หากพูดถึงวันวานที่ผ่านมา ‘การ์ดโปเกมอน’ เคยเป็นแค่ความสุขเล็กๆ หลังเลิกเรียนของเด็กยุค 90 หลายคน การซื้อซองการ์ดหนึ่งแพ็กในวันนั้น มีเป้าหมายง่ายๆ คือหวังว่าจะเปิดเจอการ์ดโฮโลแกรมแวววาว หรือได้ตัวหายากเอาไว้ไปอวดเพื่อน ยิ่งในวันเสาร์เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการนั่งแลกการ์ดหรือรวมกลุ่มกันเพื่อทำภารกิจ สะสมการ์ดให้ครบทุกตัว
แต่วันนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป หน้าร้านขายของเล่นในหลายประเทศไม่ได้มีแค่เด็กกับผู้ปกครอง แต่เต็มไปด้วยนักสะสมวัยทำงาน นักลงทุนหน้าใหม่ หรือแม้แต่คนที่ทำเงินจากคริปโต ไปจนถึงพ่อค้ากว้านซื้อที่พร้อมเหมาการ์ดทั้งสต็อกเพื่อไปขายต่อ ทำให้การ์ดบางใบไม่ได้มีมูลค่าเป็น ‘ของสะสม’ อีกต่อไป แต่ถูกตีราคาในระดับสินทรัพย์และ บางใบมีมูลค่าทะลุหลายล้านดอลลาร์
วันนี้ตลาดที่โตเร็วเกินกว่าจะเรียกว่า ‘งานอดิเรก’ ภาพที่เคยเห็นในอดีตอย่างการเดินเข้าร้านแล้วหยิบการ์ดโปเกมอนได้ตามใจ กลายเป็นเรื่องแทบเป็นไปไม่ได้ในหลายพื้นที่
นักสะสมบางคนเล่าว่า พวกเขาต้องไปต่อแถวตั้งแต่เช้าร่วมกับคนอีกกว่าร้อยชีวิต เพื่อรอร้านเติมสต็อกสินค้า ขณะที่อีกมุมหนึ่งมีคนขับรถตระเวนซื้อการ์ดจากหลายร้านภายในวันเดียว เพื่อรวบของไปขายต่อ และ เมื่อร้านเปิดสินค้าใหม่หลายชุดถูกซื้อหมดภายในไม่กี่นาที และทำให้แพลตฟอร์ม X กลายเป็นศูนย์กลางแชร์ข้อมูลให้รู้ว่า ร้านไหนของเข้า และ ต้องไปต่อแถวที่ไหน
ทำให้โลกของโปเกมอนเริ่มไม่ต่างจากตลาดการเงิน และ มีข่าวลือว่า หลายคนเริ่มกลัวตกขบวน เพราะมีคนเข้ามาเพื่อหวังผลตอบแทน ทำให้การ์ดโปเกมอนโตแรงกว่าสินทรัพย์ดั้งเดิม สะท้อนข้อมูลจากบริษัท Collectors เจ้าของบริษัทจัดเกรดการ์ด PSA ชี้ว่า ราคาการ์ดโปเกมอนระหว่างปี 2004-2020 ปรับขึ้นราว 282% แต่หลังปี 2020 ตลาดกลับพีกขึ้นไปอีก โดยมีราคาพุ่งอีกกว่า 1,350%
ตัวเลขนี้ทำให้การ์ดโปเกมอนหลุดจากสถานะ ‘ของเล่น’ และเริ่มถูกจัดวางในหมวดสินทรัพย์ทางเลือกไม่ต่างจากงานศิลปะ นาฬิกาหรู หรือของสะสมวินเทจ มีทั้งนักลงทุนความมั่งคั่งสูงเริ่มเข้ามา ตลอดจนนักเก็งกำไรระยะสั้น และคนที่มองหาที่พักเงินใหม่ก็เริ่มสนใจตลาดนี้มากขึ้น และอีกปรากฏการณ์ที่น่าสนใจคือ การเข้ามาของกลุ่มนักลงทุนคริปโต
ผู้เชี่ยวชาญในตลาดประมูล กล่าวว่า คนจำนวนไม่น้อยที่ทำกำไรจากคริปโต กำลังนำเงินเข้ามาซื้อการ์ดระดับไฮเอนด์ พวกเขาไม่ได้มองโปเกมอนในฐานะความทรงจำวัยเด็ก แต่มองเหมือนสินทรัพย์สะสมที่สามารถเก็บมูลค่าและเพิ่มราคาได้
ยิ่งหากไล่ดูบทสนทนาบนโซเชียล จะพบว่าการ์ดโปเกมอนเริ่มถูกพูดถึงเหมือนหุ้น โดยคำที่เคยใช้ในตลาดทุน เช่น จังหวะเข้าซื้อ, การปรับฐานราคา, แนวรับแนวต้าน และรอบเก็งกำไร คำเหล่านี้ถูกหยิบมาใช้กับการ์ดสะสมมากขึ้นเรื่อยๆ
อีกหนึ่งในเหตุการณ์ที่ผลักกระแสให้แรงขึ้น คือการที่ Logan Paul ซื้อและขายการ์ดหายาก Pikachu Illustrator โดยการ์ดใบดังกล่าวถูกซื้อไว้ราว 5 ล้านดอลลาร์ (ราว 163 ล้านบาท) ในปี 2021 ก่อนถูกขายต่อในมูลค่ามากกว่า 16 ล้านดอลลาร์ (523 ล้านบาท) ดีลนี้ไม่ได้สะเทือนเฉพาะวงการนักสะสม แต่มันส่งสัญญาณไปยังตลาดว่าการ์ดโปเกมอนอาจสร้างผลตอบแทนระดับมหาศาลได้
ผลลัพธ์คือ นักลงทุนหน้าใหม่หลั่งไหลเข้ามา บางคนไม่มีเงินซื้อการ์ดระดับหลายแสนดอลลาร์ จึงหันไปกักตุนกล่องการ์ดรุ่นใหม่แทน เปรียบเสมือนว่าซื้อวันนี้ หวังขายอีกไม่กี่เดือนในราคาสูงกว่าเดิม
หลายคนบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้เป็นเหมือนตัวศัตรูใหม่ของแฟนโปเกมอน ที่ในโลกนักสะสม เรียกว่า ‘Scalpers’ หมายถึงคนที่ไม่ได้ซื้อเพราะชอบ แต่ซื้อเพื่อนำไปขายต่อ และคนกลุ่มนี้มักใช้บอตหรือระบบอัตโนมัติแย่งซื้อสินค้าออนไลน์ทันทีที่เปิดขาย ผลคือเกิดภาวะขาดแคลนแบบปลอมๆ เมื่อของหายากขึ้น ราคาตลาดรองก็พุ่งตาม
ยิ่งเมื่อมีความรู้สึกกลัวที่จะตกขบวนเริ่มทำงาน ผู้ซื้อจำนวนมากตัดสินใจเร็วขึ้น เพราะกลัวว่าหากไม่ซื้อวันนี้ วันพรุ่งนี้อาจแพงกว่าเดิมหลายเท่า ปรากฏการณ์นี้ทำให้ตลาดโปเกมอนมีลักษณะคล้ายตลาดเก็งกำไรในสินทรัพย์อื่นๆ มากขึ้นทุกที
แต่ท้ายที่สุด ตลาดยังถูกขับเคลื่อนด้วย ‘นักสะสม’ แม้โลกโปเกมอนจะเต็มไปด้วยนักลงทุน พ่อค้ากว้านซื้อ และเงินคริปโต แต่แรงขับเคลื่อนสำคัญยังไม่หายไป นั่นคือคนที่สะสมเพราะรักจริง พวกเขายังคงตามหาการ์ดเพื่อปิดเซต ยังออกงานโชว์การ์ดตามท้องถิ่น และยังมองโปเกมอนเป็นความทรงจำมากกว่าสินทรัพย์ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนเหล่านี้เอง ที่ทำให้ตลาดยังไม่หลุดจากรากเดิมทั้งหมด
เพราะในวันที่การ์ดใบหนึ่งถูกตีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ สิ่งที่น่าสนใจกว่าอาจไม่ใช่ราคาที่เพิ่มขึ้น แต่คือการที่ของเล่นวัยเด็กกำลังค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองเป็นตลาดลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นตลาดที่มีครบทั้งอารมณ์, ความทรงจำ, เงินทุน และการเก็งกำไรอยู่ในที่เดียวกัน
ภาพ:Gill_figueroa/shutterstock
อ้างอิง:

