วานนี้ (12 พฤษภาคม) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) สามารถสกัดจับกุมผู้ต้องหารายสำคัญในเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเข้าจับกุม อมรเทพ หรือ ต้า อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ ที่ 333/2568 ลงวันที่ 21 มีนาคม 2568
ในฐานความผิด 6 ข้อหาหนัก ได้แก่ ร่วมกันมีส่วนร่วมในองค์กร
อาชญากรรมข้ามชาติ, อั้งยี่, ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, สมคบกันเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และร่วมกันปลอมและใช้เอกสารราชการปลอม โดยสามารถจับกุมตัวได้ที่บริเวณแขวงและเขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคมที่ผ่านมา
พฤติการณ์แห่งคดีนี้สืบเนื่องมาจากช่วงกลางปี 2567 เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.1 บก.ปอท. ได้รับแจ้งความร้องทุกข์จากประชาชนหลายราย กรณีถูกกลุ่มมิจฉาชีพขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง โดยคนร้ายใช้วิธีการแต่งกายสวมรอยเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แล้วทำการวิดีโอคอลข่มขู่เหยื่อให้เกิดความหวาดกลัวจนหลงเชื่อโอนเงินให้
จากการสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่สามารถทลายเครือข่ายดังกล่าวและจับกุมผู้ร่วมขบวนการได้แล้วหลายราย ครอบคลุมทั้งกลุ่มบัญชีม้า กลุ่มพนักงานโทรศัพท์หลอกลวง และกลุ่มฟอกเงิน พร้อมทั้งได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหาที่เหลือ รวมถึงระดับหัวหน้าขบวนการซึ่งเป็นชาวจีน
ล่าสุด จากการสืบสวนเชิงลึกพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาที่หลบหนีได้กระจายตัวกบดานตามภูมิลำเนา และสืบทราบว่า อมรเทพ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ต้องหารายสำคัญที่หลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย กำลังเตรียมการเดินทางหลบหนีกลับไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา อีกครั้ง เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงได้วางกำลังเฝ้าติดตามอย่างใกล้ชิด กระทั่งสามารถแสดงตัวเข้าจับกุมผู้ต้องหาได้สำเร็จ ก่อนควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ปอท. เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
จากการสอบสวนเบื้องต้น อมรเทพได้ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยเปิดเผยว่าตนเพิ่งเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยเมื่อช่วงต้นเดือนพฤษภาคม 2569 และกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับไปทำงานต่อที่ประเทศกัมพูชาแต่มาถูกสกัดจับได้เสียก่อน
สำหรับบทบาทในขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์นั้น ผู้ต้องหารับสารภาพว่าในระยะแรกตนถูกหลอกให้เปิดบัญชีม้า ก่อนที่จะผันตัวเข้าไปร่วมขบวนการอย่างเต็มตัว โดยรับหน้าที่แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการวิดีโอคอลไปข่มขู่ผู้เสียหายโดยตรงเพื่อหลอกลวงทรัพย์สิน


