×

Customs, Compliance & Chaos Navigating International Regulations คู่มือศุลกากรและ FTA สำหรับธุรกิจส่งออกปี 2026 I THE SME HANDBOOK SS10 EP.56

28.02.2026
  • LOADING...

SME ไทยในยุค FTA ใหม่: ปรับโครงสร้าง เพิ่มแต้มต่อ ทะยานสู่ตลาด 8,000 ล้านคน

 

ในภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกปี 2026 ผู้ประกอบการ SME ไทยกำลังเผชิญกับ ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ นั่นคือการยึดติดกับตลาดในประเทศที่มีประชากร 70 ล้านคน ท่ามกลางกำลังซื้อที่ถดถอย คือความเสี่ยงทางธุรกิจที่สูงขึ้นทุกวัน ถึงเวลาปรับเลนส์จากการมองเพียงตลาด Domestic สู่ Global Market เพื่อเข้าถึง ผู้บริโภคกว่า 7,500 ล้านคนในปัจจุบัน และกำลังจะเพิ่มเป็น 8,000-9,000 ล้านคน ในอีก 5-10 ปี ข้างหน้า SME ไทยจำเป็นต้องคิดใหญ่และทำใหญ่ เพราะหากธุรกิจ ยังไม่ออกไปหาโลก การเติบโตก็จะไม่เกิดขึ้น

 

หนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดในการพา SME ไทยออกสู่เวทีโลก คือ ความตกลงเขต การค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ซึ่งในปัจจุบันไทยมีอยู่ราว 17 ฉบับ ครอบคลุม 24 ประเทศ และกำลังเร่งเจรจา FTA ฉบับใหม่กับคู่ค้าสำคัญ อาทิ ไทย–สหภาพยุโรป (EU), อาเซียน–แคนาดา, ไทย–เกาหลีใต้ รวมถึงการคลี่คลาย อุปสรรคทางภาษีกับสหรัฐอเมริกา

 

ความสำคัญของ FTA ไม่ได้เป็นเพียงการ “เปิดประตูการค้า” แต่คือ ตัวเร่งปฏิกิริยา ทางเศรษฐกิจ ที่สามารถผลักดัน GDP ของประเทศให้เพิ่มขึ้นทันทีราว 2% หรือคิดเป็นมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท ภายในระยะเวลาเพียง 1–2 ปี หากการเจรจาเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม

 

นี่คือโอกาสทองในการยกระดับ SME จากผู้เล่นท้องถิ่น สู่การเป็นส่วนหนึ่งของ ห่วงโซ่เศรษฐกิจโลก โดยใช้ FTA เป็น “อาวุธทางยุทธศาสตร์” ในการปฏิรูป โครงสร้างธุรกิจให้ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม

 

ที่สำคัญไม่แพ้กัน การเปิด FTA ยังหมายถึงการเปิดประตูสู่ การลงทุนโดยตรง จากต่างประเทศ (Foreign Direct Investment: FDI) ซึ่งในปัจจุบันไทยมีมูลค่า FDI ราว 1 ล้านล้านบาทต่อปี และมีศักยภาพเพิ่มขึ้นเป็น 2 ล้านล้านบาท หากโครงสร้าง FTA เอื้อต่อการลงทุนมากขึ้น SME ไทยจะสามารถก้าวขึ้นมา เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของบรรษัทข้ามชาติ ดึงดูดเงินทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้จากต่างประเทศ เข้ามาต่อยอดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มการส่งออก แต่ยังยกระดับฐานเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อย่างยั่งยืน

 

เจาะลึกหัวใจของ FTA: มากกว่าภาษี 0% คือการทลายทุนผูกขาดและยกระดับสู่มาตรฐานโลก

 

FTA สมัยใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การลดภาษีศุลกากร แต่คือเครื่องมือเชิงโครงสร้าง ที่เน้น ความโปร่งใส (Transparency) และ ประสิทธิภาพของรัฐ (Efficiency) เป็นแกนหลัก ข้อตกลงเหล่านี้บีบให้ระบบราชการต้องปรับตัวเข้าสู่ ระบบดิจิทัล (Digitalization) เปิดเผยข้อมูลอย่างเป็นระบบว่าแต่ละประเทศมีศักยภาพ การส่งออกใน Sector ใด และมีการลงทุนในประเทศไทยในอุตสาหกรรมใดบ้าง กระบวนการนี้มีเป้าหมายสำคัญคือการลดอำนาจของทุนผูกขาด และสร้างสนาม แข่งขันที่ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างเท่าเทียม

 

หนึ่งในความเข้าใจผิดที่ฉุดรั้งการเติบโตของ SME ไทย คือการมองว่า FTA เป็นเพียงเรื่องของ “ภาษี 0%” ในความเป็นจริง FTA สมัยใหม่ประกอบด้วย บทบัญญัติกว่า 20 หมวด มีความซับซ้อนสูง โดยหัวข้อ Market Access หรือการลดภาษี คิดเป็นเพียง 10–15% ของเนื้อหาทั้งหมดเท่านั้น
อีกกว่า 85% คือกติกาใหม่ของเศรษฐกิจโลก ไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy), ความโปร่งใส, การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล, มาตรการต่อต้านคอร์รัปชัน (Anti-Corruption) และ ระบบส่งเสริม SME (SME Promotion) ซึ่งทั้งหมดกำลัง เข้ามาเขย่า ระบบนิเวศการค้าและการลงทุนอย่างมีนัยสำคัญ

 

SME จะเติบโตได้ไกล ไม่ใช่เพราะเก่งลำพังแต่เพราะมีระบบที่ดี รองรับ FTA ทำหน้าที่เสมือน External Push หรือแรงผลักจากภายนอก ที่บังคับให้ภาครัฐ ต้องปรับโครงสร้าง กติกา และวิธีทำงานให้ทันโลก ถึงเวลาแล้วที่ผู้ประกอบการ SME จะต้องรวมพลัง ส่งเสียง และผลักดันให้ FTA ที่มีคุณภาพเกิดขึ้นจริง เพื่อสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม ลดการผูกขาด และเปิดพื้นที่ให้ธุรกิจรายเล็ก สามารถเติบโตบนเวทีโลกได้อย่างแท้จริง

 

เหตุใด “การอยู่นอกระบบ” คือทางตัน

 

ปัจจุบันประเทศไทยมี SME มากกว่า 3 ล้านราย แต่ส่วนใหญ่ยังคง “ไร้ตัวตน” ในเชิงสถิติ และดำเนินธุรกิจอยู่นอกระบบ ผลที่ตามมาคือไม่สามารถเข้าถึง มาตรการสนับสนุนจากรัฐ ไม่สามารถเชื่อมต่อกับคู่ค้าหรือห่วงโซ่อุปทานระดับโลก และไม่อยู่ในสายตาของนักลงทุนต่างชาติ ในบริบทเศรษฐกิจโลกวันนี้ การอยู่นอกระบบจึงไม่ใช่ความยืดหยุ่น แต่คือทางตันของการเติบโต

 

ดังนั้น การจัดระเบียบโครงสร้างธุรกิจ จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น ตั๋วเข้าสู่สนามแข่งขันระดับโลก ผู้ประกอบการต้องเลิกมองตนเองเป็นเพียง SME แบบเหมารวม และเริ่มแยกบทบาทให้ชัดเจน เช่น กลุ่ม Street Food ที่ตอบโจทย์ตลาดภายในประเทศ กับกลุ่ม Export Ready ที่มีศักยภาพสู่ตลาดโลก หรือกลุ่มที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานให้บริษัทข้ามชาติ

 


แต่ละกลุ่มจำเป็นต้องมีผู้นำหรือกลไกกลางในการจัดระบบ ประเมินประสิทธิภาพ และกำหนดทิศทางเพื่อให้สามารถรับการสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชนได้อย่าง ตรงจุด ไม่ใช่แบบหว่านแห

 

SME คือผู้เล่นที่สำคัญที่สุดในระบบเศรษฐกิจ และการอยู่รอดในระยะยาว ต้องอาศัยความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงและยอมทำในสิ่งที่ถูกต้อง หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะยกระดับ SME คือการเข้าถึง ผู้ร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผู้ประกอบการต้องรู้จักตนเองให้ชัดว่าอยู่ใน Sector ใด มีจุดแข็งอะไร และจะสร้างคุณค่าเพื่อดึงดูดนักลงทุนได้อย่างไร

 

ตัวอย่างเช่น หาก SME ไทยมีแนวคิดด้านผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ประเทศไทย มีความได้เปรียบด้านวัตถุดิบจากสมุนไพรและความหลากหลายทางชีวภาพ หากนำมาพัฒนาร่วมกับเทคโนโลยี Bio-Science จากยุโรป ย่อมมีศักยภาพ ดึงดูดกองทุนทั้งในและต่างประเทศเข้ามาร่วมลงทุน แนวทางนี้ไม่เพียง ช่วยแก้ปัญหาการขาดเงินทุน หรือข้อจำกัดด้านสินเชื่อจากธนาคาร แต่ยังยกระดับ SME จากผู้ผลิตรายย่อย สู่ธุรกิจนวัตกรรมที่แข่งขันได้ในระดับสากล

 

สิ่งที่ SME ไทยขาดแคลนมากที่สุดไม่ใช่ความสามารถ แต่คือ ข้อมูล โครงสร้าง และการเข้าถึงแหล่งเงินทุน FTA จะเข้ามาเปิดประตูโอกาสเหล่านี้ เพราะในระบบเศรษฐกิจโลก “มีเงินทุนจำนวนมหาศาล” ที่พร้อมลงทุน หากธุรกิจมีโครงการที่ชัดเจน โปร่งใส และปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล


เมื่อ SME ปรับตัวทันโลก โลกก็พร้อมจะลงทุนใน SME ไทยเช่นกัน

 

กลไกสนับสนุนและข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

 

ในอนาคต บทบาทของกรมศุลกากรทั่วโลกจะค่อยๆ เปลี่ยนผ่านจาก การควบคุมเชิงเอกสาร สู่ระบบ Digitalized Customs Process ที่เชื่อมโยงกัน แบบไร้รอยต่อในระดับสากล กระบวนการศุลกากรจะดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ เกือบทั้งหมด ซึ่งหมายความว่า SME จำเป็นต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับ มาตรฐานดิจิทัลและกติกาการค้าระหว่างประเทศ ในบริบทนี้ ภาครัฐมีบทบาท สำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่โปร่งใส มีประสิทธิภาพ และเป็นมาตรฐาน เดียวกับนานาประเทศ เช่น การจัดทำแพลตฟอร์มดิจิทัลกลางที่เชื่อมโยง การติดต่อกับทุกกระทรวง หน่วยงาน และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการค้า และการลงทุน

 

ระบบดังกล่าวจะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกรรม เปิดโอกาสให้ SME รายเล็กสามารถเติบโตเป็นธุรกิจขนาดกลาง เชื่อมต่อกับคู่ค้าต่างประเทศ และทำงานร่วมกับภาคเอกชนระดับโลกเพื่อนำ Know-how เทคโนโลยี และแนวปฏิบัติสากลมาพัฒนาธุรกิจในประเทศ โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท

 

รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับบทบาทจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน” (Facilitator) ผ่านการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  1. จัดตั้งหน่วยงานส่งเสริม SME โดยเฉพาะ (SME Promotion Department)
    พัฒนาองค์กรในรูปแบบเดียวกับ BOI ที่มีภารกิจชัดเจนในการสนับสนุน SME ตั้งแต่การยกระดับมาตรฐาน การเข้าถึงตลาดโลก ไปจนถึงการเชื่อมโยงกับนักลงทุนและห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ
  2. จัดตั้งกองทุน SME
    เพื่อสนับสนุนการปรับตัวของ SME สู่มาตรฐานสากล โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือ ต้องบริหารจัดการโดยภาคเอกชน เนื่องจากผู้ประกอบการมีความเข้าใจตลาด ความเร็วในการตัดสินใจ และความยืดหยุ่นสูงกว่าระบบราชการ ลดความเสี่ยงของการจัดสรรทรัพยากรที่ไม่ตรงจุด
  3. ส่งเสริมโมเดล Venture Capital และ Startup Ecosystem
    ผลักดันให้ SME ปรับรูปแบบธุรกิจให้สามารถดึงดูดเงินทุนจากทั่วโลก หากมีแนวคิดที่ดี โครงสร้างธุรกิจโปร่งใส และมาตรฐานสากล แหล่งเงินทุนจะไหลเข้ามาโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาสินเชื่อธนาคารเพียงช่องทาง เดียว ซึ่งจะช่วยเร่งการเติบโตและสร้างนวัตกรรมได้อย่างก้าวกระโดด

 

อุตสาหกรรมเป้าหมายและ “ความได้เปรียบทางวัตถุดิบ” ของไทย

 

SME ไทยต้องโฟกัสในกลุ่ม อุตสาหกรรมเบา (Light Industry) ที่เรามีความเชี่ยวชาญ โดยเฉพาะการดึงจุดแข็งจาก “วัตถุดิบและสมุนไพรไทย” มาเป็นเกราะป้องกันทางธุรกิจ (Mote):

  • Bio-Cosmetics & Wellness: นี่คือโอกาสทองของไทยในเทรนด์ Zero Chemical ของโลก เรามี “Thai Ingredients & Herbs” เป็นวัตถุดิบชั้นเลิศ หากใช้เทคโนโลยีและมาตรฐาน FTA เข้ามาจับ เราจะสามารถส่งออกนวัตกรรมความงามที่ไม่ใช่แค่สินค้า แต่คือ “มูลค่าจากธรรมชาติ”
  • Future Food & Agriculture: เปลี่ยนจากการขายสินค้าเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม สู่การขาย “นวัตกรรมอาหาร” และโภชนาการที่เน้นคุณค่าสูง
  • Eco-Fashion: เสื้อผ้าและไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน ซึ่งเป็นข้อกำหนดสำคัญในตลาด EU และสหรัฐฯ

 

พลังของ Cluster และการกำหนดชะตาชีวิตของ SME ไทย

 

ถึงเวลาแล้วที่ SME ไทยต้องก้าวข้ามการทำธุรกิจแบบ “ต่างคนต่างทำ” เพราะความอยู่รอดในเวทีโลกวันนี้ ไม่ได้วัดกันที่ความเก่งของรายใดรายหนึ่ง แต่ขึ้นอยู่กับพลังของการรวมกลุ่ม (Cluster)


การสร้าง Cluster ที่มีประสิทธิภาพต้องมีผู้นำกลุ่มที่ชัดเจน มีตัวแทนจากภาคธุรกิจที่มีจุดแข็งและความเชี่ยวชาญแตกต่างกัน มาทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างอำนาจต่อรอง แบ่งปันนวัตกรรม และร่วมกันแบกรับต้นทุนในการเข้าถึงข้อมูลและตลาดการค้าโลก

 

ในยุคแห่งการเปลี่ยนผ่าน SME ไทยไม่อาจรอคอยความช่วยเหลือในรูปแบบเดิมจากภาครัฐได้อีกต่อไป แต่ต้องใช้แรงผลักจากภายนอก (External Push) โดยเฉพาะจาก FTA เป็นตัวเร่งในการปฏิรูปตนเอง หัวใจของการเปลี่ยนผ่านนี้คือกระบวนการที่ชัดเจนและหลีกเลี่ยงไม่ได้ 

 

รู้ตัวตน เข้าสู่ระบบ รวมกลุ่ม และมุ่งสู่ตลาดโลก

 

ด้วยศักยภาพของนักธุรกิจรุ่นใหม่ที่กล้าใช้เทคโนโลยี ยึดหลักความโปร่งใส และเข้าใจกติกาสากล ประเทศไทยมีศักยภาพในการยกระดับ SME จากผู้เล่นในตลาด 70 ล้านคน ให้กลายเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจโลกที่มีผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคน นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของการเติบโตทางธุรกิจ แต่คือการที่ SME ไทยลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตของตนเองบนเวทีโลกอย่างแท้จริง

 


 

Credits

 

The Host ศิรัถยา อิศรภักดี

Show Producer พิชญ์สินี ยงประพัฒน์

Creative ปวริศา ตั้งตุลานนท์

Creative ศนิชา ละครพล

Sound Editor มุกริน ลิ่มประธานกุล

Sound Editor เอกธันวา สารศรี

Sound Designer & Engineer กฤตพล จียะเกียรติ

Sound Recording Engineer  ธภัทร ตั้งวงษ์ไชย

Graphic Designer ธิดามาศ เขียวเหลือ

Channel Manager เชษฐพงศ์ ชูประดิษฐ์

Channel Admin นิพพิชฌน์ ชุลีนวน

Proofreader Team

THE STANDARD Webmaster Team

THE STANDARD Archive Team

  • LOADING...

READ MORE

MOST POPULAR



Close Advertising