ในอดีต ‘กาแฟ’ อาจเป็นเพียงเครื่องดื่มที่ผู้คนเลือกจากความคุ้นเคยของรสชาติ ระดับความเข้มข้น และราคา แต่วันนี้ รสนิยมของผู้บริโภคซับซ้อนและพิถีพิถันในการเลือกดื่มกาแฟมากกว่าเดิม
ประเด็นสำคัญ
พวกเขาเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่อยู่ในแก้ว ตั้งแต่เมล็ดกาแฟมาจากที่ไหน ผ่านกระบวนการแปรรูปแบบไหน คั่วระดับใด ไปจนถึงโน้ตกลิ่นและรสชาติปลายทางที่จะได้สัมผัส
ข้อมูลจาก Euromonitor ระบุว่า ตลาดกาแฟคั่วบด หรือ Roast & Ground Coffee ในประเทศไทยมีมูลค่าราว 52,000 ล้านบาทในปี 2568 และเป็นเซ็กเมนต์ที่เติบโตเร็วที่สุดของตลาดกาแฟไทย สัดส่วนในตลาดขยับเพิ่มขึ้นจาก 21.7% ในปี 2565 มาเป็น 30.7% ในปี 2568 หรือเติบโตขึ้นถึง 9% ภายในระยะเวลาเพียง 3 ปี
ตัวเลขนี้สะท้อนชัดเจนถึงความต้องการประสบการณ์กาแฟที่พิถีพิถันและมีเรื่องราว รวมถึงเปิดโอกาสให้ ‘กาแฟดริป’ ซึ่งทำจากกาแฟคั่วบด กลายเป็นรูปแบบการดื่มที่เชื่อม ‘ความสะดวกสบาย’ เข้ากับ ‘ประสบการณ์พรีเมียม’ ได้อย่างลงตัว อีกทั้งกระแสการชงกาแฟดื่มเองที่บ้านยังตอกย้ำว่า ‘กาแฟคุณภาพ’ ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์
สำหรับคนเมืองวัยทำงาน กาแฟดริปคือช่วงเวลาที่ช่วยให้ชีวิตได้ชะลอจังหวะลงโดยไม่จำเป็นต้องมีเครื่องชงราคาแพง หรือต้องฝึกฝนทักษะบาริสต้าขั้นสูง เพียงแค่วางซองดริปบนแก้ว ค่อยๆ รินน้ำร้อน และปล่อยให้กลิ่นหอมอบอวลเติมเต็มพื้นที่ตรงหน้า ในโลกที่ทุกอย่างเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว การดริปกาแฟอาจเป็นหนึ่งในพิธีกรรมเล็กๆ ที่ช่วยคืนความสงบและคืนเวลาให้กับตัวเอง
ความละเมียดละไมนี้เอง คือแรงบันดาลใจสำคัญเบื้องหลังความร่วมมือครั้งพิเศษระหว่าง ‘เนสกาแฟ’ แบรนด์กาแฟระดับโลกจากเนสท์เล่ และ ‘ดอยตุง’ เปิดตัว “เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” (NESCAFÉ ROASTERY DRIP COFFEE) กาแฟดริประดับพรีเมียม รุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน
นับเป็นครั้งแรกของเนสกาแฟที่นำเมล็ดกาแฟอาราบิก้าไทยคุณภาพสูง จากแหล่งปลูกในจังหวัดเชียงรายและน่าน ซึ่งเพาะปลูกและคัดสรรอย่างพิถีพิถันโดยดอยตุง มาร่วมรังสรรค์เป็น “เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” เพื่อมอบประสบการณ์กาแฟดริปสุดพิเศษ ให้คอกาแฟชาวไทยได้ร่วมเฉลิมฉลองเนื่องในวันกาแฟสากล ซึ่งจะวางจำหน่ายตั้งแต่เดือนตุลาคมนี้ จนกว่าสินค้าจะหมด

ความเชี่ยวชาญจากดอยตุง ผสานเมล็ดกาแฟชั้นดีจากเชียงรายและน่าน
จังหวัดเชียงรายถือเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิก้าที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ขณะที่น่านคือแหล่งปลูกสำคัญอันดับ 3 ของภาคเหนือที่มีชุมชนเกษตรกรพัฒนาคุณภาพกาแฟอย่างต่อเนื่อง
ศักยภาพของทั้งสองพื้นที่จึงไม่ได้มีเพียงแค่ภูมิประเทศอันเหมาะสม แต่ยังรวมถึงองค์ความรู้และความใส่ใจตั้งแต่การปลูกไปจนถึงการแปรรูปเมล็ด
มากไปกว่าแหล่งเพาะเมล็ดกาแฟอาราบิก้าชั้นดี ความพิเศษของ “เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่” ยังอยู่ที่กระบวนการแปรรูปเมล็ดกาแฟซึ่งนำเอา 2 เทคนิคมาผสมผสานกัน ได้แก่ Honey Process (กระบวนการกึ่งเปียกกึ่งแห้ง) ที่ช่วยเติมความหวานธรรมชาติตามธรรมชาติและสร้างมิติรสชาติที่ซับซ้อน และ Washed Process (กระบวนการแปรรูปแบบเปียก) ที่ให้ความสะอาด สดชื่น นำมาคั่วในระดับ Light-Medium Roast ที่ระดับความเข้ม 3 เพื่อดึงเอกลักษณ์ของอาราบิก้าจากเชียงราย ที่ให้คาแรกเตอร์สดใสจากกลิ่นเกรปฟรุ๊ต มีความซีตรัสเบาๆ ผสานอาราบิก้าจากน่าน ก็โดดเด่นด้วยบอดี้กาแฟที่เข้มข้นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ผลลัพธ์ที่ได้คือ กาแฟดริปที่มีกลิ่นรสอันเป็นเอกลักษณ์ของ ซิตรัส, ผลไม้แห้ง และความหวานละมุนของน้ำตาลทรายแดง เปิดโอกาสให้คอกาแฟได้ดื่มด่ำกับศิลปะแห่งกาแฟดริประดับพรีเมียมได้ทุกที่ทุกเวลา
เนสกาแฟ และ ดอยตุง ร่วมสร้างอนาคตยั่งยืนให้เกษตรกรกาแฟไทย
อย่างที่ทราบกันดีว่า เนสกาแฟ มุ่งมั่นในการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับวงการกาแฟไทยมาโดยตลอด การผนึกกำลังระหว่างเนสกาแฟและดอยตุงในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนวงการกาแฟไทย มุ่งเน้นการส่งเสริมเกษตรกรให้เพิ่มผลผลิต พัฒนาคุณภาพชีวิต ควบคู่ไปกับการส่งมอบกาแฟคุณภาพเยี่ยมสู่มือผู้บริโภค
การนำเมล็ดกาแฟไทยจากเชียงรายและน่านมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียม ไม่เพียงสื่อสารเรื่องวัตถุดิบท้องถิ่น แต่ยังสะท้อนถึงศักยภาพของกาแฟไทยในฐานะวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลอดจนเป็นการเชื่อมความเชี่ยวชาญระดับโลกของเนสกาแฟ เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาชุมชนของดอยตุง เพื่อยกระดับคุณค่าของกาแฟไทยจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำอย่างแท้จริง

ก็เหมือนที่ คุณออธมัน ชไรบิ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจผลิตภัณฑ์กาแฟ บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด บอกว่า “การเปิดตัว ‘เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่’ นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของวงการกาแฟไทย ในฐานะกาแฟดริปครั้งแรกของเนสกาแฟที่เกิดขึ้นจากความร่วมมือกับดอยตุง เพื่อส่งเสริมคุณค่าของกาแฟไทยให้เป็นที่รู้จัก”
เนื่องในวันกาแฟสากล 1 ตุลาคม 2569 เนสกาแฟขอเชิญชวนคอกาแฟร่วมสัมผัสอีกมิติของกาแฟไทยกับ ‘เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่’ รุ่นลิมิเต็ด เอดิชัน ซึ่งผลิตขึ้นในจำนวนจำกัดเพียง 10,000 กล่อง เริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้ จนกว่าสินค้าจะหมด ผ่านช่องทาง NESCAFÉ Official Store บน Shopee, TikTok และ Lazada
โดยรายได้ทั้งหมดที่ได้จากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ เนสกาแฟ โรสเตอรี่ ดริป คอฟฟี่ ในเดือนตุลาคม 2569 เนสกาแฟจะบริจาคให้กับมูลนิธิกระจกเงาโดยไม่หักค่าใช้จ่าย เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูที่อยู่อาศัยและสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์น้ำท่วมในเดือนกันยายน 2569 และช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ได้รับผลกระทบ

สำหรับคอกาแฟ นี่คือโอกาสในการเปิดรับประสบการณ์ใหม่กับรสชาติระดับพรีเมียมโดยไม่ต้องเดินทางไกลไปถึงแหล่งปลูก
สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจกาแฟสเปเชียลตี้ นี่คือจุดเริ่มต้นที่เข้าถึงง่ายในการทำความรู้จักกับโลกของกลิ่น รส และศาสตร์แห่งการแปรรูป
และสำหรับวงการกาแฟไทย นี่คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า เมล็ดกาแฟจากผืนดินไทยกำลังเติบโตและมีพื้นที่สำคัญยิ่งขึ้นในวิถีชีวิตของผู้บริโภคยุคใหม่


