วิกฤตความขัดแย้งภายในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาวาระระดับชาติ ทั้งแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ โครงการขนาดใหญ่ และกรณีใบอนุญาตดาวเทียมไทยคม 4 ที่ใกล้ครบกำหนด
ประเด็นสำคัญ
เหตุการณ์เกิดขึ้นภายหลังการประชุมคณะกรรมการ กสทช. ต้องยุติลงเป็นครั้งที่ 2 ในวันนี้ (5 สิงหาคม) เนื่องจากปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ สาเหตุหลักมาจากข้อถกเถียงเรื่องสถานภาพและความชอบด้วยกฎหมายในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. ของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
3 กสทช. ชุดเดิม สงวนสิทธิไม่ร่วมประชุม ย้ำเหลือ 6 คนก็ทำงานได้
เวลา 9.40 น. คณะกรรมการ กสทช. 3 ราย ประกอบด้วย ศ.ดร.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ รศ.ดร.ศุภัช ศุภชลาศัย ขอสงวนสิทธิไม่เข้าร่วมการประชุม ซึ่งกรรมการ กสทช. ทั้ง 3 คนนี้ ก็เคยยื่นลาประชุมครั้งที่แล้วเมื่อ 27 กรกฎาคม เป็นเหตุให้องค์ประชุมไม่ครบมาแล้วครั้งหนึ่งเช่นกัน
ศ.ดร.พิรงรอง ระบุว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเป็นที่สุดแล้วว่า นพ.สรณ สละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง การที่บุคคลดังกล่าวเข้าร่วมประชุมในฐานะประธานจะส่งผลให้การลงมติใดๆ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และผู้เข้าร่วมประชุมมีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญา
ศ.ดร.พิรงรองชี้ว่า ความคุ้มครองมติเดิมตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการสรรหามีหนังสือแจ้งมติให้กรรมการรับทราบข้อบกพร่องของคุณสมบัติแล้ว
นอกจากนี้ การที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนมติคณะกรรมการสรรหาและขอคุ้มครองชั่วคราว เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ว่ามติดังกล่าวมีผลทางกฎหมายแล้ว
ศ.ดร.พิรงรอง เสนอให้ตรวจสอบการลงนามในหนังสือราชการและร่างประกาศต่างๆ หลังวันที่ 17 กรกฎาคม เช่น แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ ที่ผ่านการรับรองรายงานการประชุมแล้วแต่ยังไม่ได้รับการประกาศลงราชกิจจานุเบกษา
“บุคคลที่มีอำนาจหน้าที่แต่ไปสนับสนุนบุคคลที่ไม่มีอำนาจ อาจมีความผิดฐานขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญาแผ่นดิน” ศ.ดร.พิรงรองระบุ
ด้าน พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ ระบุว่าได้ทำหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อยืนยันความพร้อมในการประชุมร่วมกับกรรมการที่เหลือ 6 ราย แต่สำนักงาน กสทช. ยังคงยืนยันให้ นพ.สรณ ทำหน้าที่ประธาน ซึ่งอาจเข้าข่ายการพยายามขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการที่เหลืออยู่
พล.อ.ท.ดร.ธนพันธุ์ เสนอให้ใช้ระเบียบข้อบังคับการประชุมข้อ 26 และมาตรา 20 วรรค 5 ของ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ ที่ระบุให้กรรมการเลือกกรรมการรายใดรายหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานแทนในกรณีที่ประธานไม่สามารถทำหน้าที่ได้
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการทั้ง 3 รายเปิดเผยว่า เคยได้ทำบันทึกถึงกรรมการทั้ง 6 รายเมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม เพื่อหารือแนวทางพิจารณาวาระการประชุมนอกรอบ โดยมีกรรมการ 1 รายตอบรับเข้าประชุมในเช้าวันจันทร์ อีก 1 รายแจ้งติดภารกิจต่างจังหวัด และกรรมการที่เหลือไม่มีการตอบสนอง
ขณะที่ รศ.ดร.ศุภัช ได้อ้างถึงมาตรา 5 ของ พ.ร.บ.กสทช. โดยเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้
ประธาน กสทช. ย้ำต้องทำหน้าที่ต่อ คำวินิจฉัยยังไม่ถึงที่สุด
ในเวลาต่อมา นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนทันที โดยระบุว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการนัดหมายล่วงหน้า แต่เมื่อเปิดประชุมและรอครบ 30 นาที องค์ประชุมยังไม่ครบ จึงต้องเลื่อนการประชุมออกไป
นพ.สรณ ยืนยันว่าตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติในฐานะประธาน กสทช. ตามกฎหมาย และไม่สามารถมอบหมายให้ผู้อื่นทำหน้าที่แทนได้ทั้งในส่วนของการบรรจุวาระ การดำเนินการประชุม และการลงนามในเอกสาร หากตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ทั้งหมด งานของสำนักงานจะไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ และอาจถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
สำหรับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหานั้น นพ.สรณ ระบุว่ายังไม่ถึงที่สุด และศาลปกครองได้รับคำฟ้องไว้พิจารณาแล้ว แม้ศาลจะไม่รับคำขอคุ้มครองชั่วคราวฉุกเฉินก็ตาม นพ.สรณ กล่าวว่าตนยังไม่มีเจตนาดำเนินคดีกับผู้ใดในข้อหาตามมาตรา 157 เพราะสถานการณ์ยังไม่ถึงขั้นนั้น
“ระหว่างที่คดียังไม่มีข้อยุติทางกฎหมาย ขอความร่วมมือกรรมการทุกคนเข้าร่วมประชุม เพื่อให้งานของ กสทช. เดินหน้าต่อไป” ประธาน กสทช. กล่าว
ส่วนกรรมการ 3 รายที่เดินออกจากห้องประชุมนั้น นพ.สรณ ชี้ว่า ถือว่าไม่ได้ส่งใบลาถึงประธาน และไม่สามารถส่งใบลาประชุมย้อนหลังได้
ทั้งนี้ ไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. และรักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. ระบุถึงผลกระทบต่อภาคเอกชนหากไม่สามารถประชุมได้ว่า มีหลายเรื่องเร่งด่วนที่ต้องพิจารณา กรณีดาวเทียมไทยคม 4 จะครบกำหนดการอนุญาตในวันที่ 10 กันยายน หากไม่สามารถอนุมัติได้และฝ่าฝืนใช้งานต่อจะมีความผิดตามกฎหมาย เนื่องจากดาวเทียมดวงใหม่ยังผลิตไม่ทัน อีกทั้งยังมีเรื่องการอนุมัติเลขหมาย 4 หลักที่ภาคธุรกิจรอใช้งาน
“ไม่ได้นำวาระมาเป็นตัวประกัน แต่สำนักงานปฏิบัติหน้าที่ตามกระบวนการ โดยทุกเรื่องผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการก่อนเสนอเข้าสู่ที่ประชุม เมื่อสำนักงานได้รับมอบหมายก็ต้องเสนอเรื่องให้ประธานบรรจุวาระ ส่วนจะประชุมหรือไม่เป็นหน้าที่ของกรรมการแต่ละคน” ไตรรัตน์กล่าว








