วันนี้(10 สิงหาคม) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ต อาทร ชิ้นทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมด้วยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และกรมที่ดิน กว่า 200 นาย เปิดปฏิบัติการ ทลายเครือข่ายนอมินีต่างชาติ เฟส 6 พูลวิลล่าเถื่อน ปูพรมตรวจค้นเป้าหมาย 15 จุด ในพื้นที่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
พล.ต.อ.สำราญ กล่าวว่า ผลการตรวจค้นบ้านพักทั้ง 2 หลัง พบประเด็นเกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สินของชาวต่างชาติ โดยในเบื้องต้นพบว่านอมินี ที่เป็นคนไทยกับชาวต่างชาติไม่รู้จักกัน และชาวต่างชาติเองก็ยืนยันว่าไม่รู้จักคนไทยที่มีชื่อเกี่ยวข้องกับการถือครองทรัพย์สิน ประเด็นสำคัญอีกส่วนคือเรื่องการถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ โดยจากการตรวจสอบบ้าน 2 หลัง พบลักษณะที่ชาวต่างชาติเป็นผู้ถือครองที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ 100%
โดยบ้านหลังแรก พบว่าชาวต่างชาติร่วมกับคนไทยจัดตั้งบริษัท แต่บริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบธุรกิจใดๆ มีการอยู่อาศัย ส่วนบ้านหลังที่ 2 อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เจ้าของชาวต่างชาติร่วมกับคนไทยจัดตั้งบริษัทเช่นกัน แต่จากข้อมูลเบื้องต้นพบว่าเจ้าของชาวต่างชาติ ให้การว่าไม่รู้จักคนไทยรายดังกล่าว ขณะเดียวกันชาวต่างชาติเป็นผู้ถือครองบ้านและที่ดิน รวมถึงอสังหาริมทรัพย์ 100% และมีการประกอบธุรกิจเปิดให้เช่าในลักษณะรายเดือน เดือนละ 50,000 บาท
ทั้งนี้การดำเนินการทั้งหมดจะต้องพิจารณาตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างชาติ พระราชบัญญัติที่ดิน รวมถึงกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ว่าการประกอบธุรกิจดังกล่าวเข้าข่ายธุรกิจต้องห้ามหรือไม่
พล.ต.อ.สำราญ ระบุอีกว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องการดำเนินการปราบปรามนอมินี จึงได้เดินทางมายังหัวหิน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดำเนินการตรวจสอบในพื้นที่
เบื้องต้นในพื้นที่หัวหินพบบริษัทประมาณ 849 บริษัทที่อยู่ในเครือข่ายต้องสงสัย โดยการปฏิบัติการครั้งนี้ดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 33 บริษัท ขณะที่ 2 หลังที่เข้าตรวจค้นในวันนี้ พบพฤติการณ์ที่ชัดเจนว่ามีประเด็นเกี่ยวข้องกับนอมินี เนื่องจากพบการถือครองที่ดินในลักษณะที่ชาวต่างชาติถือครอง 100% และมีการนำอสังหาริมทรัพย์ไปเปิดให้เช่า แม้บ้านอีกหลังหนึ่งจะพบการอยู่อาศัยแบบปกติ
สำหรับแนวทางดำเนินการกับที่ดินดังกล่าว พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า เบื้องต้นได้พูดคุยกับผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยให้เจ้าของดำเนินการขายทอดตลาด ซึ่งจะให้โอกาสเจ้าของขายทรัพย์สินด้วยตัวเองภายใน 180 วัน จากนั้นที่ดินจะกลับมาเป็นของประเทศไทย หากไม่สามารถขายได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด ทางจังหวัดจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีบริษัทกฎหมายในประเทศไทยมีส่วนแนะนำชาวต่างชาติอย่างไร พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า “จะต้องดูจากคำให้การของบริษัทที่รับจดทะเบียนว่าเป็นผู้ดำเนินการในส่วนใด โดยชาวต่างชาติเป็นผู้จ่ายค่าดำเนินการให้” นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเกี่ยวกับการจัดทำงบการเงินประจำปี มีการคิดค่าดำเนินการจัดทำบัญชีและงบการเงิน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการทำนุบำรุงบริษัท
ในส่วนของชาวต่างชาติ เบื้องต้นให้การว่าดำเนินการตามคำแนะนำของบริษัทกฎหมาย ดังนั้นจะต้องพิจารณาถึงเจตนาในการดำเนินการด้วยว่า การจัดตั้งบริษัทและการนำทรัพย์สินไปประกอบธุรกิจปล่อยเช่ารายเดือนนั้น มีเจตนาอย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะต้องสอบสวนและรวบรวมรายละเอียดตามข้อเท็จจริงให้ชัดเจน
พล.ต.อ.สำราญ ยังบอกอีกว่า ในส่วนของบริษัทกฎหมาย ตอนนี้ทราบแล้วว่าเป็นบริษัทของคนไทย โดยจากข้อมูลที่พบมีกรณีหนึ่งได้รับค่าจ้างเพียงเล็กน้อย เป็นค่าเอกสารประมาณ 500 บาท ขณะที่อีกกรณีหนึ่งให้ข้อมูลว่านายจ้างหรือเจ้าของเป็นผู้เตรียมหลักฐานของตัวเองและนำสำเนาเอกสารไปให้ดำเนินการ ดังนั้นการจะเข้าข่ายความผิดหรือไม่ จะต้องนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกันและพิสูจน์ถึงเจตนาของผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป
พล.ต.อ.สำราญ ยังฝากประชาสัมพันธ์ว่า “ผู้ที่ต้องการเข้ามาอยู่อาศัยหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นกรณีใด ควรดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย”
เมื่อถามถึงความเชื่อมโยงของบริษัทกฎหมายในพื้นที่หัวหินกับบริษัทกฎหมายในพื้นที่อื่นๆ ที่เจ้าหน้าที่เคยเข้าตรวจสอบก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า “เบื้องต้นยังไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทกฎหมาย โดยต่างคนต่างดำเนินการของตัวเอง แต่เจ้าหน้าที่จะนำข้อมูลทั้งหมดมาเชื่อมโยงและตรวจสอบต่อไป และจะต้องส่งข้อมูลให้สภาทนายความพิจารณาตามมารยาททางวิชาชีพของทนายความ พร้อมยืนยันว่าแม้ยังไม่พบความเชื่อมโยงกัน แต่พบว่าพฤติการณ์มีลักษณะคล้ายกันในแทบทุกจังหวัดที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบ“
พล.ต.อ.สำราญ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีการอ้างว่านี่ถือเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ ว่า ”มันเป็นช่องว่างทางกฎหมายที่ผิด และมันไม่ใช่ช่องว่างที่ถูกต้อง มันไม่มีช่องว่างทางกฎหมาย แต่มันเป็นการเลี่ยงที่จะถูกตรวจสอบให้ไม่ถึง”
เมื่อถามว่าบริษัทกฎหมายและบริษัทบัญชีมีส่วนรู้เห็นร่วมกันหรือไม่ พล.ต.อ.สำราญ ระบุว่า ต้องพิจารณาจากขั้นตอนการดำเนินงาน เนื่องจากบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจะต้องมีการจัดทำและแจ้งงบดุลตามกฎหมาย
ส่วนกรณีที่มีชาวต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องมีบริษัทบัญชีเข้ามาดำเนินการจัดทำงบการเงิน หรือในบางกรณีบริษัทกฎหมายบางแห่งก็รับทำบัญชีด้วย ซึ่งเจ้าหน้าที่เคยพบกรณีลักษณะนี้มาแล้วในพื้นที่เกาะพะงัน สำหรับความเสียหายในพื้นที่หัวหิน เบื้องต้นพบว่ามีมูลค่าประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเป็นมูลค่าของที่ดินที่เจ้าหน้าที่ระบุว่า “ต้องดำเนินการเรียกกลับคืนมาให้เป็นทรัพย์สินของประเทศไทยตามขั้นตอนของกฎหมาย”










