วันนี้ (22 พฤษภาคม) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกคำสั่งด่วนถึงกองบัญชาการตำรวจนครบาล, กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1-9 และกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อยกระดับมาตรการเชิงรุกในการป้องกันและลดอุบัติเหตุบริเวณจุดตัดทางเดินรถกับทางรถไฟทั่วประเทศ
โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ซึ่งรับผิดชอบดูแลงานด้านความมั่นคงและงานจราจร เป็นผู้กำกับดูแลการปฏิบัติงานอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับให้ทุกพื้นที่เร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อจัดระเบียบการจราจรและเสริมสร้างความปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรม
ตามข้อสั่งการดังกล่าว ผบ.ตร. ได้เน้นย้ำให้สถานีตำรวจทุกแห่งที่มีจุดตัดทางรถไฟในพื้นที่รับผิดชอบ เร่งสำรวจและปรับปรุงฐานข้อมูลจุดตัดทางรถไฟให้เป็นปัจจุบัน พร้อมทั้งบูรณาการการทำงานร่วมกับองค์กรพันธมิตร อาทิ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.), กรุงเทพมหานครและหน่วยงานระดับจังหวัด, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น, องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และกลุ่มผู้ประกอบการรถรับจ้างสาธารณะ เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางปฏิบัติภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่และข้อกฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างรัดกุม
เพื่อให้การป้องกันอุบัติเหตุเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้กำหนดกรอบแนวทางการปฏิบัติงานในพื้นที่จุดตัดทางรถไฟ ดังนี้
- การบริหารจัดการจราจร: จัดเจ้าหน้าที่คอยอำนวยความสะดวกและควบคุมการจราจรอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้มียานพาหนะหยุดหรือจอดสะสมบนรางรถไฟในทุกกรณี
- การปรับปรุงป้ายเตือนและอุปกรณ์ความปลอดภัย: ประสานงานกับ รฟท. และหน่วยงานท้องถิ่น ในการจัดทำเส้นสีเตือนบนพื้นผิวจราจร ป้ายเตือนแบบเสา สัญญาณไฟกระพริบ เครื่องเตือนสัญญาณเสียง และไม้กั้นอัตโนมัติให้มีความสมบูรณ์และพร้อมใช้งาน
- การบูรณาการกำลังพลและเทคโนโลยี: จัดสรรกำลังเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยงอย่างเหมาะสม พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุนการทำงาน เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด (CCTV), การเชื่อมโยงระบบวิทยุสื่อสาร และการจัดเตรียมสายด่วนฉุกเฉินที่สามารถติดต่อประสานงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกเหนือจากมาตรการป้องกันเชิงกายภาพ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังได้กำชับให้ตำรวจนครบาล, ตำรวจภูธรภาค 1-9 และตำรวจสอบสวนกลาง เดินหน้าบังคับใช้กฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 บริเวณจุดตัดทางรถไฟอย่างเข้มงวดและเด็ดขาดต่อผู้ที่ฝ่าฝืนวินัยจราจร ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้และลดโอกาสในการเกิดอุบัติเหตุความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด


