ระหว่างที่รัฐสภาไทยให้การต้อนรับ พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย ประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา สส. จากพรรคประชาชน ได้แสดงออกถึงการต่อต้านอย่างรุนแรง โดยให้เหตุผลว่าการให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติแก่ผู้นำที่ถูกเปิดเผยว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและถูกออกหมายจับจากศาลอาญาระหว่างประเทศ ถือเป็นจุดตกต่ำของยุทธศาสตร์การทูตไทย
ประเด็นสำคัญ
จากหนังสือเรียกร้อง สู่เสียงตะโกน “For Humanity!”
- เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันนี้ (7 สิงหาคม) บริเวณโถงปลาอานนท์ อาคารรัฐสภา ระหว่างที่ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา มีกำหนดการให้การรับรอง พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่าย ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
- รศ.อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กทม. พรรคประชาชน ได้เดินทางไปรอสังเกตการณ์เพื่อเตรียมยื่นหนังสือเรียกร้องผ่านประธานวุฒิสภา
- เมื่อคณะของ พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายเดินทางมาถึงในเวลา 10.50 น. รศ.อนุสรณ์เปิดเผยว่า ไม่สามารถเข้าไปยื่นหนังสือได้ เนื่องจากถูกเจ้าหน้าที่สกัดกั้น จึงตัดสินใจใช้วิธีตะโกนข้อความ “For Peace! For Humanity! (เพื่อสันติภาพ! เพื่อมนุษยธรรม!)” อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงจุดยืน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรัฐสภาต้องเข้าควบคุมสถานการณ์และนำตัวออกจากพื้นที่ในทันที
ไม่เห็นด้วยรัฐบาล-รัฐสภาไทยมอบความชอบธรรมให้
- รศ.อนุสรณ์แถลงข่าวชี้แจงเหตุการณ์โดยระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อแสดงให้เห็นว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลและรัฐสภาจัดพิธีต้อนรับอย่างสมเกียรติบนพรมแดงให้แก่ พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่าย โดยมองว่า ประเทศเพื่อนบ้านสามารถสื่อสารเจรจากันได้ในระดับปกติโดยไม่จำเป็นต้องมอบความชอบธรรมทางการเมืองให้
- รศ.อนุสรณ์ระบุว่า พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายเป็นผู้นำที่ทำการรัฐประหาร จับกุม อองซานซูจี ฉีกกรอบความตกลงสันติภาพ 71 ข้อทิ้ง นำประเทศเข้าสู่สงครามกลางเมือง และจัดการเลือกตั้งที่ไม่ได้รับการยอมรับ นอกจากนี้ ยังปฏิเสธฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน แต่กลับใช้เวทีของประเทศไทยเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบการปกครองของตนเอง
- สำหรับเนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกที่เตรียมนำไปยื่นนั้น ประกอบด้วยข้อเสนอ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่
- การเรียกร้องให้รัฐบาลเมียนมายึดถือแนวทางสันติธรรมประชาธิปไตยตามสนธิสัญญาปางหลวง ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทำขึ้นเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2490 ระหว่าง พล.อ. อองซาน และตัวแทนกลุ่มชาติพันธุ์ เพื่อเป็นกรอบในการเปลี่ยนผ่านสู่สหพันธรัฐประชาธิปไตย
- ข้อเสนอให้รัฐบาลเมียนมาแก้ไขปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่มีต่อคนไทย โดยต้องกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนในการจัดการปัญหาการค้ายาเสพติด ปัญหากลุ่มมิจฉาชีพสแกมเมอร์ ปัญหาค้ามนุษย์ ผลกระทบจากการสู้รบตามแนวชายแดน การปล่อยสารพิษลงแม่น้ำ และปัญหามลพิษทางอากาศ
- รศ.อนุสรณ์นำเสนอข้อมูลสถานการณ์ในเมียนมาว่า ปัจจุบันมีประชาชนพลัดถิ่นภายในประเทศกว่า 4 ล้านคน เป็นผู้ลี้ภัยในต่างประเทศ 2 ล้านคน และประชาชนเกือบ 13 ล้านคนเผชิญภาวะขาดแคลนอาหารอย่างรุนแรง
- นอกจากนี้ นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นวันที่ประกาศแผน 100 วันในการเจรจาสันติภาพ กลับพบว่ามีการโจมตีทางอากาศถึง 762 ครั้ง หรือเฉลี่ยวันละ 7 ครั้ง มีการบังคับเกณฑ์ทหารที่ทำให้คนหนุ่มสาวต้องลี้ภัยออกนอกประเทศ ขณะที่ปัญหาอาชญากรรมทางไซเบอร์ยังคงมีฐานที่ตั้งในเมียนมาและดำเนินการโดยมีรัฐบาลทหารรู้เห็น
- รศ.อนุสรณ์ยังระบุถึงกรณีที่กองทัพไทยเพิกเฉยต่อเหตุการณ์ที่เครื่องบินรบเมียนมารุกล้ำเขตน่านฟ้าไทย ซึ่งก่อให้เกิดความสูญเสีย
ในด้านการกำหนดท่าทีของประเทศไทย
เสนอบทบาทไทยเป็นตัวกลางสร้างเวทีสันติภาพ
- รศ.อนุสรณ์เสนอว่า ประเทศไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องรับผลกระทบ ควรติดต่อสื่อสารกับทุกกลุ่มอำนาจในเมียนมา รวมถึงรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) โดยประเทศไทยควรแสดงบทบาทเป็นตัวกลางสร้างเวทีเจรจาสันติภาพ คล้ายกับบทบาทของประเทศไทยในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่เคยเป็นตัวกลางในการเจรจาสร้างสันติภาพในประเทศกัมพูชา
สำหรับการดำเนินการในระยะต่อไป
- รศ.อนุสรณ์ระบุว่าจะมีการตั้งกระทู้ถามรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนและการฟื้นฟูสันติภาพในเมียนมา
เตรียมหารือประธานรัฐสภา ขอเข้าพบ ‘อองซานซูจี’
- รวมถึงมีแผนที่จะขอเข้าพบ โสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาเพื่อหารือเกี่ยวกับการใช้บทบาททางการทูตของรัฐสภา และความเป็นไปได้ในการเริ่มต้นกระบวนการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนด้วยการขอเข้าเยี่ยมนักโทษทางการเมืองในเมียนมา เช่น อองซานซูจี
- ส่วนกรณีที่ประธานวุฒิสภาระบุว่า พล.อ. อาวุโส มินอ่องหล่ายไม่ได้ติดใจกับเหตุการณ์ตะโกนเรียกร้อง รศ.อนุสรณ์ระบุว่า หากเป็นความตั้งใจจริง ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี แต่ผลจากการกระทำของรัฐบาลเมียนมาในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมระหว่างประเทศต่อไป


