×
Menu
200934

สำรวจ นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ ในฐานะ ‘กล้าไม้’ ที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรง

16.02.2019
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

8 MINS READ
  • นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ กำลังมีผลงานภาพยนตร์โรแมนติก-คอเมดี้ Friend Zone ระวัง..สิ้นสุดทางเพื่อน เขารับบท ‘ปาล์ม’ เพื่อนสนิทที่ติดกับดักความสัมพันธ์ที่ข้ามไปเกินกว่าเพื่อนไม่ได้เสียที ส่วนในชีวิตจริง ถึงแม้จะมีเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย แต่นายกลับไม่เคยผ่านประสบการณ์ ‘เฟรนด์โซน’ เพื่อนคิดเกินเพื่อนมาก่อนเลย
  • นายมองว่าในวัย 22 ถึงแม้เขาจะยังไม่คิดโฟกัสที่ความรักแบบหนุ่มสาว แต่ความรักไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องผู้หญิงอย่างเดียว แต่ความรักยังหมายถึง รักการหน้าที่การงาน เพื่อน หรือครอบครัว ฯลฯ
  • “ผมรู้สึกว่าผมมีความรัก แต่ผมมีความรักในหน้าที่การงาน มีความรักให้กับเพื่อน มีความรักให้กับครอบครัว ผมรู้สึกว่าความรักมันไม่จำเป็นต้องมีคู่หรืออะไรเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่เราทำแล้วเรารู้สึกแฮปปี้”
  • “ผมปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เคยปิดกั้นหรืออะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปคิดว่าเราต้องเจอคนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราต้องได้คนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราจะครอบครองใคร บางครั้งผมอาจจะเจอคู่ของผมอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นเพื่อนผมอยู่ตอนนี้ก็ได้ บอกไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่าเราต้องมีแฟน ไม่มีไม่ได้ เราจะตาย”
  • “แม่ให้ผมทุกอย่างเต็มที่มาก แล้วก็รู้สึกดีที่ตอนเด็กลำบากมากๆ เพราะมันเป็นแรงผลักดันที่ดีมากในชีวิตผม ที่สามารถทำให้ผมตั้งใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเห็นคุณค่าของทุกงานที่ผมทำ รู้ว่าแต่ละบาทที่ได้มามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมเห็นว่าโอกาสแต่ละอย่างมันสำคัญมากแค่ไหน ทุกอย่างมันทำให้ผมเก็บมาเป็นแรงผลักดันให้ผมทำงานเต็มที่ แล้วก็เป็นคนเต็มที่ในทุกเรื่อง”
  • “สิ่งที่ผมเป็น ผมรู้สึกว่าผมแค่ให้เกียรติคน ให้เกียรติสถานที่ ให้เกียรติทุกอย่างที่เข้ามาอยู่กับผม การให้เกียรติผู้ร่วมงาน ให้เกียรติสิ่งของที่เราใช้ ให้เกียรติเสื้อผ้าที่เราใส่ในการทำงาน ซึ่งการให้เกียรติมันสำคัญมากเลยนะ แต่ว่าในชีวิตประจำวันผมว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์หรอก ผมก็มีมุมแย่ๆ ของผม ผมก็มีอะไรที่ตลกๆ เรื่องที่คนอื่นไม่คิดว่าจะทำ คือเวลาอยู่กับเพื่อนผมก็เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน”

ถ้ามองเพียงภาพฉาบฉวย นาย-ณภัทร เสียงสมบุญ ที่กำลังมีผลงานภาพยนตร์ไทย โรแมนติก-คอมมาดี้ Friend Zone .. ระวัง สิ้นสุดทางเพื่อน ก็คืออีกหนุ่มหน้าตาดีวัย อายุ 22 ทายาทนักแสดงหญิง ที่วันหนึ่งก้าวเข้ามาสู่สายงานบันเทิงตามรอยผู้เป็นแม่ ซึ่งถ้าจะเรียกมันว่าเป็นสูตรสำเร็จของทายาทคนบันเทิงที่เรามักเห็นกันอยู่บ่อยๆ คงไม่ผิด

 

แต่ความจริงแล้วไม่ว่าลูกไม้จะหล่น ‘ไกลต้น’ หรือ ‘ใกล้ต้น’ นั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะสิ่งที่เรามองเห็นว่าสำคัญกว่าคือ วิธีการเพาะบ่มลูกไม้ผลนั้นให้เติบโตอย่างมีคุณภาพเมื่อร่วงหล่นลงดิน

 

วันนี้หลังจากเติบโตเป็นกล้าไม้ที่กำลังผลิใบ ออกดอก และออกผล THE STANDARD POP นั่งลงพูดคุยกับนาย ณภัทร แล้วก็พบว่า “ทัศนคติ” ทั้งในแง่การใช้ชีวิตและวิธีการทำงานของเขานั้นโดดเด่นจนทำให้เชื่อได้ว่า อนาคตในวงการบันเทิงของเขานั้นจะทอดยาวไปได้อีกไกล

 

นายได้ค้นพบในสิ่งที่รัก และจริงจังในสิ่งที่ทำ ขณะเดียวกันก็รู้จักที่จะเผื่อแผ่ผลของความสำเร็จไปถึงผู้อื่นทั้งที่เพิ่งอยู่ในวัยเริ่มต้นของชีวิต และตรงนี้นี่เองที่ทำให้เรามองข้ามรูปลักษณ์อันเปราะบาง ฉาบฉวย แล้วพยายามคุยกับเขาให้ลึกขึ้นว่าแท้จริงแล้วเขาเติบโตขึ้นจากพื้นดิน รับน้ำ รับแดด และแร่ธาตุแบบไหน ‘ราก’ ของเขาจึงได้แข็งแรงขนาดนี้

 

 

ผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันต้องสนุก ถ้าเอ็นเตอร์เทนอะไรได้มันก็ดี การเป็นคนดี ในมุมมองของผมบางครั้งมันก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อนะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันต้องอยู่บนความพอดี

 

ไดอะล็อก ‘เพื่อนพ่อมึงดิ’ ถูกเอามาทำเป็นไวรัลเยอะมาก ตั้งแต่ Friend Zone ปล่อยตัวอย่างแรกออกมา ปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของหนัง

ใช่ครับ ผมรู้สึกดี เพราะมันเป็นประโยคที่อธิบายความรู้สึกของตัวละคร ณ ตอนนั้นได้ชัดที่สุด แล้วมันเป็นหนึ่งในซีนอารมณ์ที่สำคัญมากๆ ในภาพยนตร์ แต่เราก็ไม่คิดว่าคนจะชอบจนออกมาเป็นไวรัลขนาดนี้ (หัวเราะ) คือเราก็พูดอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งตอนที่พูดเรากำลังโมโห หงุดหงิดมาก แต่ก็ตลกที่หลายๆ ครั้งเวลาผมไปอ่านเจอ คนมักจะแปลกใจว่าผมพูดคำนี้ได้เหรอ ซึ่งผมว่ามันเป็นเรื่องปกติมากเลยนะ อย่างในชีวิตประจำวันเวลาอยู่กับเพื่อนที่สนิท ผมก็พูดเป็นปกติ แค่เวลาไปทำงานหรืออยู่กับคนร่วมงาน ผมก็จะให้เกียรติทุกคน ผมก็ไม่ได้ไปพูดคำพวกนี้

 

ตอนเห็นบทครั้งแรก คุณปิ๊งหนังเรื่องนี้ตรงไหน

ตอนที่ไปแคสติ้ง ผมอ่านบทสามตอนแรกในห้องแล้วรู้สึกว่าเป็นบทที่น่ารักมาก แล้วเราก็รู้สึกว่าบทนี้ต้องเป็นของเรา (หัวเราะ) รู้สึกอย่างนั้นเลยจริงๆ แล้วก็ตั้งใจมาก แล้วตอนรอผลลุ้นมากเลย แล้วตอนที่พี่หมู (ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับภาพยนตร์) โทรมาบอกว่าได้แล้ว ดีใจมาก เพราะว่าเราเคยร่วมงานกับ GDH มาแล้ว ครั้งนี้เป็นเรื่องยาว ยิ่งเป็นบทที่เรารู้สึกว่าเราอยากเล่นด้วย ก็ดีใจมากๆ เลยที่เราได้กลับมาทำงานกับ GDH อีกแล้ว ผมชอบวิธีการทำงาน ชอบผู้คนที่มาทำงาน บรรยากาศในกองก็น่ารักและสนุกมากเลย

 

นายมีประสบการณ์ Friend Zone เป็นของตัวเองด้วยหรือเปล่า  

ของผมไม่มีนะ แต่ว่าถ้าเราชอบใครสักคน มันจะต้องเริ่มจากคำว่าเพื่อนก่อนอยู่แล้ว คือผมมีเพื่อนสนิทที่เป็นผู้หญิงเยอะมาก แล้วก็มีอยู่ 2-3 คนที่เล่นกันเหมือนผู้ชายเลย ต่อยกัน แกล้งกัน หรือมีเหตุการณ์อะไรที่ตลกๆ รั่วๆ ด้วยกันเยอะมาก แล้วก็ได้เอามาใช้ในภาพยนตร์ด้วย ผมก็เล่าให้พี่หมูกับใบเฟิร์น (พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์) ฟังว่าเรามีเพื่อนอย่างนี้ มีประสบการณ์แบบนี้เหมือนกัน ซึ่งมันเป็นเรื่องธรรมดามาก เพราะใบเฟิร์นก็มี พี่หมูก็มี ทุกคนมีประสบการณ์เรื่องเพื่อนหมดเลย เพียงแต่เฟรนด์โซนของผมคือเฟรนด์โซนจริงๆ ไม่ได้คิดเกินเลยอะไร

 

ผมเคยผ่านช่วงชีวิตตอนที่เพื่อนผมอกหักรักคุดมาแล้ว แล้วอยู่ในช่วงที่แย่ที่สุด แบบหมดสภาพทุกอย่าง ก็เหมือนตัวละคร ‘กิ๊ง’ (รับบทโดย ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก) ในเรื่องนี้เหมือนกัน แล้วเราก็ไม่อยากเห็นเพื่อนเป็นแบบนี้ ความรู้สึกเดียวกัน เราพยายามหาวิธีปลอบ หาวิธีคุย พาออกไปเที่ยวเหมือนในหนังทุกอย่างเลย

 

งั้นลองจินตนาการหน่อยว่า ถ้าเราต้องไปอยู่ในสถานการณ์เดียวกับตัวละครในเรื่องจะทำอย่างไร

ผมก็ต้องชั่งน้ำหนักก่อน ระหว่างการพูดออกไปกับเก็บเอาไว้ อย่างไหนดีกว่า แล้วถ้าพูดออกไปแล้วมีผลกระทบ เราจะรู้สึกโอเคไหม แต่ถ้าในชีวิตจริงนะ หลังๆ ผมเป็นคนที่ไม่ค่อยจะโกหกต่อความรู้สึกตัวเอง มีอะไรอยากพูดก็พูดเลย แต่ก็จะคิด ชั่งน้ำหนักก่อนว่าพูดออกไปแล้วจะดีหรือไม่ดี

 

ผมมองว่าเป็นเรื่องดีนะ การที่คนคนหนึ่งหวังดีต่ออีกคนหนึ่ง มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แล้วพูดกัน ถ้าเป็นผม ผมจะยิ่งรู้สึกดี แล้วสมมติว่าถ้าเราจะปฏิเสธ แน่นอนว่ามันเป็นเพื่อนเรา เราก็ต้องมีวิธีการถนอมน้ำใจ อย่าพูดทำร้ายความรู้สึกกัน อย่างน้อยเราก็ยังอยากให้ต่างคนต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้กันอยู่เสมอ

 

คงเคยได้ยินที่เขาพูดกันว่า ‘ถ้าเพื่อนชอบเพื่อน ระวังจะเสียเพื่อน’  

ผมว่ามันอยู่ที่วิธีพูดมากกว่า เพื่อนกันยังไงถ้าชอบกันมันก็มีแต่ความรู้สึกดีๆ ให้กัน แล้วจากที่ตัวเองแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้มา ยังไงคนเราก็โกหกความรู้สึกหรือห้ามความรู้สึกตัวเองกันไม่ได้อยู่แล้ว

 

สุดท้ายผมมองว่าเป็นเรื่องดีนะ การที่คนคนหนึ่งหวังดีต่ออีกคนหนึ่ง มีความรู้สึกดีๆ ให้กัน แล้วพูดกัน ถ้าเป็นผม ผมจะยิ่งรู้สึกดี แล้วสมมติว่าถ้าเราจะปฏิเสธ แน่นอนว่ามันเป็นเพื่อนเรา เราก็ต้องมีวิธีการถนอมน้ำใจ อย่าพูดทำร้ายความรู้สึกกัน อย่างน้อยเราก็ยังอยากให้ต่างคนต่างมีความรู้สึกดีๆ ให้กันอยู่เสมอ

 

ที่ผ่านมามีหนังไทยพล็อตเกี่ยวกับเพื่อนชอบเพื่อนออกมาหลายเรื่องเหมือนกัน อย่าง เพื่อนสนิท, O-Negative รักออกแบบไม่ได้, รัก/สาม/เศร้า ฯลฯ จะว่าไปมันเป็นพล็อตที่ทำออกมากี่ครั้งคนก็พร้อมอิน คุณคิดว่าเป็นเพราะอะไร  

คือผมรู้สึกว่าเวลาหนังหรือคอนเทนต์ละครที่มันสามารถจะบ่งบอกประสบการณ์ชีวิตของคนจริงๆ ได้ แล้วคนที่เขาใช้ชีวิตจริงๆ เขารู้สึกได้ มันเป็นอะไรที่ทำให้เหมือนภาพยนตร์มันมีชีวิตชีวาขึ้น มันจะเข้าใจง่าย เก็ตความรู้สึกได้ง่าย เข้าถึงได้ง่ายกว่า อันนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ความสัมพันธ์เรื่องเพื่อนมันโดนใจทุกคน

 

คิดว่าตัวละคร ‘ปาล์ม’ ใน Friend Zone ต่างจาก ‘ไข่ย้อย’ ใน เพื่อนสนิท อย่างไรบ้าง

ก็ต่างเยอะนะ หน้าตาพี่ซันนี่ (ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์) ก็หล่อกว่า พี่ซันนี่เขาชนะกินขาดทุกอย่างเลย (หัวเราะ) ถ้าพูดจริงๆ คือไม่เหมือนกัน คนละแบบเลยครับ ไข่ย้อยก็โดนดากานดาทิ้ง แต่อันนี้ไม่ถึงกับโดนทิ้งเท่าไร ก็ต้องรอดู ผมบอกไม่ได้ว่าเหมือนกันยังไง แต่อยากให้ทุกคนไปดูเองในภาพยนตร์

 

ผมปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เคยปิดกั้นหรืออะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปคิดว่าเราต้องเจอคนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราต้องได้คนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราจะครอบครองใคร บางครั้งผมอาจจะเจอคู่ของผมอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นเพื่อนผมอยู่ตอนนี้ก็ได้ บอกไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่าเราต้องมีแฟน ไม่มีไม่ได้ เราจะตาย

 

เวลาเห็น นาย ณภัทร ให้สัมภาษณ์ มักจะบอกว่ายังไม่มีแฟยังไม่สนใจเรื่องความรัก ตรงนี้บอกอะไรเกี่ยวกับตัวคุณได้บ้าง

คือผมรู้สึกว่าผมมีความรัก แต่ผมมีความรักในหน้าที่การงาน มีความรักให้กับเพื่อน มีความรักให้กับครอบครัว ผมรู้สึกว่าความรักมันไม่จำเป็นต้องมีคู่หรืออะไรเท่านั้น มันเป็นสิ่งที่เราทำแล้วเรารู้สึกแฮปปี้

 

ผมอยากตื่นไปทำงานทุกวัน ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้เสร็จแล้วผมรู้สึกเหมือนอกหักจริงๆ นะ เพราะเราจะไม่ได้ทำในสิ่งที่เรารักแล้ว

 

ความรักมันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องผู้หญิงอย่างเดียว แต่ความรักเป็นสิ่งที่ดี ถ้ามันทำให้ชีวิตดีขึ้น มีความสุขขึ้น แฮปปี้ขึ้น แล้วมันก็เป็นธรรมชาติของชีวิตมนุษย์เราด้วย แต่ผมก็ปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่เคยปิดกั้นหรืออะไรทั้งนั้น ไม่ต้องไปคิดว่าเราต้องเจอคนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราต้องได้คนอย่างนี้ ไม่ต้องคิดว่าเราจะครอบครองใคร บางครั้งผมอาจจะเจอคู่ของผมอยู่แล้ว แต่อาจจะเป็นเพื่อนผมอยู่ตอนนี้ก็ได้ บอกไม่ได้เหมือนกัน แต่ผมไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ว่าเราต้องมีแฟน ไม่มีไม่ได้ เราจะตาย

 

คือชีวิตเราในทุกช่วงอายุ ผมรู้สึกว่ามันมีอะไรให้ทำ มันมีหน้าที่เต็มไปหมดเลย แล้วผมเป็นคนบ้างานมาก เราอยากเทใจให้งานในขณะที่เราทำได้ และเราก็ยังมีโปรเจกต์ที่อยากทำเพื่อสังคมอีกเต็มไปหมดเลย มันก็เป็นความรักอย่างหนึ่งที่เรามอบให้

 

เรารู้ว่าโอกาสมันสำคัญมากแค่ไหน บางคนเก่งแทบตายแต่ไม่มีโอกาสก็สามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ แล้วมาถึงวันนี้ พอผมทำงาน ผมมีรายได้ ผมก็อยากแบ่งปันให้เด็กอย่างผม ซึ่งมีอยู่อีกเยอะมากจริงๆ ฉะนั้นในเมื่อผมเคยได้โอกาสดีๆ ผมก็เลยอยากให้โอกาสนั้นกลับไปบ้าง

 

ไม่เคยมีแฟนมาก่อนเลยเหรอ

เฮ้ย ผมก็เป็นมนุษย์ธรรมดาที่เคยมีแฟน มีความรัก

  

ตอนนายมีความรักต่างจากตอนหัวใจยังว่างอย่างไรบ้าง

ไม่ต่างนะ ผมก็เป็นธรรมชาติของตัวเองนี่แหละ การที่เป็นตามธรรมชาติไม่เปลี่ยนตัวเอง ไม่เปลี่ยนคนคนหนึ่งจนเกินไป ผมว่าเป็นสิ่งที่ดีนะ ผมเชื่อว่าเวลาใช้ชีวิตหรือทำอะไรก็ตาม มากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี ทุกอย่างมันควรบาลานซ์กัน ยิ่งพอมีคนรัก เวลาของเธอ เวลาของฉัน และเวลาของเรา มันต้องพอดีกัน เพียงแต่ตอนนี้เราไม่ได้โฟกัสในเรื่องนี้ เราปล่อยให้เป็นไปตามธรรมะจัดสรร เพราะผมรู้สึกว่าถ้าจะเจอ เดี๋ยวถึงเวลาก็จะได้เจอคนที่ศีลเสมอกันเอง แล้วความจริงถ้าผมต้องอยู่คนเดียวทั้งชีวิต ผมก็อยู่ได้ เพียงแต่เราก็อยากให้มีคนมาดูแล มางอแงกันบ้างเป็นเรื่องปกติ

 

ในเมื่อไม่ค่อยสนใจเรื่องความรัก แล้วเวลาต้องแสดงบทหวานๆ บทโรแมนติก คุณไปเอาประสบการณ์จากไหนมาใช้ในการแสดง  

มันก็มีกับสิ่งที่ผมทำ ผมก็ไปถามเพื่อน ถามผู้ใหญ่ ถามจากใครก็ได้ให้เขาเล่าประสบการณ์ เพราะถ้าเราตั้งใจฟังเขาจริงๆ มันเป็นอะไรที่มีความสุขจากเรื่องเล่าของเขานะ ผมเป็นคนที่ได้รับฟังอะไรแล้วเห็นเป็นภาพ ฟังแล้วมันจะเกิดเป็นซีนอยู่ในหัว

 

แม่ (หมู-พิมพ์ผกา เสียงสมบุญ) ช่วยอะไรในเรื่องการแสดงบ้างไหม

เขาจะคอยบอกข้อผิดพลาดของผมเวลาผลงานออกมาแล้ว เทคนิคการแสดงเวลาเล่นแบบนี้แล้วเป็นยังไง หรือเวลาทำงานเสร็จ กลับบ้านไปแต่ละวัน เวลามีอะไรที่ไม่สบายใจ ผมก็จะแชร์ให้เขาฟัง เขาก็จะสอน จะแนะนำ เล่าประสบการณ์ที่เคยผ่านมาให้ฟัง เพราะเขาทำตรงนี้มา 30 กว่าปี แต่พอถึงเวลาออกกองจริงๆ เขาก็จะปล่อยให้เราทำงาน ไม่ได้ไปกับเราด้วย

 

รู้สึกว่าตอนแรกก็ไม่ได้ชอบการแสดงด้วย

ใช่ๆ คือผมเป็นคนขี้อาย แต่วันหนึ่งเรารู้สึกว่าโอกาสมันสำคัญมากเลยครับ แล้วในเมื่อได้โอกาสมา เราจะโยนโอกาสนี้ทิ้งไปเหรอ งั้นก็เลยลองทำดู

 

ผมเริ่มต้นจากการไม่อยากพลาดโอกาส แต่พอได้ลองทำดู ครั้งแรกเริ่มต้นจากงานโฆษณาชิ้นหนึ่ง แล้วพองานออกมา มันก็ตลกตัวเองมาก (หัวเราะ) ขณะเดียวกันผมก็รู้สึกว่าเรายังทำได้ดีกว่านี้ เราอยากพัฒนาตัวเองมากขึ้น มันก็เลยเกิดเป็นงานโฆษณาชิ้นต่อไป จนเมื่อเราแก้ไขข้อผิดพลาดได้ Yes! มันคือความรู้สึกดีที่เราแก้ไขตัวเองให้ดีขึ้นได้ ผมเป็นคนที่ทำอะไรแล้วจริงจัง บางครั้งตั้งใจมากเกินไปก็ไม่ดีด้วย ต้องลดความเครียดของตัวเองลงมาหน่อย

 

ถ้าอย่างนั้นตอนนี้เอาจริงเอาจังกับการแสดง กับงานในวงการบันเทิงขนาดไหน

เอาจริงสิ ผมจริงจัง คือตราบใดที่เราทำอะไรแล้วมีความสุข เรารู้สึกว่าอยากทำผลงานออกมา ผมมีแฟนคลับ มีคนที่รอดูผลงาน มันยิ่งทำให้เรามี Motivation ในการทำงานทุกวันเลย ผมรู้สึกว่ามันเป็นอาชีพที่มีเสน่ห์มาก แล้วที่ผมจริงจัง เพราะอาชีพนักแสดงทำให้ผมกับคุณแม่มีกินมีใช้ในทุกวันนี้  

 

แม่ให้ผมทุกอย่างเต็มที่มาก แล้วก็รู้สึกดีที่ตอนเด็กลำบากมากๆ เพราะมันเป็นแรงผลักดันที่ดีมากในชีวิตผม ที่สามารถทำให้ผมตั้งใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเห็นคุณค่าของทุกงานที่ผมทำ ผมรู้ว่าแต่ละบาทที่ได้มามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมเห็นว่าโอกาสแต่ละอย่างมันสำคัญมากแค่ไหน ทุกอย่างมันทำให้ผมเก็บมาเป็นแรงผลักดันให้ผมทำงานเต็มที่ แล้วก็เป็นคนเต็มที่ในทุกเรื่อง

 

การเรียนมาทางด้านดีไซน์มันช่วยในเรื่องการแสดงของเราบ้างไหม

ช่วยนะ ช่วยมากเลย ผมรู้สึกว่าการเห็น mood and tone ของทุกอย่างมันสำคัญมากเลย อย่างตอนทำงานดีไซน์ เราต้องคุมโทนงานทุกอย่าง ต้องเห็นภาพรวมในงานของเราให้ได้ แล้วพอเรามาทำงานแสดง เราก็ต้องคุมโทนตัวละครให้ได้ ผมว่าตรงส่วนนี้มันมีความคล้ายคลึงกันในหลายๆ ด้าน

 

จำได้ว่าตอนรับปริญญา (หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล) คุณเคยบอกว่า ถึงตอนนี้ทำงานในวงการบันเทิง แต่ก็จะไม่ทิ้งเรื่องงานดีไซน์ แสดงว่าชอบงานทั้งสองแบบ

ใช่ๆ เรารักทั้งคู่เลย เลือกไม่ได้ (หัวเราะ) คือตอนนี้งานดีไซน์ของผมอาจจะไม่ได้ออกมาทำงานจริงๆ ผมเลยตั้งใจว่าแต่ละปีเราจะเอางานดีไซน์ออกมาทำประโยชน์ให้กับสังคม หรือกับคนอื่นให้ได้อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งปีที่ผ่านมาผมทำไปสองอย่าง คือเรื่องกีฬากอล์ฟ กับทำปฏิทิน ‘นาย ณภัทร 2019’ เพื่อสมทบทุนการศึกษาให้กับโรงเรียนที่ขาดแคลน ส่วนของปีนี้ก็ต้องเริ่มคิดแล้ว แต่ยังคิดไม่ออกเลย ถ้าใครมีไอเดียอะไรก็เข้ามาคอมเมนต์ในอินสตาแกรม @naphat_nine ของผมได้นะครับ

 

ทำไมถึงสนใจอยากทำในเรื่องเหล่านี้ มีที่มาที่ไปไหม

เพราะว่าตอนเด็กๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองได้โอกาสมาเยอะมากเลย อย่างการเรียนของผม ตอนนั้นก็แทบไม่มีสตางค์จะจ่ายค่าเทอม แต่มีผู้ใหญ่มาช่วยในเรื่องค่าใช้จ่ายทางการศึกษา หรือแม้แต่ไม่มีเงินเล่นกีฬากอล์ฟ แต่เราใจรักจริงๆ ถึงจุดหนึ่งก็มีผู้ใหญ่เข้ามาช่วยอุปการะ ออกค่าอุปกรณ์ ออกค่าเรียน ออกค่าสนามให้

 

สิ่งเหล่านี้ทำให้เรารู้ว่าโอกาสมันสำคัญมากแค่ไหน บางคนเก่งแทบตายแต่ไม่มีโอกาสก็สามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้ แล้วมาถึงวันนี้ พอผมทำงาน ผมมีรายได้ ผมก็อยากแบ่งปันให้เด็กอย่างผม ซึ่งมีอยู่อีกเยอะมากจริงๆ ฉะนั้นในเมื่อผมเคยได้โอกาสดีๆ ผมก็เลยอยากให้โอกาสนั้นกลับไปบ้าง เหมือนตอนที่ผมเคยได้มา โดยที่ผมเองก็ได้ทำในสิ่งที่ชอบด้วย สนุกด้วย   

 

เล่าถึงช่วงที่เคยลำบากขนาดไม่มีสตางค์เรียนให้ฟังหน่อยสิครับ ตอนนั้นเกิดอะไรขึ้น

แม่ผมทำงานคนเดียว แล้วก็เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว แม่ส่งผมเรียนโรงเรียนอินเตอร์ ซึ่งค่าใช้จ่ายสูงมาก เป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิตมากเลยนะ เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว เป็นเสาหลัก แล้วตอนนั้นก็ต้องผ่อนบ้าน มีค่าใช้จ่ายทุกอย่าง สิ่งที่เรารู้ก็คือ แม่ทำงานคนเดียว เราก็ต้องพยายามเซฟคอร์สทุกอย่าง เรื่องการเรียน ตอนเด็กๆ ผมก็จะวางแพลนเลยว่าเราจะเรียนอย่างนี้ พอรู้แล้วว่าลาออกจากโรงเรียนนี้ ไปสอบตรง เทียบวุฒิ เรื่องการเรียนก็จะเป็นหน้าที่ของผม ผมจะคอยจัดการ ส่วนแม่ก็จะคอยทำงาน

 

แม่เป็นผู้หญิงที่สู้ชีวิตมากเลยนะ เป็นเหมือนหัวหน้าครอบครัว เป็นเสาหลัก ต้องผ่อนบ้าน มีค่าใช้จ่ายทุกอย่าง สิ่งที่เรารู้ก็คือ แม่ทำงานคนเดียว เราก็ต้องพยายามเซฟคอร์สทุกอย่าง เรื่องการเรียนจะเป็นหน้าที่ของผม ผมจะคอยจัดการ ส่วนแม่ก็จะคอยทำงาน

 

รู้สึกอย่างไรที่เราเติบโตมาโดยมีแม่เลี้ยงอยู่คนเดียว

รู้สึกดีมาก ไม่รู้สึกขาดอะไรเลย แม่ให้ผมทุกอย่างเต็มที่มาก แล้วก็รู้สึกดีที่ตอนเด็กลำบากมากๆ เพราะมันเป็นแรงผลักดันที่ดีมากในชีวิตผม ที่สามารถทำให้ผมตั้งใจทำทุกสิ่งทุกอย่าง ผมเห็นคุณค่าของทุกงานที่ผมทำ ผมรู้ว่าแต่ละบาทที่ได้มามันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ผมเห็นว่าโอกาสแต่ละอย่างมันสำคัญมากแค่ไหนในชีวิตผม ทุกอย่างมันทำให้ผมเก็บมาเป็นแรงผลักดันให้ผมทำงานเต็มที่ แล้วก็เป็นคนเต็มที่ในทุกเรื่องจริงๆ

 

รู้สึกว่านายจะสนใจกิจกรรมทางสังคมเยอะ แล้วก็สนใจทางพุทธศาสนาเยอะ เป็นแบบนี้ตั้งแต่วัยรุ่นเลยเหรอ คนส่วนใหญ่มักจะคิดเรื่องพวกนี้เมื่ออายุเยอะๆ

ใช่ครับ เพราะแม่ผมปฏิบัติธรรม ผมไม่ได้เชื่อฟังทุกอย่างนะ แต่เหมือนผมฟังแล้วเก็บไว้ พอวันหนึ่งชีวิตเจอเหตุการณ์หรือประสบการณ์ชีวิตที่เพิ่มขึ้น เราก็รู้สึกว่า เออ มันเป็นอย่างที่แม่บอกจริงๆ หลายอย่างมันตรงกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน มันเป็นกฎธรรมชาติของมนุษย์เรา พอเรานำคำสอน นำแนวคิดเหล่านี้มาปฏิบัติแล้วพบว่ามันมี ผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา ผมก็เลยรู้สึกว่าทำยังไงให้คนอื่นได้เข้าใจตรงนี้ได้บ้าง เพื่อให้มันเป็นประโยชน์แก่ตัวเขา

ผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันต้องสนุก ถ้าเอ็นเตอร์เทนอะไรได้มันก็ดี การเป็นคนดี ในมุมมองของผม บางครั้งมันก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อนะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันต้องอยู่บนความพอดี

 

‘เข้าใจตรงนี้’ ตามนายบอกนี่หมายถึงเข้าใจอะไรบ้างครับ

ง่ายๆ เลยที่ผมยึดเป็นแผนที่ชีวิตคือ ‘ศีล 5’ กับ ‘กฎไตรลักษณ์’ และผมเรียกมันว่าเป็น ‘ภูมิคุ้มกันของชีวิต’ เพราะว่าถ้าเราไม่ผิดศีล 5 ในข้อใดข้อหนึ่ง น้อยมากที่ชีวิตของเราจะมีความทุกข์เกิดขึ้น เพียงแต่ในโลกของเรามันมีสิ่งเหล่านี้มาล่อตาล่อใจที่จะทำผิดพลาดได้ง่ายๆ

 

ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยนะ เช่น ศีลข้อ 5 สุราเมระยะ สุรามันเป็นสิ่งที่เสพติดและมึนเมากินแล้วทำให้ขาดสติ พอเราขาดสติแค่ 1 วินาที เราอาจจะไปทำใครตายได้เลย ซึ่งมันก่อความทุกข์ทั้งกับตัวเองและผู้อื่น

 

ส่วน ‘กฎไตรลักษณ์’ หลายคนอาจจะไม่รู้จัก คำว่า ‘ไตร’ แปลว่าสาม กฎจะมีสามข้อคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 

ผมเคยเอามาทำเป็นผลงานวิทยานิพพนธ์ที่ชื่อว่า ‘แกว่ง (แกร่ง) อยู่ที่จะเลือกมอง’ ลองเสิร์ชในยูทูบได้เลยครับ มันเป็นกฎธรรมชาติของชีวิตมนุษย์ ถ้าเราเข้าใจและยอมรับตรงนี้ได้ มันก็ทำให้ชีวิตเรามีความสุขมากขึ้น มีความทุกข์น้อยลง

 

อนิจจัง บอกเราว่าทุกสิ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา วันนี้ผมอาจจะมีชื่อเสียง พรุ่งนี้ผมอาจจะไม่เหลืออะไรเลยก็ได้ หรือว่าวันนี้มีคนรักอยู่ข้างๆ เรา วันหนึ่งเขาก็ต้องตายจากไป มันเป็นเรื่องธรรมดา อยู่ที่ว่าเราจะยอมรับมันยังไง

 

ทุกขัง เป็นเรื่องธรรมดาของชีวิต การเกิดเป็นมนุษย์มันต้องมีความทุกข์อยู่แล้ว แต่ทุกข์มันมาในหลายรูปแบบ มันอยู่ที่เราว่าเราจะเข้าใจ ปล่อยวาง หรือหาวิธีแก้ไขปัญหานั้นยังไง หรือถ้าแก้ไม่ได้ ก็ทำให้ดีที่สุดไว้ก่อน

 

ข้อสุดท้าย อนัตตา ผมจะบอกว่าทุกสิ่งมันเป็นสิ่งที่เราปรุงแต่งขึ้นมา ชื่อเสียง เงินทอง นาฬิกา รถที่เราขับ ตายไปแล้วเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปยึดติดอะไรกับมันมาก อย่าไปปล่อยให้ค่านิยมมันเป็นทุกอย่างในชีวิตเรา เพราะฉะนั้นอย่าไปยึดติดกับอะไรมาก มีความสุขกับตัวเอง มีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่ ณ ตอนนี้ให้ดีที่สุด

 

ในชีวิตประจำวัน ผมว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์หรอก ผมก็มีมุมแย่ๆ ของผม ผมก็มีอะไรที่ตลกๆ เรื่องที่คนอื่นไม่คิดว่าจะทำ คือเวลาอยู่กับเพื่อนผมก็เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน

 

ปกติในชีวิตประจำวัน คิดว่าตัวเองผิดศีลข้อไหนบ่อยที่สุด

กฎแต่ละข้อของผม ผมจะแปลไม่เหมือนคนอื่น อย่างเช่นข้อมุสา เราจะถูกสอนว่าคือการไม่พูดโกหก ผมจะไม่ได้ยึดข้อนี้เป็นการพูดโกหก แต่จะคิดว่าคือการไม่พูดจาส่อเสียดให้ร้ายคนอื่น อีกอย่างคือผมจะรู้สึกว่าการพูดโกหกให้คนอื่นสบายใจ หรือพูดในทางที่เป็นผลดีกับเขา ผมว่าข้อนี้น่าจะเป็นสิ่งที่ผมทำผิดบ่อยสุด เพราะงานของผมมันจะเป็นอะไรที่เจอคนเยอะมาก บางครั้งเขาเครียด ผมก็ต้องคอยปลอบใจ

 

เคยดื่มจนเมาไหม

เคย เมาเพื่อให้รู้ว่าเป็นยังไง เมาเวลาอยู่กับเพื่อน เป็นเรื่องปกติ แม่ผมจะบอกให้ลองดื่ม เป็นลูกผู้ชายก็ต้องลองดื่ม เป็นเรื่องปกติ แค่เมาแต่ไม่ติด เมาแล้วรู้ เมาแล้วพอ เมาแล้วหยุด ซึ่งอันนี้ผมคิดว่าเป็นสิ่งที่เท่มากในชีวิต (หัวเราะ)

 

บางครั้งถ้าเราหลีกเลี่ยงไม่ได้เราก็แค่ดื่มเป็นโอกาส เป็นพิธีรีตอง ไปอยู่กับเพื่อนก็ดื่มนิดหน่อยให้เป็นพิธี โดยไม่ต้องถึงขั้นเมา เพราะผมรู้สึกว่าการเมามันคือการดื่มเงินเข้าไปแล้วก็อ้วกออกมา มันมีแต่ผลแย่กับแย่

 

ตั้งแต่คุยกันมา ภาพพจน์คุณดูเป็นคนดีมากๆ แต่เคยได้ยินใช่ไหมที่เขาว่ากันว่า ‘ผู้หญิงมักจะไม่ชอบคนดี’  

เป็นเรื่องจริงครับ (หัวเราะ) คือผมรู้สึกว่าชีวิตคนเรามันต้องสนุก ถ้าเอ็นเตอร์เทนอะไรได้มันก็ดี การเป็นคนดี ในมุมมองของผมบางครั้งมันก็เป็นอะไรที่น่าเบื่อนะ เพราะฉะนั้นทุกอย่างมันต้องอยู่บนความพอดี

 

แต่สิ่งที่ผมเป็น ผมรู้สึกว่าผมแค่ให้เกียรติคน ให้เกียรติสถานที่ ให้เกียรติทุกอย่างที่เข้ามาอยู่กับผม การให้เกียรติผู้ร่วมงาน ให้เกียรติสิ่งของที่เราใช้ ให้เกียรติเสื้อผ้าที่เราใส่ในการทำงาน ซึ่งการให้เกียรติมันสำคัญมากเลยนะ แต่ว่าในชีวิตประจำวัน ผมว่ามันไม่มีใครเพอร์เฟกต์หรอก ผมก็มีมุมแย่ๆ ของผม ผมก็มีอะไรที่ตลกๆ เรื่องที่คนอื่นไม่คิดว่าจะทำ คือเวลาอยู่กับเพื่อนผมก็เป็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งเหมือนกัน

 

พิสูจน์อักษร: พรนภัส ชำนาญค้า

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR