อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ให้สัมภาษณ์กับ Nikkei Asia ถึงมุมมองที่ว่า สงครามอิหร่านเป็น ‘บททดสอบ’ สำหรับบทบาทของประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Powers) ซึ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวานนี้ (26 เมษายน) โดยสรุปประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
ประเด็นสำคัญ
1. การรวมพลัง เพื่อรับมือความขัดแย้งระดับโลก
ผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะสงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอลกับอิหร่าน ไม่ได้ส่งผลแค่เรื่องวิกฤตพลังงานหรือเงินเฟ้อ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ‘ประเทศมหาอำนาจระดับกลาง’ ต้องคิดเชิงยุทธศาสตร์และรวมพลังกัน เพื่อรับมือกับความปั่นป่วนเหล่านี้
2. มหาอำนาจละเมิดกฎเกณฑ์ และความจำเป็นในการสร้างระเบียบโลกใหม่
ระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังสั่นคลอน เมื่อชาติมหาอำนาจเลือกที่จะ ‘ไม่ทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ’ หรือใช้ข้ออ้างด้านความมั่นคงมาทำลายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นการบีบให้ประเทศอื่นๆ ‘ต้องเลือกข้าง’ กลุ่มประเทศที่เหลือจึงจำเป็นต้อง ‘รวมตัวกันเป็นกลุ่มก้อน’ เพื่อลดความเสียหายและสร้างข้อตกลงร่วมกันใหม่
อภิสิทธิ์ระบุว่า “ผู้คนยังคงต้องการให้มีระเบียบโลก มากกว่าการปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามแนวคิด ‘ผู้แข็งแกร่งคือผู้ที่ถูกต้อง’ (Might is Right) ซึ่งชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งมักจะนำมาใช้”
“ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ต้องมีการร่างข้อตกลงหรือระเบียบโลกขึ้นมาบางอย่าง ที่อย่างน้อย ‘โลกที่ปราศจากมหาอำนาจหนึ่งหรือสองประเทศ’ (World Minus One or the World Minus Two) สามารถยึดถือและร่วมกันก้าวต่อไปได้”
3. อาเซียนต้องเป็น ‘ฝ่ายรุก’ (Proactive) ในการรักษาสถานะ ‘ความเป็นกลาง’
หลายประเทศมีความเชื่อผิดๆ ว่าการเป็นกลางคือการอยู่นิ่งเฉย (Passive) แต่ในความเป็นจริง ประเทศที่ไม่ต้องการเลือกข้างต้องมี ‘บทบาทเชิงรุก’ ในการสร้างพื้นที่เจรจา โดยเฉพาะอาเซียนที่ควรใช้จุดแข็งของตนเองในการเป็นเวทีกลาง เพื่อดึงมหาอำนาจมาเจรจากัน
อภิสิทธิ์กล่าวว่า “กลุ่มประเทศที่เหลือในโลกจำเป็นต้องมีบทบาทเชิงรุกมากขึ้นในการดำรงความเป็นกลาง หรือในการแสดงจุดยืนที่ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง …อย่างน้อยที่สุดที่อาเซียนสามารถทำได้คือการจับมหาอำนาจมาอยู่ในห้องเดียวกัน อาเซียนไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อใคร เมื่อมหาอำนาจเกิดการปะทะกัน บางครั้งการจะให้พวกเขาคุยกันโดยตรงเป็นเรื่องยาก แต่อาเซียนสามารถเป็นพื้นที่ตรงนั้นให้ได้”
4. จุดอ่อนอาเซียนที่ต้องเร่งแก้ไข
แม้บทบาทขององค์กรระดับภูมิภาคจะสำคัญมากในยุคนี้ แต่วาระต่างๆ ของอาเซียนกลับถูกผลักดันโดยระบบราชการมากเกินไป เพราะขาดการตื่นตัวและเจตจำนงทางการเมืองจากประชาชน อาเซียนจึงต้องเร่งสร้าง ‘ความรู้สึกร่วมกัน’ ของคนในภูมิภาค
“ผมคิดว่าวาระส่วนใหญ่ของอาเซียนมักขับเคลื่อนโดยข้าราชการ เพียงเพราะไม่มีเจตจำนงทางการเมืองที่เกิดจากแรงกดดันของคนธรรมดา …เราจำเป็นต้องสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และความรู้สึกถึง ‘อนาคตหรือชะตากรรมร่วมกัน’ หากสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้น ก็จะไม่มีแรงกดดันทางการเมืองมากพอที่จะขับเคลื่อนวาระความก้าวหน้าในการรวมกลุ่มได้”
5. การจับมือกับภูมิภาคอื่น เพื่อสร้าง ‘ขั้วอำนาจทางเลือก’
นอกจากประเทศในเอเชียแล้ว สหภาพยุโรป (EU) ควรปรับบทบาทตนเอง เพื่อมาช่วยเสริมสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในระดับโลก โดยลดการยึดติดกับสหรัฐฯ และหันมาจับมือกับภูมิภาคอื่นมากขึ้น
อภิสิทธิ์ยังเสนออีกว่า “EU ควรจะลดการยึดติดกับสหรัฐฯ ลงในแง่หนึ่ง และควรเต็มใจมากขึ้นที่จะมีส่วนร่วมกับจีน ประเทศในเอเชีย อินเดีย อาเซียน และอื่นๆ หากสหภาพยุโรปทำเช่นนี้ และได้รับการสนับสนุนจากประเทศอย่างญี่ปุ่น แคนาดา และออสเตรเลีย ผมจินตนาการได้เลยว่าประเทศที่เหลือในโลกจะรีบเข้ามาสนับสนุนเรื่องนี้อย่างรวดเร็ว”
อ้างอิง:


