×

สิ่งที่ ‘เป๊ป กวาร์ดิโอลา’ ไม่เคยทำแต่ต้องทำ

02.07.2020
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

  • เป๊ป กวาร์ดิโอลา จะพบกับความท้าทายใหม่ในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อนในการสร้างทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ชุดใหม่ และการไล่ตามคู่แข่งอย่างเจอร์เกน คล็อปป์
  • หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ซิตี้ต้องอยู่ในสภาพนี้คือการที่พวกเขาสูญเสีย ‘ผู้นำ’ และ ‘ผู้ชนะ’ อย่าง แว็งซองต์ กอมปานี อดีตกัปตันทีมไปโดยที่ไม่มีใครสามารถขึ้นมาทดแทนได้
  • ไม่นับเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้ทีมใหม่แล้ว ยังมีอีกสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการสร้างแรงจูงใจใหม่ให้กับตัวของเป๊ปเอง

ตลอดชีวิตการทำงานของเป๊ป กวาร์ดิโอลา เขาประสบความสำเร็จมามากมายครับ ไม่ว่าจะเป็นในฐานะนักฟุตบอลจนมาถึงในฐานะของการเป็นผู้จัดการทีม

 

ด้วยความปราดเปรื่อง ไหวพริบ และความใฝ่รู้อันเป็นอนันต์ ทำให้อัจฉริยะลูกหนังชาวคาตาลันผู้นี้มักจะเป็นผู้ชนะอยู่เสมอ และมักจะนำหน้าคู่ต่อสู้อยู่ 1-2 ก้าวเสมอ 

 

เพียงแต่สิ่งที่คนจำนวนไม่น้อยสงสัยในความเก่งกาจของเขาคือการที่เป๊ป ถูกค่อนขอดว่าความสำเร็จในการคุมทีมของเขาเกิดจากการที่ทุกสโมสรที่เขาทำงานด้วยไม่ว่าจะเป็น บาร์เซโลนา, บาเยิร์น มิวนิก หรือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ล้วนเป็นทีมชั้นนำของโลก มีพื้นฐานที่ดีมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และมีเงินทุนมหาศาลให้ใช้จ่าย

 

ตรงนี้แม้มันจะชวนให้รู้สึก ‘เอ๊ะ’ บ้างแต่ว่าผมก็พอเข้าใจนะครับเพราะทุกคนล้วนแต่มีเงื่อนไขในการทำงานที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะชอบคุมทีมเล็ก บางคนอาจจะชอบคุมทีมที่มีแพสชันนำหน้าธุรกิจ และคนแบบเป๊ปที่ชอบคุมทีมใหญ่ที่องค์ประกอบพร้อมก็มีอยู่

 

เปรียบไปแล้วก็เหมือนคนเก่ง บางทีสิ่งที่เขามองหาคือความสมบูรณ์แบบและเพื่อจะทำสิ่งนั้นให้สำเร็จก็จำเป็นจะต้องอยู่กับที่ทำงานที่มีศักยภาพจะนำเขาไปสู่เป้าหมายได้ด้วย

 

ทีนี้เรื่องต่อมาที่ทุกคนตั้งข้อสงสัยในตัวเป๊ปคือเรื่องของหัวจิตหัวใจ ด้วยความที่เป็นกุนซือจอมอินดี้คนหนึ่ง เมื่อทำงานมาถึงจุดหนึ่งแล้วเขามักถอดใจไปเสียดื้อๆ ไม่ว่าจะเพราะอิ่มตัวหรือเบื่อหน่ายที่จะต้องสู้รบปรบมือกับคนอื่นก็ตาม

 

นั่นทำให้เขาไม่อยู่ที่ไหนได้นานเกินกว่า 4 ปีไม่ว่าจะที่บาร์เซโลนา หรือบาเยิร์น มิวนิก

 

ความจริงผมเองก็คิดนะครับว่าเป๊ปไม่น่าจะอยู่กับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ได้นาน แม้ว่าเขาจะทำภารกิจที่ได้รับมอบหมายมาในการนำทีมเรือใบสีฟ้าครองโลกลูกหนังไม่สำเร็จก็ตาม เพราะความเจ็บปวดจากการพลาดหวังในแชมเปียนส์ลีก ที่เขาไม่เคยนำทีมได้แชมป์อีกเลยนับตั้งแต่นำบาร์ซาคว้าแชมป์ใบใหญ่ของยุโรปครั้งสุดท้ายในปี 2011 มันดูยากจะทำใจยอมรับ

 

ก่อนหน้าฤดูกาล 2019-20 จะเริ่มต้นขึ้นผมเชื่อว่าหากเป๊ปไม่สามารถพิชิตโทรฟี่ ‘Big Ears’ ได้ แต่ยังนำทีมป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีกได้เป็นสมัยที่ 3 บางทีเขาอาจจะตัดใจ ซึ่งก็มีกระแสข่าวให้ชวนคิดอยู่เช่นกัน

 

อย่างไรก็ดี จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ จากการที่ทีมของเขาพ่ายขาดลอยต่อลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ และจากการที่ซิตี้ถูกลงโทษแบนจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (UEFA) ไม่ให้ลงแข่งขันในแชมเปียนส์ลีกเป็นเวลา 2 ฤดูกาล – ซึ่งเรื่องอยู่ในระหว่างการอุทธรณ์กับอนุญาโตตุลาการกีฬา (CAS) ที่คาดว่าผลจะออกมาในช่วงกลางเดือนนี้ – มันเป็นการขีดเส้นชะตาใหม่ของเป๊ปไปด้วยในตัวไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม

 

เขายังเหลือสัญญากับทีมอีกจนถึงสิ้นสุดฤดูกาลหน้าครับ และดูเหมือนเราจะได้เห็นเป๊ปเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ที่เขาไม่เคยทำในสถานการณ์ที่ไม่เคยเจอมาก่อน

 

ความท้าทายในการกลับมาเอาชนะเจอร์เกน คล็อปป์ และลิเวอร์พูลให้ได้อีกครั้งนั้นเรื่องหนึ่ง

 

อีกหนึ่งเรื่องคือการสร้างทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ใหม่ (Rebuild) ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาไม่เคยทำมาก่อนในชีวิตการทำงานในฐานะโค้ชหรือผู้จัดการทีม

 

เพราะอย่างที่บอกครับ เป๊ปอยู่ทีมไหนได้ไม่นานเขาจึงไม่เคยได้สร้างทีมชุดใหม่ที่เกิดจากความล้มเหลวของทีมชุดเดิม

 

เรื่องนี้สำคัญนะครับ และเป็นหนึ่งในสิ่งที่จะสามารถพิสูจน์ความสามารถของคนเป็นผู้จัดการทีมได้ดี โดยคนที่เก่งกาจในเรื่องนี้ที่สุดที่ผมเคยเห็นมาคือเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ผู้ที่สามารถนำแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พิชิตแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ถึง 13 สมัยจากระยะเวลาในการทำงาน 26 ปี

 

ระยะเวลาดังกล่าวเฟอร์กีสามารถสร้างทีม ‘ปีศาจแดง’ ขึ้นมาหลายต่อหลายชุดที่จะสามารถไล่ล่าความสำเร็จได้อย่างเป็นกอบเป็นกำโดยไม่รู้เหน็ดรู้เหนื่อย

 

การสร้างทีมชุดใหม่ของเป๊ป ภายใต้เงื่อนไขของโลกยุคหลังโควิด-19 และบทลงโทษของ UEFA จึงเป็นหนึ่งในสิ่งที่ผมเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่น่าติดตามมากที่สุดของฟุตบอลในฤดูกาลหน้าครับ

 

โดยที่ไม่ว่าผลการแข่งขันในเกมคืนนี้ที่สนามเอติฮัด สเตเดียม ซึ่งพวกเขาจะต้องตั้งแถวเกียรติยศ Guard of Honour ปรบมือให้แก่แชมป์ใหม่อย่างลิเวอร์พูลจะเป็นหนึ่งในภาพสะท้อนของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในฤดูกาลหน้า

 

ที่บอกเช่นนี้เพราะผมเชื่อว่าลิเวอร์พูล จะมีความเปลี่ยนแปลงน้อยมากครับ ด้วยสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อรายได้ของสโมสรทำให้สโมสรเกิดข้อจำกัดทางการเงิน และนั่นหมายถึงการที่คล็อปป์มีทางเลือกเดียวคือการรักษาทีมที่มีอยู่ให้ดีที่สุด และหาวิธีปลุกเร้าเพื่อทำให้ทีมพร้อมสำหรับความท้าทายใหม่ในการป้องกันแชมป์ เพราะ ‘สิ่งที่ได้ยากกว่าการได้มาคือการรักษาไว้’

 

เมื่อลิเวอร์พูลไม่เปลี่ยน นั่นหมายถึงซิตี้จะได้รู้ว่าจริงๆ แล้วพวกเขาห่างจากทีมคู่แข่งแค่ไหน

 

ระยะห่างของคะแนนที่ตอนนี้ไกลกันถึง 23 คะแนนนั้นเป็นภาพสะท้อนจริงๆ ของสิ่งที่เป็นอยู่หรือไม่ และผมเชื่อว่าเป๊ปจะสามารถมองเห็นจุดบกพร่องของทีมได้ชัดเจนขึ้นจากเกมนัดนี้

 

โดยเฉพาะในเกมรับที่เป็นจุดสลบของทีมมาตลอดทั้งฤดูกาล นอกเหนือจากความผิดพลาดที่เกิดขึ้นตลอดทั้งฤดูกาลจนซิตี้พลาดท่าเสียทีคู่แข่งเป็นประจำ (เช่น ในเกมกับวูล์ฟส์ หรือล่าสุดกับเชลซี)​ จำนวนประตูที่พวกเขาเสียในฤดูกาลนี้ยังมากกว่าเดิมถึง 10 ประตู ทั้งๆ ที่ยังเหลือเกมอีก 7 นัดก่อนจะจบฤดูกาล

 

มีการวิเคราะห์กันครับว่าหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ซิตี้ต้องอยู่ในสภาพนี้คือ การที่พวกเขาสูญเสีย ‘ผู้นำ’ ในเกมรับอย่าง แว็งซองต์ กอมปานี อดีตกัปตันทีมไป

 

กอมปานีอาจจะเป็นผู้เล่นที่มีปัญหาสภาพร่างกายเปราะบาง ได้ลงเล่นน้อยกว่าการพักอยู่ข้างสนาม แต่ในทีมแล้วนอกจากจะสวมปลอกแขนกัปตันทีมแล้ว กอมปานียังเป็น Leader และ Winner 

 

นักฟุตบอลแบบนี้มีค่าต่อทีมอย่างมากครับ เพราะจะเป็นคนที่ไม่ว่าจะลงสนามหรือไม่ก็จะมีส่วนในการผลักดันทีมให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้

 

เมื่อทีมเสีย ‘ผู้นำ’​ และ ‘ผู้ชนะ’​ อย่างกอมปานีไป ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะหาใครมาทดแทน ยิ่งเมื่อโชคร้ายในช่วงต้นฤดูกาลที่อายเมอริค ลาปอร์ต เกิดบาดเจ็บหนักจนต้องพักการเล่นเป็นระยะเวลาเกือบตลอดฤดูกาล ทำให้ทีมต้องปรับหมากด้วยการถอยแฟร์นันดินโญมารับหน้าที่แทน

 

ถึงจะเป็นกองกลางที่เก่งมากพอที่จะเล่นกองหลังตัวกลางได้ แต่ดาวเตะชาวบราซิลก็ไม่ใช่กองหลังธรรมชาติ และอายุอานามก็มากแล้ว ขณะที่ตัวอื่นอย่าง จอห์น สโตนส์ และนิโคลัส โอตาเมนดิ เองก็ไม่สามารถฝากผีฝากไข้ได้

 

ดังนั้น เชื่อว่าเราคงได้เห็นการแก้ไขปัญหาในจุดนี้เป็นลำดับแรก เพราะถึงจะเป็นทีมที่เล่นด้วยบอลคอนโทรล แต่เกมรับที่เปราะบางเกินไปทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่สร้างมาพังทลาย

 

ถ้าได้กองหลังใหม่ แฟร์นันดินโญจะขยับขึ้นไปยืนตรงกลางสนามได้ และจะทำให้ซิตี้แข็งแกร่งเหมือนเก่า โดยที่มีโรดรีคอยศึกษาดูงานไปพลางๆ อีกฤดูกาล

 

อย่างไรก็ดี แนวรับไม่ใช่ปัญหาเดียวครับ เพราะเป๊ปจะต้องเจอกับช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านที่สำคัญ เมื่อแกนหลักของสโมสรอย่างดาบิด ซิลบา กำลังจะไปจากทีมหลังจบฤดูกาลนี้ ขณะที่เซร์คิโอ อเกวโร ก็โรยราลงไปทุกที

 

ไม่นับเรื่องของการสร้างแรงจูงใจให้ทีมใหม่

 

และสำคัญกว่านั้นคือการสร้างแรงจูงใจใหม่ให้กับตัวของเป๊ปเอง

 

นั่นเป็นภาพของสิ่งที่เป๊ปกำลังจะต้องเผชิญในฤดูกาลหน้าครับ กับสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำทั้งการสร้างทีมขึ้นใหม่ และอีกสิ่งหนึ่งคือการเป็นฝ่าย​ ‘ไล่ตาม’ คู่แข่งอย่างคล็อปป์บ้าง

 

น่าสนใจดีนะครับว่าเป๊ปจะทำได้หรือไม่ เพราะถ้าทำได้บางทีนั่นอาจเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของตัวเขาเอง

 

กับการชนะตัวเอง 🙂

 

 

 

 

พิสูจน์อักษร: ลักษณ์นารา พักตร์เพียงจันทร์

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories