แนวคิดการจัดตั้ง ‘คณะรัฐมนตรีเงา’ (ครม. เงา) ของพรรคประชาชนถูกนำเสนอครั้งแรกโดยหัวหน้าพรรค ในที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค โดยต่อมา วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ชี้แจงรายละเอียดแนวคิดเพิ่มเติมว่า เป็นความตั้งใจของพรรคที่จะมีกลไกเป็นหัวหอกทำหน้าที่ทั้งตรวจสอบรัฐบาล และเสนอสิ่งที่ดีกว่าให้ประชาชนเห็น
ประเด็นสำคัญ
ครม. เงา แบ่ง 4 คลัสเตอร์ ตรวจสอบ-เสนอแนะรัฐบาล
วีระยุทธกล่าวว่า ครม. เงา ของเราจะมีการประชุมเป็นรายสัปดาห์ และอยากให้ประชาชนรู้สึกว่า ประเทศไทยดีกว่านี้ได้ ไม่อยากให้คนหมดความคาดหวังกับการเมืองและเศรษฐกิจไทย อยากเสนอว่าหากเราเป็นรัฐบาล เราจะนำเสนอสิ่งที่ดีกว่าสำหรับประเทศไทยอย่างไรในรายสัปดาห์
โดย ครม. เงาจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านความมั่นคง, เศรษฐกิจ, คุณภาพชีวิต และการปฏิรูปรัฐและกฎหมาย ไปพร้อมกัน
เขาย้ำว่าจะเป็นการทํางานที่เชื่อมทุกองคาพยพของพรรค ตั้งแต่คนในพรรค ประธานกรรมาธิการ สส. และงานพื้นที่ เครือข่าย ซึ่งจะลงไปให้เห็นเลยว่า ในแต่ละพื้นที่ ถ้ามีนโยบายที่ดีกว่านี้ จะแก้ปัญหาระดับพื้นที่ได้อย่างไร สส. จะขับเคลื่อนได้อย่างไร
สำหรับจำนวนและวิธีการคัดเลือก ครม. เงา นั้น วีระยุทธมองว่า การทํางานโครงสร้างรัฐไทยที่เป็นอยู่นั้น การแบ่ง 4 ด้าน จะเป็นประโยชน์มากกว่าแยกรายกระทรวง การทํางานเป็นการเชื่อมโยง สส. และแกนนําพรรค ไม่ได้กําหนดตายตัว
พร้อมยกตัวอย่างบางเรื่องที่สำคัญแต่ถูกทอดทิ้ง เช่น SMEs เราจะตั้งทีม ครม. เงา ที่ดูแลเรื่อง SMEs โดยเฉพาะ เราจะแบ่งทีมให้สอดคล้องกับการทํางานในปัจจุบัน เพราะการแยกเป็นรายกระทรวงอาจทำให้บางเรื่องถูกทิ้งหรือรวมไปโดยไม่จำเป็น จึงจะแยกเป็น 4 โครงใหญ่ และมีทีมย่อยลงไป
ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส. แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสริมว่า สำหรับ ครม. เงาของพรรคประชาชน จะมีการแถลงครั้งแรกเพื่อลงรายละเอียดภายในสิ้นเดือนเมษายนนี้
รัฐบาลสีน้ำเงิน ดูเข้มแข็ง แต่ ‘เปราะ’ ข้างใน
ณัฐพงษ์ยังได้ประเมินรัฐบาลของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ว่าจะอยู่ครบเทอม 4 ปี หรือไม่ รวมถึงอะไรจะเป็นกับดักที่ทำให้รัฐบาลนี้จนมุมได้ โดยระบุว่า ถ้ามองจากภายนอกเหมือนรัฐบาลเข้มแข็ง มีเสถียรภาพหลายด้าน หลายคนวิเคราะห์ว่าอาจมีอิทธิพลที่เกี่ยวข้องกับ สว.หรือองค์กรอิสระ แต่มองในอีกมุมหนึ่งภายใต้ความแข็งตรงนั้น ภายในก็เปราะบาง
เขาชี้ว่า สิ่งที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้มีความเปราะบางคือ ทุกๆ กลุ่มก้อนอำนาจที่ยึดโยงอยู่ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นมุ้งใหญ่จากพรรคอื่นๆ ที่ดูดเข้ามาอยู่ในพรรคภูมิใจไทย รวมถึงการใช้อำนาจโดยมิชอบขององค์กรอิสระ และกลุ่มทุนนายทุนที่สนับสนุน หรือข้าราชการที่ได้รับประโยชน์อิงแอบจากรัฐบาลสีน้ำเงิน ซึ่งทุกคนล้วนโยงใยกัน โดยผลประโยชน์เราจะเห็นได้ชัดว่าจากวิกฤตน้ำมันที่เกิดขึ้นจะเป็นอีกหนึ่งวิกฤติที่ทำให้รัฐบาลชุดนี้แสดงความปรางออกมา และถึงแม้ว่าจะมีรัฐมนตรีที่เป็นสายเทคโนแครต แต่บางประเด็นก็ไม่ได้กล้าออกมาวิพากษ์วิจารณ์ อย่างเช่นกรณีแลนด์บริดจ์
“เพราะฉะนั้นเชื่อว่าความเปราะบางภายในของรัฐบาลที่ยึดโยงกันด้วยกลุ่มผลประโยชน์ตรงนี้ วิกฤตต่อไปในอนาคต ในทุกวิกฤติจะทำให้รัฐบาลที่ดูเหมือนจะเข้มแข็ง แต่สุดท้ายก็จะมีความเปราะบางภายในตัวเอง ซึ่งเป็นหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านและพรรคประชาชนที่จะทำให้ประชาชนเห็นว่า ภายใต้รัฐบาลแบบนี้จะยิ่งทำให้สังคมไทยเปราะบาง และรัฐบาลเองก็จะอยู่ไม่ได้” ณัฐพงษ์ระบุ
ครม. เงา ครั้งที่ 3 ของไทย
สำหรับแนวคิด ครม. เงา หรือ Shadow Cabinet คือกลไกการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลโดยพรรคฝ่ายค้าน ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากระบบรัฐสภาแบบเวสต์มินสเตอร์ (Westminster System) ของสหราชอาณาจักร
แนวคิดนี้เปรียบเสมือนการจัดตั้งรัฐบาลจากสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขึ้นมาคู่ขนานกับรัฐบาลจริง โดยพรรคฝ่ายค้านหลักจะแต่งตั้ง สส. ระดับแกนนำของพรรคขึ้นมาสวมบทบาทเป็น ‘รัฐมนตรีเงา’ ประจำกระทรวงต่างๆ ให้มีจำนวนและตำแหน่งล้อไปกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของรัฐบาลจริงแบบตัวต่อตัว
ในประเทศไทย พรรคประชาธิปัตย์เคยประกาศจัดตั้ง ครม.เงา อย่างเป็นทางการมาแล้ว 2 ครั้ง ในช่วงปี 2551 รัฐบาล สมัคร สุนทรเวช และ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ และปี 2554 ในรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านฯ ในขณะนั้น เป็น ‘นายกรัฐมนตรีเงา’ ทำให้ในอนาคตการจัดตั้ง ‘ครม. เงา’ ของพรรคประชาชนจะเป็นครั้งที่ 3 ของการเมืองไทย


