาติ เพราะมันก็คือความเศร้า ก็เติมใหม่ๆๆ (หัวเราะ)

 

ถ้าเปรียบคอนเสิร์ต PP KRIT BETWEEN MY LIPS CONCERT เป็นรสชาติ Candy จะเป็นรสชาติอะไร

 

พีพี: เลมอนโซดา ซ่า สดชื่น เพราะอยากให้ทุกคนเข้ามาแล้วรู้สึก Fresh สดชื่น แล้วก็อยากบอกตัวเองด้วยว่าวันจริงก็อย่าเครียดให้มีความรู้สึกสดชื่นเข้าไว้ ส่วนความเปรี้ยวความหวานเดี๋ยวไปเจอกันข้างใน

 

สดชื่นขนาดนี้แล้วในคอนเสิร์ตจะมีร้องไห้ไหม

 

พีพี: ใครร้องไห้ผิดมาก หมายถึงตัวเองอะผิดมาก (หัวเราะ) เพราะร้องทุกครั้ง พีกับพี่อิ้งค์น่าจะชิงชนะเลิศกันเลยทางด้านการร้องไห้ก่อนขึ้นคอนเสิร์ต พอก่อนหน้าคอนเสิร์ตสัก 1 – 2 วันปุ๊บก็จะเริ่มแล้วความรู้สึกแบบได้ไหม ยังไง ทำอะไร ไหวไหม ไปต่อ พอแค่นี้ มันก็จะเป็นความรู้สึกอะไรประมาณนี้

 

สิ่งที่อยากเล่าเกี่ยวกับตัวเองผ่านคอนเสิร์ตครั้งนี้

 

พีพี: คอนเสิร์ตนี้มันคือทุกๆ ความชอบของพีที่อยู่ในนี้หมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเพลง Stage Design Fashion ทุกคนน่าจะรู้สึกว่า Fashion กับพีมันเป็นอะไรที่ดู Relate กันมากๆ ซึ่งพีรู้สึกว่า Fashion มันก็ Relate กับพีไปถึงตัวดนตรี ตัวคอนเสิร์ตเหมือนกัน มันเป็นสิ่งที่มันแยกกันยาก เพราะว่าบางครั้งการที่เราใส่ชุดนู้นชุดนี้ มันคือการที่พีต้องการจะขยายความรู้สึกของพีให้คนได้เห็นความรู้สึกข้างในจริงๆ ว่าชุดนี้มันกำลังจะสื่อสารอะไร รวมไปถึงดนตรีด้วยที่มันประกอบกับสิ่งที่เป็น Visual ให้คนเข้าใจสิ่งที่พีต้องการจะสื่อสาร

 

จุดตั้งต้นของคอนเสิร์ต PP KRIT BETWEEN MY LIPS CONCERT คืออะไร

 

พีพี: จุดตั้งต้นมาจาก Your Candy ที่เป็นจุดตั้งต้นของ Album แล้วแตกออกเป็นรสชาติที่หลากหลาย จนเราได้ Keyword คำหนึ่งว่า ‘Something Between Your Lips’ หมายความว่าบางสิ่งบางอย่างที่มันอยู่ระหว่างปากของเธอ รู้สึกว่าคำนี้มัน Sexy แล้วมัน Meaningful สำหรับพีมาก เลยต่อยอดไปเป็น ‘Between My Lips Concert’ ข้อความที่พีอาจจะไม่เคยได้พูดออกไป หรือข้อความที่เราพูดมันออกไปแล้วยังพูดไม่หมด อยากให้ทุกคนมาดูเองแล้วกัน สิ่งที่ต้องการอธิบาย บางทีมันอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้

 

ถ้าให้เปรียบคอนเสิร์ตครั้งนี้เป็นสิ่งหนึ่งในชีวิต อยากจะเปรียบเป็นอะไร

 

พีพี: เปรียบเป็นความรักแล้วกัน เพราะว่าที่พูดมาทั้งหมดมันก็คือความรัก ทั้งครอบครัว เพื่อน คนร่วมงานทุกๆ อย่าง รู้สึกว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้พูดมันออกไป แต่ว่าเรารู้สึกได้ว่าจริงๆ แล้วความรักมันอยู่รอบตัวเราเสมอ

 

ตอบดีมาก

 

พีพี: เป็นนางงามได้เลยอะ (หัวเราะ)

 

ถ้าให้สปอยล์ “เส้นเรื่องบทต่อไป” ของพีพีได้ 1 อย่าง หลังจากคอนเสิร์ตครั้งนี้ อยากสปอยล์อะไรให้แฟนคลับฟัง

 

พีพี: เป็นความท้าทาย หนังผจญภัย หนัง Avengers และ Sci-fi ด้วยนิดๆ (หัวเราะ) มันจะต้องมีความท้าทายที่เป็นบทต่อไปแน่นอน แล้วคิดว่าทุกคนก็น่าจะใกล้รู้แล้วหลังจากคอนเสิร์ต

 

สิ่งที่อยากฝากถึงแฟนคลับก่อนกดบัตรคอนเสิร์ต

 

พีพี: มากดบัตรกันนะคะคนดี ‘Better Seen Than Said’ มาดูนะครับ ไม่ต้องให้พีพูดหรอก


READ MORE





EDITOR'S PICKS


Latest Stories