×

ถอดรหัสวิกฤตปีศาจแดง กับปัญหาที่ลึกกว่า ‘ป็อกบา vs มูรินโญ’

01.10.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

9 MINS READ
  • หลายคนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ประสบปัญหา หรือจะเป็นเพราะป็อกบากับมูรินโญ หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น
  • โฆเซ มูรินโญ เป็นผู้จัดการทีมชั้นยอด เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่สามารถพูดได้ว่า (เคย) เก่งที่สุดในโลก และเป็นคนที่สามารถการันตีเรื่องของความสำเร็จได้ค่อนข้างแน่นอน แต่เขาไม่ใช่คนที่ใช่สำหรับงานนี้
  • เซอร์แมตต์ เคยบอก บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน ในวันเซ็นสัญญาว่า “ชีวิตการทำงานของพนักงานโรงงานมันน่าเบื่อมาก ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องมอบความบันเทิงให้แก่พวกเขา” นั่นคือที่มาของ Manchester United Way ฟุตบอลเกมรุกแบบเต็มขั้น ทุ่มเทเกินร้อย ไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ และนั่นคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ผู้คนทั่วโลกหลงรัก
  • หลายครั้งที่มูรินโญตำหนิลูกทีม ‘ออกอากาศ’ ผ่านสื่อ โดยเหตุผลในการกระทำเช่นนี้เพราะเขาหวังว่าลูกทีมจะเกิดความโกรธ และใช้ความโกรธ (และเกลียด) เพื่อพิสูจน์ให้เห็นว่า คนอย่าง The Special One นั้นมองผิด มันเคยได้ผลในอดีต แต่มันไม่ได้ผลกับ พอล ป็อกบา

หากจะมีใครสักคนทำนายในช่วงปิดฤดูกาลที่แล้วว่า เมื่อฟุตบอลพรีเมียร์ลีกฤดูกาลใหม่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง หลังการเปิดฉากมา 7 นัดแรก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะตกอยู่ในอันดับที่ 10 ของตารางและตกรอบลีกคัพด้วยการแพ้ต่อทีมในระดับแชมเปียนชิปคาโอลด์แทรฟฟอร์ด

 

ผมเชื่อว่าคนคนนั้นน่าจะถูกมองว่าอคติ เพี้ยน หรือไม่บ้าก็เมาครับ

 

นั่นเพราะถึง ‘ปีศาจแดง’ จะจบฤดูกาลด้วยการมีแต้มตามหลังคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไกลถึง 19 แต้ม และจบฤดูกาลด้วยมือเปล่าไม่ได้ถ้วยรางวัลอะไรติดมือมาสักใบ แต่พวกเขาก็คว้าตำแหน่งรองแชมป์ได้และถือว่าเป็นผลงานที่น่าพอใจเมื่อเทียบกับฤดูกาลแรกที่แม้จะคว้าถ้วย 3 ใบ (ลีกคัพ, ยูโรปา ลีก และคอมมิวนิตี ชิลด์) แต่ก็ทำได้เพียงแค่อันดับ 6 เท่านั้น

 

กับทีมที่มีสตาร์อย่าง พอล ป็อกบา โรเมลู ลูกากู และนักฟุตบอลผู้รับค่าเหนื่อยสูงถึงสัปดาห์ละ 500,000 ปอนด์อย่าง อเล็กซิส ซานเชซ ไม่นับดาวรุ่งอนาคตไกลอย่าง มาร์คัส แรชฟอร์ด, เจสซี ลินการ์ด, อ็องโตนี มาร์กซิยาล

 

ทุกอย่างควรจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมถึงจะถูก

 

แต่ในความเป็นจริงนั้นเป็นอย่างที่เราทราบครับ ทีมของ โฆเซ มูรินโญ อยู่ในอันดับที่ 10 ตามหลังทีมอย่างวูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส และบอร์นมัธ โดยเก็บชัยชนะได้เพียงแค่ 3 จาก 7 นัด และเป็นการแพ้ไปแล้วถึง 3 นัด ซึ่งเป็นจำนวนที่หากเทียบตามความเชื่อของวงการฟุตบอลว่าทีมที่จะเป็นแชมป์ได้ใน 1 ฤดูกาลไม่ควรจะแพ้เกิน 5 นัด นั่นหมายถึงโอกาสที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้ลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้แทบไม่เหลือ

 

แย่ยิ่งกว่านั้นคือ การที่ภายในทีมยังเกิด ‘สงคราม’ ที่ลุกลามจนคนทั้งโลกลูกหนังต่างเฝ้าจับตามองด้วยความเป็นกังวลใจแทน

 

เพราะไม่ว่าจะรักหรือชัง ไม่มีใครอยากเห็นทีมที่เคยยิ่งใหญ่ขนาดนี้ต้องตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดแบบนี้

 

หลายคนสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดประสบปัญหา หรือจะเป็นเพราะป็อกบากับมูรินโญ หรือมันมีอะไรที่มากกว่านั้น

 

เพื่อให้เข้าใจ เรามาลองถอดรหัสวิกฤตปีศาจแดงกันไปพร้อมกันนะครับ

 

 

เลือกคนผิด คิดจนตัวตาย

ปัญหาแรกที่เป็นต้นธารของปัญหาทั้งหมดคือ การที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เลือกคนมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมผิด

 

ย้อนกลับไปในจุดเริ่มต้น กระแสข่าวของกุนซือชาวโปรตุเกสนั้นมีต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังของฤดูกาล 2015-2016 โดยมีกระแสข่าวว่าจะมาแทนที่ ฟาน ฮาล ที่ผลงานกำลังย่ำแย่

 

ในช่วงนั้นมูรินโญเพิ่งถูกปลดจากทีมรักเก่า เชลซี แบบหมดสภาพ ทั้งที่ฤดูกาลก่อนหน้านั้นเพิ่งจะพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้

 

เรื่องนั้นค้างคาอยู่นาน สุดท้าย เอ็ด วูดเวิร์ด รองประธานฝ่ายบริหารผู้มีหน้าที่ในการตัดสินใจ ก็เลือกมูรินโญให้เป็นผู้จัดการทีมคนใหม่ และแจ้งข่าวร้ายกับ ฟาน ฮาล ว่าจะไม่ได้ทำงานต่อ ทั้งๆ ที่เพิ่งจะพาทีมคว้าแชมป์เอฟเอคัพได้สำเร็จ

 

แน่นอนครับว่าหนึ่งในสาเหตุที่มูรินโญได้งาน เพราะทุกคนเชื่อและหวังว่าเขาจะนำทีมกลับเข้าสู่เส้นทางของความสำเร็จได้อีกครั้ง

 

แต่พื้นฐานของการจะทำงานให้สำเร็จได้ สิ่งแรกคือต้องเลือกคนให้เหมาะสมกับงานด้วย

 

จริงอยู่ที่ โฆเซ มูรินโญ เป็นผู้จัดการทีมชั้นยอดครับ เป็นหนึ่งในผู้จัดการทีมที่สามารถพูดได้ว่า (เคย) เก่งที่สุดในโลก และเป็นคนที่สามารถการันตีเรื่องของความสำเร็จได้ค่อนข้างแน่นอน จากประวัติการทำงานที่ผ่านมากับเชลซี (3 แชมป์พรีเมียร์ลีก), เรอัล มาดริด (แย่งแชมป์ลาลีกาจากบาร์เซโลนา), อินเตอร์ มิลาน (คว้า 3 แชมป์ในฤดูกาลเดียวได้) และกับ เอฟซี ปอร์โต้ ในสมัยแรกรุ่น (แชมป์ลีกโปรตุเกส, ยูฟ่าคัพ และยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก)

 

เขาเคยเป็น The Special One ผู้น่าหลงใหล และมี Midas Touch จับอะไรก็สำเร็จไปหมด

 

แต่มันเป็นเรื่องเก่า มูรินโญในวันนี้ไม่เหมือนคนเดิมอีกแล้ว ฟุตบอลในฉบับของเขากลายเป็นของตกรุ่นที่ตามฟุตบอลของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา, เจอร์เกน คลอปป์ หรือแม้แต่ เมาริซิโอ โปเชตติโน ไม่ทัน

 

ที่แย่กว่านั้นคือสไตล์นั้นไม่ใช่สไตล์ Manchester United Way เลย

 

สำหรับการทำงานแล้ว จะประสบความสำเร็จได้นั้นนอกเหนือจากประวัติการทำงาน ความสำเร็จ และชื่อเสียงแล้ว คือการดูว่าบุคคลนั้นมีบุคลิก ตัวตน ความคิด และวิธีการทำงานที่สอดคล้องเข้ากับแนวทางขององค์กรหรือไม่

 

เหมือนที่เขาบอกกันว่า Put the right man on the right job

 

ชัดเจนว่า มูรินโญ คือ Wrong man สำหรับงานนี้

 

และวูดเวิร์ดในฐานะคนที่เลือกเขา รวมถึง หลุยส์ ฟาน ฮาล มาทำงาน ย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้

 

 

การบริหารไร้ทิศทาง

ในช่วงระยะเวลาหลายปีหลัง เราจะได้เห็นข่าวดีของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอยู่ 2-3 ครั้งต่อปี และทั้งหมดเป็นข่าวความร่ำรวยของสโมสรที่สามารถหาเงินรายได้อย่างมากมายมหาศาลจากการทำการตลาดที่เข้มแข็ง

 

วูดเวิร์ดและทีมการตลาดของเขาเก่งมากในเรื่องของการหาเงิน

 

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีสปอนเซอร์ในระดับโกลบอลมากถึง 24 เจ้า (และมีระดับ Principal Partner หรือสปอนเซอร์รายใหญ่อย่าง Adidas, Aon, Kohler และ Chevrolet) เรียกว่าเยอะจนมหัศจรรย์ โดยที่หลายเจ้านั้นแทบจะหาเหตุผลอะไรไม่ได้เลยในการมาจับมือร่วมกัน (อีกมือหนึ่งควักเงินให้) เช่น 20th Century Fox โกลบอลพาร์ตเนอร์ด้านภาพยนตร์,​ Deezer ซึ่งเป็น Official Music Partner หรือ Melitta ที่เป็น Official Coffee Partner (!!!)

 

แต่เรื่องในสนามนั้นเป็นไปในทิศทางตรงกันข้าม

 

ในขณะที่สโมสรอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ หรือแม้แต่ ลิเวอร์พูล เองต่างมีการกำหนด ‘ทิศทาง’ ของสโมสรที่ชัดเจนว่าอยากจะก้าวเดินไปในทิศทางไหน ทีมจะเล่นฟุตบอลในสไตล์ไหน ผู้เล่นที่จะเข้ามาเสริมทัพในทีมจะต้องเป็นประมาณไหน และจะมีการผลักดันเยาวชนในทีมขึ้นมาอย่างไร

 

สิ่งเหล่านี้ไม่มีให้เห็นภายในทีมแมนเชสเตอร์​ ยูไนเต็ด

 

หรือหากมีก็ไม่ชัดเจนมากพอที่จะทำให้รู้สึกหรือเชื่อตามได้ว่ามี

 

เอาแค่การเลือกผู้จัดการทีมก็ชัดเจนแล้วว่า ตั้งแต่สิ้นยุคของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ยังไม่มีใครที่มีความเหมาะสมอย่างแท้จริงที่จะเป็นทายาทของบรมครูแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด

 

เดวิด มอยส์ อาจเป็นข้อยกเว้นในฐานะที่เป็นคนที่เฟอร์กีมีส่วนในการวางตัวให้ แต่ในรายของ หลุยส์ ฟาน ฮาล มาจนถึง มูรินโญ ทั้งสองรายนี้มองออกได้ค่อนข้างชัดเจนว่าพวกเขามีแนวทางการทำงานที่แตกต่างจาก Manchester United Way

 

วิถีทางของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คืออะไร

 

ตามคำบอกเล่าของ เซอร์บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน นั้น ในวันที่เซ็นสัญญาเป็นนักฟุตบอลของสโมสรในวัย 15 ปี เซอร์แมตต์ บัสบี ผู้จัดการทีมในขณะนั้นบอกกับเขาว่า “คนที่จะมาดูพวกเรานั้นพวกเขามาจากโรงงานในแถบแทรฟฟอร์ด พาร์ก พวกเขาจะมาดูเราในเกมวันเสาร์”

 

เซอร์แมตต์กล่าวต่อว่า “ชีวิตการทำงานของพวกเขามันน่าเบื่อมาก ดังนั้นเราจำเป็นจะต้องมอบความบันเทิงให้แก่พวกเขา”

 

นั่นคือ Manchester United Way ฟุตบอลเกมรุกแบบเต็มขั้น ทุ่มเทเกินร้อย ไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ และนั่นคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ผู้คนทั่วโลกหลงรัก

 

ขณะที่การเลือกผู้เล่นเข้ามาเสริมทีมนั้นก็ดูสะเปะสะปะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามเช่นกันว่า นักเตะหลายๆ คนหากเป็นยุคของเฟอร์กีและเดวิด กิลล์ ยังอยู่ คงไม่มีโอกาสที่จะได้ย้ายมาเป็นกองพลอสูรแดงอย่างแน่นอน

 

ยุคนี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดอาจจะยังรักษาความเป็นหนึ่งในเรื่องนอกสนามเอาไว้ได้

 

แต่กับเรื่องในสนามแล้วดูเหมือนจะไม่ใช่ ข้อผิดพลาดในการบริหารนั้นมากมาย มองไปตรงไหนก็เจอ

 

 

วิธีการบริหารความสัมพันธ์ที่ผิดพลาด

ตลอดเวลาหนึ่งทศวรรษเศษที่มูรินโญเข้ามาสร้างชื่อเสียงและสีสันในวงการฟุตบอล เขามีสไตล์การทำงานที่ชัดเจน

 

นอกจากสไตล์ฟุตบอลอันเป็นเอกลักษณ์ด้วยเกมรับที่เหนียวแน่น แพ้ยาก และเน้นผลการแข่งขันมากกว่าความสนุกสนานของการเล่น ในเรื่องของการบริหารจัดการลูกทีม มูรินโญก็มีสไตล์ในแบบตัวเองที่ไม่มีใครในโลกทำตาม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

 

เรื่องแรกที่สำคัญที่สุดคือ มูรินโญต้องการเห็นความทุ่มเทเกินร้อยของลูกทีมเสมอ ในวงเล็บว่า ไม่ว่าจะนอกหรือในสนามก็ตาม

 

นักฟุตบอลในทีมของเขาจะตกอยู่ใต้ความกดดันตลอดเวลาในการจะต้องทำให้เต็มที่ที่สุด รับผิดชอบที่สุด ประพฤติตัวอยู่ในวินัยมากที่สุดเสมอ ซึ่งในอดีตเขาเคยทำได้มาแล้วนักต่อนักกับ ปอร์โต,​เชลซี อินเตอร์ มิลาน และเรอัล มาดริด

 

หากเกิดความหย่อนยานขึ้นเพียงสักนิด มูรินโญพร้อมที่จะกระตุ้นลูกทีมด้วยวาจาและกิริยาที่เผ็ดร้อนทันที

 

หลายครั้งที่เขาตำหนิลูกทีม ‘ออกอากาศ’ ผ่านสื่อ โดยเหตุผลในการกระทำเช่นนี้เพราะเขาหวังว่าลูกทีมจะเกิดความโกรธ และใช้ความโกรธ (และเกลียด) ในตัวเขาเพื่อเร่งระดับของฝีเท้าและฟอร์มการเล่น พิสูจน์ให้ได้เห็นว่าคนอย่าง The Special One นั้นมองผิด เขาไม่ได้ห่วยในแบบที่โดนด่าสาดเสียเทเสียขนาดนั้น

 

สูตรนี้เคยสำเร็จมากมายในอดีต และในปัจจุบันก็พอมีให้เห็นบ้าง เช่น ในรายของ ลุค ชอว์ แบ็กซ้ายอนาคตไกลที่โดนด่าตลอดเวลา แต่สุดท้ายก็กลับมากลายเป็นแบ็กซ้ายตัวหลักของทีมในฤดูกาลนี้

 

แต่มันไม่ใช่วิธีที่จะใช้ได้ผลเสมอไปกับนักเตะในยุคสมัยนี้ โดยเฉพาะกับ พอล ป็อกบา นักเตะที่ย้ายมาในเวลาไล่เลี่ยกับเขา และแทนที่จะกลายเป็นลูกทีมคนสนิทก็กลับเป็นไม้เบื่อไม้เมากันแทน

 

ในช่วงที่ผ่านมา มูรินโญพยายาม ‘เล่น’ กับป็อกบาหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการวิจารณ์หลังจากที่สตาร์ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาได้ ในทำนองเปรียบเทียบกึ่งประชดประชันว่า การเล่นทัวร์นาเมนต์แบบฟุตบอลโลกเป็นเรื่องที่ดีสำหรับนักเตะอย่างป็อกบา เพราะจะมีสมาธิแค่กับการเล่นฟุตบอลเท่านั้น

 

มูรินโญพูดแบบนั้นมีเป้าประสงค์ลึกๆ คือกระตุ้นให้ป็อกบาเลิกสนใจสิ่งเร้ารอบตัว โดยเฉพาะโซเชียลมีเดียที่เขามีแฟนติดตามถึง 30 ล้านคน

 

แต่การเดิมพันของเขาพลาด แทนที่จะกระตุ้น กลับทำให้ป็อกบาไม่พอใจ และนำไปสู่รอยร้าวระหว่างทั้งสองถึงขั้นมีข่าวว่าพยายามที่จะย้ายออกจากทีมในช่วงตลาดการซื้อขายรอบที่ผ่านมา เพียงแต่ความพยายามของ มิโน ไรโอลา เอเจนต์ส่วนตัวที่จะโยงกับบาร์เซโลนาไม่ประสบความสำเร็จ

 

อีกครั้งที่มูรินโญทดลองคือ การให้ปลอกแขนกัปตันทีมแก่ป็อกบา ตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลในช่วงที่มีข่าวบาดหมางกัน ผลนั้นเหมือนจะออกมาดี ผลงานของสตาร์น้ำหอมดีขึ้นตามลำดับ แต่แล้วก็กลับมายึดปลอกแขนกัปตันทีมคืน หลังป็อกบา วิจารณ์สไตล์ของทีมว่าควรจะบุกให้มากกว่านี้ หลังทำได้แค่เสมอกับวูล์ฟแฮมป์ตันเมื่อสัปดาห์ก่อน มูรินโญทำไปเพราะหวังกระตุ้นความโกรธของป็อกบา

 

แม้กระทั่งในคลิปอื้อฉาวที่มีการจับภาพทั้งสองพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่เย็นชาในสนามซ้อม เรื่องนี้ กิลเยม บาลาเก นักข่าวฟุตบอลสเปนผู้มีชื่อเสียงเชื่อว่าเป็นความตั้งใจของมูรินโญที่ ‘รู้อยู่แล้วว่ามีกล้องจับภาพอยู่’ และเลือกจะให้มีภาพแบบนี้ปรากฏออกไป โดยเป้าหมายเหมือนเดิมคือการกระตุ้นให้ป็อกบาตอบโต้ด้วยการเร่งทำผลงานในสนาม

 

ตรงนี้เองที่กลายเป็นความผิดพลาดมหันต์ เพราะป็อกบาไม่เล่นตามเกม ไม่สนุกด้วย และกลายเป็นยิ่งทำให้รอยร้าวนั้นลึกและแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะสมาน

 

ทั้งๆ ที่โค้ชอย่าง อันโตนิโอ คอนเต ที่เคยปั้นป็อกบาจนดังกับยูเวนตุส และ ดิดิเยร์ เดสชองส์ โค้ชทีมชาติฝรั่งเศส ก็สามารถรับมือกับนักเตะจอมฮิปได้อย่างไม่มีปัญหา ซึ่งก็หมายความว่ากรณีนี้วิธีการของมูรินโญผิดและพลาดเต็มๆ

 

ไม่นับการ ‘โบ้ย’ ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลก โดยเฉพาะลูกทีมที่โดนบ่อยเข้าก็กลายเป็นหมางใจกัน มองหน้ากันไม่ติด บางคนถูกดรอป หลายคนถูกดอง

 

เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ยอดผู้จัดการทีมอย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จะไม่ทำ หากมีปัญหาคาใจอะไร ทุกอย่างจะถูกเก็บมาสะสางกันเป็นการภายใน แม้กระทั่งในวันที่หวดรองเท้าสตั๊ดใส่หน้า เดวิด เบ็คแฮม ทุกอย่างก็ถูกเก็บเงียบ กว่าเรื่องจะเปิดเผยก็ผ่านไปหลายปี

 

แต่เมื่อมูรินโญทำ รอยร้าวในใจก็เกิด และหนักเข้าก็มีการแบ่งพรรคแบ่งพวกภายในทีม โดยตามรายงานข่าวจาก Daily Mail อ้างจากแหล่งข่าวที่ใกล้ชิดสโมสรว่า เวลานี้ในสนามซ้อมแคร์ริงตันจะมีทั้งก๊วน ‘เพื่อนป็อกบา’ ที่ประกอบไปด้วย ลุค ชอว์, อันเดร์ เอร์เรรา, อ็องโตนี มาร์กซิยาล, มาร์คัส แรชฟอร์ด (สังเกตได้ว่าจะเป็นกลุ่มผู้เล่นอายุน้อย) และกลุ่มผู้เล่นที่ไม่เอาด้วย ซึ่งก็จะเป็นผู้เล่นอายุมาก (รวมถึง ลูกากู ที่ไม่เห็นด้วยกับป็อกบาและตีตัวออกห่าง ทั้งๆ ที่ตอนย้ายมาร่วมทีมสนิทกันมาก)

 

ไม่นับกับที่มูรินโญสร้างความเอือมระอาให้แฟนบอลด้วยคำพูดที่ไม่เข้าท่าหลายอย่าง ตั้งแต่ในช่วงพรีซีซันนัดที่แพ้ลิเวอร์พูล ที่ได้บอกว่า “ถ้าผมเป็นแฟนบอล ผมคงไม่เข้ามาดูเกมนี้”

 

แม้กระทั่งกับ เอ็ด วูดเวิร์ด ก็ยังโดนแว้งกัดในเรื่องที่ไม่สามารถจัดซื้อผู้เล่นตามที่เขาต้องการได้ สุดท้ายได้แค่ เฟร็ด กองกลางชาวบราซิล และ ดิโอโก ดาล็อต มาเท่านั้น (ซึ่งในมุมของวูดเวิร์ดก็มีเหตุผลที่ฟังขึ้นในเรื่องนักเตะในลิสต์นั้นไม่ตอบสนองโจทย์การทำทีมระยะยาว แต่ก็น่าผิดหวังที่ไม่สามารถหาใครมาชดเชยให้ได้)

 

สถานการณ์ไปสู่จุดที่มูรินโญเองเวลานี้เริ่มรับมือไม่ไหว ไม่ต่างอะไรจากการเดินสะดุดไปเตะถังสีจนล้มลงหลายๆ ถังพร้อมกัน

 

เลอะเทอะ เละเทะ ไม่รู้จะจัดการตรงไหนก่อนดี

 

บทสรุปและทางออกของปัญหาคือ…ซีดาน

ริโอ เฟอร์ดินานด์ อดีตปราการหลังระดับตำนานเชื่อว่าทีมเก่าของเขาจะมีการตัดสินใจอะไรบางอย่างโดยเร็วเกี่ยวกับอนาคตของโฆเซ มูรินโญ

 

“น่าจะมีการพูดคุยกันในวงผู้บริหารระดับสูงเกี่ยวกับอนาคตของผู้จัดการทีมและของทีม เราไม่มีทางที่จะปล่อยให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ไปตลอดฤดูกาลได้ กับสงครามบนหน้าสื่อ ข่าวหลุดข่าวลือ การเลือกข้าง” เฟอร์ดินานด์กล่าวหลังจบเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดพ่ายแพ้ต่อเวสต์แฮม

 

ขณะที่ พอล สโคลส์ อีกหนึ่งตำนานมองว่า เวลานี้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดกำลังอลหม่านถึงขีดสุด และทีมชุดนี้ก็เลวร้ายที่สุดในรอบหลายปี

 

สำหรับสโคลส์ เขามองว่าปัญหาไม่ได้มีแค่เฉพาะกับมูรินโญ แต่ยังรวมถึงนักฟุตบอลด้วยที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงทัศนคติที่ดีออกมาให้เห็น

 

อย่างไรก็ดี จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ แนวทางที่ง่ายที่สุดที่หลายคนเชื่อว่าจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นได้คือการเอาคนที่เป็นศูนย์กลางของเรื่องอย่างมูรินโญออกไปก่อน

 

มันจะดีขึ้นจริงหรือเปล่าไม่รู้ แต่อย่างน้อยให้ทุกคนได้พักสงบสติและอารมณ์กันสักหน่อย

 

โดยคนที่แฟนปีศาจแดงกำลังฝันถึงเวลานี้คือ ซีเนดีน ซีดาน พ่อมดผู้ยิ่งใหญ่และโค้ชรุ่นใหม่ไฟแรงชาวฝรั่งเศสที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับเรอัล มาดริดในช่วง 3 ฤดูกาลก่อนหน้านี้

 

ซีดานนอกจากจะมีชื่อเสียงที่ทุกฝ่ายให้การยอมรับอย่างสูงสุดแล้ว ฝีไม้ลายมือในการทำงานนั้นไม่ธรรมดา ผลงานการป้องกันแชมป์ยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก 3 สมัยติดต่อกันเป็นเครื่องการันตีได้เป็นอย่างดี

 

นอกจากนี้เขายังมีประสบการณ์ในการกอบกู้ทีมที่เหลวแหลกจากในช่วงที่เข้ามาแก้ไขวิกฤตของเรอัล มาดริดที่ยุ่งเหยิงและพังถึงขีดสุดในช่วงที่ ราฟาเอล เบนิเตซ คุมทีม

 

ไม่นับว่าเขายังเป็นตำนานของชาวฝรั่งเศส และน่าจะปรับทัศนคติและดูแลความประพฤติของป็อกบา (รวมถึง มาร์กซิยาล อีกหนึ่งนักเตะที่แฟนบอลคาดหวังแต่ยังไม่สมหวัง) ได้อย่างไม่ยากเย็น

 

ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเริ่มปรากฏรายงานข่าวจากหลายสำนัก เชื่อว่ามีการพูดคุยในเบื้องต้นแล้วระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดและซีดาน หลังมี ‘กลิ่นข่าว’ ลอยตามลมมาสักระยะ

 

เพียงแต่งานที่โอลด์แทรฟฟอร์ดอาจไม่ง่ายเหมือนที่ซานติอาโก เบอร์นาบิว ที่ซึ่งซีดานเป็นเหมือนศาสดาที่ทุกคนพร้อมใจจะทำตามได้ ความยากในการทำงานนั้นสูงกว่า แต่ก็เป็นความท้าทายที่มากกว่าด้วยในเวลาเดียวกัน

 

สำหรับ มูรินโญ บางสำนักข่าวเชื่อว่าเขาน่าจะถึงคราวไปภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้ทุกอย่างกลับเข้าสู่ความสงบในทันที (ซึ่งจะเป็นการตอกย้ำถึงทฤษฎีการโดนตะเพิดออกในฤดูกาลที่ 3 ของ The Special One ด้วย)

 

แต่จากยุคสมัยของมอยส์และฟาน ฮาลที่ผ่านมา อย่างน้อยทั้งสองต่างได้รับโอกาสในการคุมทีมไปจนจบฤดูกาลครับ จึงมีความเป็นไปได้ที่วูดเวิร์ดจะมีการพูดคุยกับมูรินโญเพื่อแก้ไขวิกฤตครั้งนี้ร่วมกันไปก่อน หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงอาจจะไม่มีการปลด

 

อย่างไรก็ดี มูรินโญไม่ใช่เหตุผลเดียวของเรื่องทั้งหมด

 

สิ่งที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จำเป็นต้องแก้ไขนั้นมีอีกมากทั้งในและนอกสนาม และจำเป็นที่จะต้องมีการไตร่ตรองและทบทวนถึงเรื่องราวทุกอย่างอีกครั้ง

 

มันเป็นเรื่องของชาวปีศาจแดงทุกคน เป็นวาระที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง และเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็ไม่สามารถลงมาให้ความช่วยเหลือได้

 

พวกเขาต้องทำ และทำอย่างถูกต้องและรวดเร็ว หากไม่อยากเห็นทีมตกต่ำไปไกลกว่านี้

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

อ้างอิง:

FYI
  • กิลเยม บาลาเก เผยว่า ข่าวป็อกบากับบาร์เซโลนาในช่วงปิดฤดูกาลที่ผ่านมาเป็นข่าวที่ปล่อยโดย มิโน ไรโอลา เอเจนต์ของป็อกบาเอง ทั้งที่ความจริงแล้วบาร์ซาไม่ได้ติดต่อมาและไม่อยากติดต่อกับเอเจนต์ที่ไว้ใจไม่ได้อย่างไรโอลาด้วย ยกเว้นแต่หากป็อกบาสามารถย้ายทีมได้จริง ก็อาจจะสนใจ
  • ยุคตกต่ำของ มูรินโญ เริ่มต้นหลังข่าวมีปัญหากับ อีวา คาร์เนโร อดีตแพทย์หญิงประจำทีมเชลซี ในช่วงต้นฤดูกาล 2015-2016 ซึ่งหลังจากนั้นเขาสูญเสียความเชื่อมั่นภายในทีม และนำไปสู่การถูกปลดออกจากตำแหน่ง
  • อเล็กซิส ซานเชซ เป็นอีกหนึ่งคนที่ถูกมูรินโญตำหนิต่อหน้าทุกคนเรื่องของผลงานที่เลวร้าย และมีข่าวว่าสตาร์ชาวชิลีไม่พอใจอย่างมากและต้องการจะย้ายทีมออกไป
  • ในยุค 90s เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เคยมีปัญหากับ พอล อินซ์ กองกลางฮาร์ดแมนคนสำคัญของทีม สิ่งที่เฟอร์กีทำคือการขายอินซ์ออกจากทีมทันทีเพื่อตัดปัญหา ก่อนที่จะมีสตาร์อีกหลายคนที่ถูกขายทิ้งในเวลาต่อมาเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม เช่น อังเดร แคนเชลสกี, ยาป สตัม, รอย คีน, เดวิด เบ็คแฮม, รุด ฟาน นิสเตลรอย
  • ลี ชาร์ป อดีตปีกซ้ายขวัญใจแฟนปีศาจแดงยุค 90s เคยทำนายเอาไว้ในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาว่า มูรินโญเป็นคนที่ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง และเขาจะถูกปลดจากตำแหน่งภายในช่วงคริสต์มาส
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising