×

หุ้นกลุ่มธนาคาร – ปรับประมาณการ NIM ปี 67 เพิ่มขึ้น โดยใช้สมมติฐานว่าไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย

11.06.2024
  • LOADING...

เกิดอะไรขึ้น:

 

InnovestX Research คาดว่าจะไม่มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปี 2567 แทนสมมติฐานก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 50 bps โดยเชื่อว่ามีโอกาสน้อยลงที่ ธปท. จะผ่อนคลายนโยบายการเงินในปีนี้ ซึ่งเป็นผลมาจาก 

 

  1. แนวโน้มที่ GDP จะฟื้นตัวตั้งแต่ 2Q67 เป็นต้นไป จากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของภาครัฐเป็นหลัก 

 

  1. อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการยกเลิกเงินอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลบางส่วนและฐานที่ต่ำกว่าในปีก่อนหน้า 

 

โดยในตอนนี้ใช้สมมติฐานว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะทรงตัวอยู่ที่ 2.5%

 

การปรับเปลี่ยนสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลทำให้ปรับประมาณการ NIM ปี 2567 ของธนาคารขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น 3-8 bps แต่ปรับประมาณการ NIM ของ TISCO และ KKP ลดลง 5-8 bps โดยคาดว่า NIM จะลดลง QoQ ใน 2Q67 อันเป็นผลมาจากการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากและการปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ MRR ลดลง 25 bps เป็นเวลา 6 เดือน เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนการกู้ยืมสำหรับลูกค้ากลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการ SMEs รายย่อย (มีผลตั้งแต่เดือนพฤษภาคม) สำหรับ 2H67 คาดว่า NIM จะอยู่ในระดับทรงตัว

 

ทั้งนี้ หลังจากปรับเปลี่ยนสมมติฐานอัตราดอกเบี้ยนโยบาย สำหรับธนาคารขนาดใหญ่ ได้ปรับประมาณการกำไรปี 2567 เพิ่มขึ้น 2-5% ในขณะที่ปรับประมาณการกำไรปี 2567 ลดลง 3% สำหรับ KKP และ 5% สำหรับ TISCO โดยปัจจุบันคาดว่ากำไรของกลุ่มธนาคารจะเพิ่มขึ้น 5% ในปี 2567 โดยได้รับการสนับสนุนจากการเติบโตของสินเชื่อที่ 3% NIM ในระดับทรงตัว Credit Cost ที่ลดลงเล็กน้อย Non-NII ในระดับคงที่ และอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในระดับทรงตัว

 

กระทบอย่างไร:

 

ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มธนาคาร (SETBANK) ปรับลง 3.18%, BBL ปรับลง 2.52% และ KTB ปรับขึ้น 5.36% ขณะที่ SET Index ปรับลง 3.89% 

 

กลยุทธ์การลงทุนและคำแนะนำ:

 

InnovestX Research ยังคงเลือก BBL (เรตติ้ง Outperform, ราคาเป้าหมาย 180 บาทต่อหุ้น) และ KTB (เรตติ้ง Outperform, ราคาเป้าหมาย 22 บาทต่อหุ้น) เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มธนาคาร โดยได้รับการสนับสนุนจาก Valuation ที่น่าสนใจ และความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ที่ต่ำกว่าธนาคารอื่นๆ อย่างไรก็ดี ยังคงราคาเป้าหมายไว้ไม่เปลี่ยนแปลง โดยจะรอทบทวนหลังการประกาศผลประกอบการ 2Q67

 

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตามคือ

 

  • ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์จากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่ทั่วถึง การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์

 

  • การขยายสินเชื่อได้ช้ากว่าคาด เนื่องจากความต้องการสินเชื่อชะลอตัวและการแข่งขันสูง

 

  • ความเสี่ยงด้าน ESG จากการให้บริการแก่ลูกค้าอย่างเป็นธรรมและความเสี่ยงด้านการกำกับดูแล
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising