ราคาน้ำมันร่วงต่อเนื่อง รับความหวังสันติภาพ-เปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่การฟื้นตัวของการขนส่งยังต้องใช้เวลาอีกนาน
ประเด็นสำคัญ
ราคาน้ำมันโลกยังคงปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความคาดหวังของตลาดต่อความคืบหน้าด้านสันติภาพ และความเป็นไปได้ในการกลับมาเปิดใช้เส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง
โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ร่วงลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม ภายหลังมีการลงนามในข้อตกลงกรอบเพื่อยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า การปรับลดลงของราคาน้ำมันในครั้งนี้ยังสะท้อนเพียงความเชื่อมั่นของตลาด มากกว่าปัจจัยพื้นฐานที่เปลี่ยนแปลงไปจริง
ดีลสันติภาพอาจปฏิบัติได้จริงยาก
วานดานา ฮารี ผู้ก่อตั้งบริษัทวิเคราะห์ตลาดน้ำมัน Vanda Insights ในสิงคโปร์ ระบุว่า แม้การประกาศบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะช่วยคลายความกังวลของตลาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ความท้าทายสำคัญยังอยู่ที่การนำข้อตกลงไปสู่การปฏิบัติจริง
“ส่วนที่ยากที่สุดคือการทำตามคำมั่นสัญญา ซึ่งยังมาไม่ถึง” ฮารี กล่าวกับสำนักข่าวอัลจาซีรา
ฮารี ระบุอีกว่า การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบในขณะนี้ เป็นผลมาจากความคาดหวังของตลาดเป็นหลัก
โดยนักลงทุนกำลังประเมินสถานการณ์ในกรณีที่ดีที่สุด (Best-case Scenario) ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้งานได้ตามปกติ
อย่างไรก็ดี ตลาดอาจยังประเมินความเสี่ยงต่ำเกินไป เนื่องจากยังมีปัจจัยที่อาจเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัว ทั้งด้านโลจิสติกส์และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่อาจกลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง
ตลอดช่วงที่ผ่านมา การสัญจรทางทะเลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ระหว่างอิหร่านและโอมาน ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จากภัยคุกคามด้านความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นขีปนาวุธ โดรน และทุ่นระเบิดทางทะเล ส่งผลให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันในตลาดโลกหายไปราว 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน
แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า การฟื้นฟู แหล่งพลังงานโลกให้กลับสู่ภาวะปกติ อาจต้องใช้เวลานานหลายเดือน
โดยขณะนี้มีเรือสินค้ามากกว่า 500 ลำ รอเดินทางออกจากอ่าวเปอร์เซียเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กระบวนการตรวจสอบความปลอดภัยของเส้นทางเดินเรือ และการกวาดล้างทุ่นระเบิดทางทะเล คาดว่าจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยหลายสัปดาห์
ด้านสตีเฟน คอตตอน เลขาธิการสหพันธ์แรงงานขนส่งระหว่างประเทศ (ITF) ระบุว่า พิธีลงนามข้อตกลงที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จะเป็นเพียง ‘จุดเริ่มต้น’ของกระบวนการนำระบบการขนส่งกลับคืนสู่ภาวะปกติ
“ปัญหาเรือที่ตกค้างอยู่ในระบบ รวมถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายลูกเรือและจัดสรรเวลาพักผ่อนที่เหมาะสม หมายความว่าการกลับสู่รูปแบบการขนส่งทางเรืออย่างเต็มรูปแบบ จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ หรืออาจยาวนานถึงหลายเดือน” คอตตอนกล่าว
ชี้ ’Stock Loss’ มาเร็วกว่าคาด จ่อกระทบโรงกลั่นไตรมาส 2
รายงานข่าวจากธุรกิจโรงกลั่นไทย ระบุว่า ราคาน้ำมันดิบดิ่งกว่า 28% ในเวลาไม่ถึงเดือน บีบโรงกลั่นแบกรับขาดทุนสต็อก ท่ามกลางข้อจำกัดด้านราคาที่กดดันความสามารถในการรับมือความเสี่ยงของธุรกิจพลังงานไทย ซึ่งจะพิสูจน์กลไก ‘Stock Loss’ มาเร็วกว่าคาด และเสี่ยงกระทบโรงกลั่นไตรมาส 2
ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทยปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในครั้งนี้ กำลังส่งผลกระทบครั้งใหญ่ต่อกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึงธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่นที่ต้องเผชิญกับภาวะกำไรและขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Gain & Stock Loss) อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102-105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน (ลดลงกว่า 28%) ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
ส่งผลให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งต้องบันทึกผลขาดทุนจากการประเมินมูลค่าสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ทันทีในงบการเงินไตรมาสที่ 2 ของปีนี้
“สถานการณ์ในไตรมาส 2 นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับมีนโยบายควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง”
โดยการจำกัดเพดานกำไรในช่วงขาขึ้นของธุรกิจการกลั่นเช่นนี้ ส่งผลเชิงลบทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้าง Financial Buffer ได้เต็มที่ตามกลไกตลาดปกติ และยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งผลลบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์การลงทุนในธุรกิจโรงกลั่นไทยในสายตาของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศในระยะยาวอีกด้วย
เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายนกลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คิด
เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมากช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที
“เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง”
ทั้งนี้ ปรากฏการณ์ดังกล่าวเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงทางธุรกิจว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่สามารถกำหนดกำไรหรือราคาได้ แต่ต้องกลั่นและขายภายใต้กลไกราคาตลาดโลกอย่างแท้จริง ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบขาขึ้น
“โรงกลั่นอาจจะมีกำไรจากสต็อก (Stock Gain) ทางบัญชีเข้ามาเสริม ซึ่งมักจะถูกสังคมและภาครัฐเพ่งเล็ง แต่ในทางกลับกันเมื่อราคาน้ำมันดิบปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วเช่นในปัจจุบัน โรงกลั่นก็ต้องเป็นผู้แบกรับความเสี่ยงและผลขาดทุน (Stock Loss) คืนกลับไปด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นกลไกปกติของธุรกิจพลังงาน”
ภาพ : DIA TV/ Shutterstock
อ้างอิง

