โตเกียว โอซาก้า เกียวโต มักเป็นจุดหมายปลายทางแรกที่หลายคนนึกถึงยามเมื่อเดินทางเที่ยวญี่ปุ่น ด้วยความสะดวกสบาย แหล่งช้อปปิ้ง ร้านอาหาร และแลนด์มาร์กดังที่ดึงดูดนักเดินทางจากทั่วโลก แต่หากคุณเป็นแฟนญี่ปุ่นตัวยงจะรู้ว่า ญี่ปุ่นมียังมีเมืองน่าเที่ยวน่าสนใจรอนักเดินทางอยู่อีกมาก ซึ่งเสน่ห์ของเมืองเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ความยิ่งใหญ่ของสถานที่ท่องเที่ยวเสมอไป หากแต่อยู่ในวิถีชีวิตเรียบง่าย ถนนสายเก่าที่เรียงรายด้วยบ้านไม้ ร้านอาหารเล็กๆ ที่สืบทอดสูตรกันมาหลายรุ่น หรือทิวทัศน์ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล บางเมืองเหมาะกับการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ บางเมืองมีศิลปะและวัฒนธรรมร่วมสมัยให้ค้นหา ขณะที่บางแห่งก็เป็นประตูสู่ประสบการณ์ที่หาไม่ได้จากเมืองใหญ่
สำหรับใครที่เคยเที่ยวญี่ปุ่นมาแล้วหลายครั้ง หรือกำลังมองหาจุดหมายใหม่ที่แตกต่างจากเส้นทางเดิมๆ เราคัดเลือก 8 เมืองน่าเที่ยวจากภูมิภาคต่างๆ ของญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละแห่งมีเอกลักษณ์และเหตุผลที่ควรค่าแก่การออกเดินทางไปเยือนสักครั้ง
ประเด็นสำคัญ

Kanazawa, Ishikawa
เมืองแห่งศิลปะและวัฒนธรรม ที่ยังรักษากลิ่นอายญี่ปุ่นดั้งเดิม
หากชอบบรรยากาศเมืองเก่าแบบเกียวโต แต่ต้องการสัมผัสญี่ปุ่นในอีกมุมหนึ่ง Kanazawa คือคำตอบ เมืองนี้เคยรุ่งเรืองในฐานะศูนย์กลางวัฒนธรรมของแคว้นคางะ ปัจจุบันยังคงรักษามรดกทางประวัติศาสตร์เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นย่านฮิงาชิชายะ (Higashi Chaya) ที่เต็มไปด้วยบ้านไม้โบราณ ย่านซามูไรนางามาจิ (Nagamachi) หรือสวนเค็นโรคุเอ็น (Kenrokuen) ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในสามสวนภูมิทัศน์ที่งดงามที่สุดของญี่ปุ่น
ขณะเดียวกัน คานาซาวะก็ไม่ได้มีดีแค่ความเก่าแก่ แต่ยังเป็นเมืองที่ศิลปะร่วมสมัยเติบโตเคียงคู่ไปกับงานหัตถกรรมดั้งเดิม โดยเฉพาะพิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยแห่งศตวรรษที่ 21 (21st Century Museum of Contemporary Art) รวมถึงงานทองคำเปลวที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเมือง ส่วนสายกินต้องไม่พลาดอาหารทะเลสดๆ จากตลาดโอมิโจ (Omicho Market) ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่น
Best Time: ฤดูใบไม้ผลิสำหรับซากุระ และฤดูใบไม้ร่วงสำหรับสีสันในสวนเค็นโรคุเอ็น

Matsumoto, Nagano
เมืองปราสาทกลางเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่น
เมืองขนาดกะทัดรัดในจังหวัดนากาโนะที่ผสมผสานประวัติศาสตร์ ศิลปะ และธรรมชาติเอาไว้ด้วยกันได้อย่างน่าสนใจ โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญเป็น ปราสาทมัตสึโมโตะ (Matsumoto Castle) หรือที่รู้จักกันในชื่อปราสาทอีกา จากผนังสีดำอันโดดเด่น โดยเป็นหนึ่งในปราสาทเก่าแก่ของญี่ปุ่นที่ยังคงมีหอคอยหลักดั้งเดิมหลงเหลืออยู่ ยิ่งในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสและมีเทือกเขาแอลป์ญี่ปุ่นเป็นฉากหลัง ทิวทัศน์บริเวณปราสาทยิ่งสวยงามเป็นพิเศษ
นอกจากปราสาทแล้ว เมืองนี้ยังมีถนนนากามาจิ (Nakamachi Street) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารโกดังเก่าสไตล์คุระ ร้านกาแฟ และร้านงานคราฟต์ ขณะที่ Matsumoto City Museum of Art เป็นอีกจุดหมายที่น่าสนใจสำหรับคนรักศิลปะ เพราะเมืองนี้เป็นบ้านเกิดของศิลปินระดับโลกอย่างยาโยอิ คุซามะ (Yayoi Kusama) และหากมีเวลาเพิ่มอีกสักวัน มัตสึโมโตะยังเป็นฐานสำหรับเดินทางไปสัมผัสธรรมชาติของคามิโคจิ (Kamikochi) ได้อีกด้วย
Best Time: เมษายน–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน โดยคามิโคจิมีฤดูกาลเปิดให้เข้าชมแยกต่างหาก

Takayama, Gifu
เดินเล่นเมืองเก่า ชิมเนื้อฮิดะ สัมผัสชีวิตญี่ปุ่นในอดีต
ทาคายามะ หรือที่หลายคนเรียกว่า ฮิดะทาคายามะ เป็นเมืองเล็กๆ ในจังหวัดกิฟุที่ขึ้นชื่อเรื่องการอนุรักษ์บรรยากาศญี่ปุ่นยุคเอโดะเอาไว้ได้อย่างดี โดยเฉพาะย่านซันมาจิซูจิ (Sanmachi Suji) ซึ่งเต็มไปด้วยอาคารไม้สีน้ำตาลเข้ม ร้านสาเก โรงน้ำชา และร้านค้าท้องถิ่นที่เรียงรายอยู่สองฝั่งถนน การเดินเล่นในย่านนี้จึงให้ความรู้สึกราวกับย้อนเวลากลับไปยังญี่ปุ่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน
มาแล้วห้ามพลาดเนื้อฮิดะ (Hida Beef) ที่มีชื่อเสียงเรื่องความนุ่มและไขมันแทรกสวยงาม รวมถึงตลาดเช้ามิยากาวะ (Miyagawa Morning Market) ที่ชาวบ้านนำผัก ผลไม้ และผลิตภัณฑ์พื้นเมืองมาวางขาย เมืองนี้ยังเป็นจุดตั้งต้นยอดนิยมสำหรับเดินทางไปหมู่บ้านมรดกโลกชิราคาวาโกะ (Shirakawa-go) จึงเหมาะกับนักเดินทางที่อยากสัมผัสญี่ปุ่นในบรรยากาศชนบทและธรรมชาติไปพร้อมกัน
Best Time: เมษายนและตุลาคม ซึ่งตรงกับเทศกาลทาคายามะ รวมถึงฤดูหนาวสำหรับหิมะ

Kurashiki, Okayama
เมืองริมคลองสุดโรแมนติกที่ศิลปะและประวัติศาสตร์บรรจบกัน
คุราชิกิ (Kurashiki) อาจไม่ใช่ชื่อแรกๆ ที่นักท่องเที่ยวไทยนึกถึง แต่สำหรับคนที่หลงใหลเมืองเก่าและการเดินเล่นอย่างไม่เร่งรีบ ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในเมืองน่าเที่ยวของภูมิภาคชูโกกุ จุดเด่นอยู่ที่ย่านประวัติศาสตร์บิคัง (Bikan Historical Quarter) ซึ่งมีคลองสายเล็กไหลผ่านอาคารโกดังสีขาวแบบดั้งเดิมและต้นหลิวที่ทอดกิ่งลงสู่ผิวน้ำ บรรยากาศชวนให้เดินสำรวจตรอกซอกซอย แวะร้านกาแฟ หรือเลือกซื้อสินค้างานคราฟต์ท้องถิ่น
ที่นี่ยังเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ศิลปะโอฮาระ (Ohara Museum of Art) ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะตะวันตกและญี่ปุ่นในอาคารสถาปัตยกรรมแบบคลาสสิก นอกจากนี้ยังมีร้านขายสินค้าผ้าเดนิมและงานสิ่งทอ ฯลฯ ที่ทำให้คุราชิกิเป็นเมืองที่เหมาะกับคนรักการออกแบบ งานฝีมือ และประวัติศาสตร์
Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง อากาศเหมาะกับการเดินเล่นริมคลอง

Onomichi, Hiroshima
เมืองริมทะเลแสนสงบ เหมาะเดินเล่นและปั่นจักรยาน
เมืองท่าขนาดเล็กในจังหวัดฮิโรชิมะที่มีภูมิประเทศเป็นเนินเขาสลับกับแนวชายฝั่งเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยถนนสายแคบ บันไดหิน วัดเก่า และบ้านเรือนที่ตั้งลดหลั่นไปตามไหล่เขา ซึ่งกิจกรรมที่นักท่องเที่ยวนิยมคือการเดินเล่นตามเส้นทาง Temple Walk ที่เชื่อมต่อวัดหลายแห่ง โดยมีจุดไฮไลท์เป็นจุดชมวิวทิวทัศน์เมืองและทะเลจากบริเวณวัดเซ็นโคจิ
นอกจากนี้ โอโนมิจิเป็นที่รู้จักในหมู่นักเดินทางสายแอดเวนเจอร์ โดยเฉพาะสายปั่นจักร์ ที่นี่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางจักรยานชิมานามิไคโด (Shimanami Kaido) เส้นทางระยะทางราว 70 กิโลเมตรที่เชื่อมเกาะฮอนชูกับเกาะชิโกกุ ผ่านสะพานและเกาะเล็กๆ กลางทะเลเซโตะใน ระหว่างทางนักปั่นจะได้สัมผัสวิวทะเล หมู่บ้านชาวประมง และสวนผลไม้ท้องถิ่น ส่วนใครไม่ถนัดปั่นจักรยานก็สามารถใช้เวลาสบายๆ กับการเดินเล่นในเมือง แวะคาเฟ่ หรือชิมโอโนมิจิราเมน อาหารขึ้นชื่อของพื้นที่ได้เช่นกัน
Best Time: มีนาคม–พฤษภาคม และตุลาคม–พฤศจิกายน เหมาะกับการปั่นจักรยานและเดินเล่น

Aomori
เมืองแห่งแอปเปิ้ล ศิลปะ และเทศกาลฤดูร้อนอันยิ่งใหญ่
เมืองทางตอนเหนือของเกาะฮอนชูที่หลายคนอาจคุ้นชื่อจากเทศกาลเนบุตะ (Nebuta Matsuri) งานเทศกาลฤดูร้อนที่มีขบวนโคมไฟกระดาษขนาดยักษ์รูปนักรบและตัวละครในตำนานเคลื่อนผ่านถนน ท่ามกลางเสียงดนตรีและการเต้นรำอย่างสนุกสนาน อาโอโมริยังเป็นจุดหมายสำหรับคนรักอาหารและศิลปะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์จากแอปเปิลซึ่งเป็นผลไม้ขึ้นชื่อของจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำแอปเปิล ขนมหวาน หรือไซเดอร์ รวมถึง A-FACTORY อาคารริมอ่าวที่รวบรวมสินค้าและอาหารท้องถิ่นเอาไว้
ส่วนสายอาร์ตควรแวะ Aomori Museum of Art สถานที่จัดแสดงผลงานของศิลปินญี่ปุ่น รวมถึงโยชิโตโมะ นาระ (Yoshitomo Nara) เจ้าของผลงานประติมากรรมสุนัขสีขาวขนาดใหญ่ที่กลายเป็นหนึ่งในภาพจำของพิพิธภัณฑ์ เมืองนี้ยังเหมาะสำหรับใช้เป็นฐานออกไปสำรวจธรรมชาติของจังหวัดอาโอโมริ เช่น ลำธารโออิราเสะและทะเลสาบโทวาดะ อีกด้วย
Best Time: ต้นเดือนสิงหาคมสำหรับเทศกาลเนบุตะ หรือฤดูใบไม้ร่วงสำหรับการชมธรรมชาติ

Nagasaki
เมืองท่าผสานวัฒนธรรมญี่ปุ่นและตะวันตก
เมืองท่าทางตะวันตกของเกาะคิวชูที่มีประวัติศาสตร์มาอย่างยาวนาน เนื่องจากเคยเป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญที่ญี่ปุ่นใช้ติดต่อค้าขายกับต่างชาติในช่วงที่ประเทศจำกัดความสัมพันธ์กับโลกภายนอก อิทธิพลจากจีนและยุโรปจึงยังปรากฏให้เห็นผ่านสถาปัตยกรรม อาหาร และวิถีชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นสวนโกลเวอร์ (Glover Garden) ซึ่งรวบรวมอาคารสไตล์ตะวันตกเก่าแก่ ย่านชินจิไชน่าทาวน์ (Shinchi Chinatown) หรือโบสถ์โออุระ (Oura Cathedral) ที่สะท้อนประวัติศาสตร์คริสต์ศาสนาในญี่ปุ่น
นอกจากนี้ นางาซากิยังเป็นเมืองที่มีบทบาทสำคัญในประวัติศาสตร์โลกจากเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูในปี 1945 ซึ่งสามารถเรียนรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้ที่ Nagasaki Atomic Bomb Museum และ Peace Park และยังมีวิวท่าเรือและภูเขาที่สวยงาม โดยเฉพาะทิวทัศน์ยามค่ำคืนจากภูเขาอินาสะ (Mount Inasa) ที่มองเห็นแสงไฟของเมืองทอดยาวไปตามหุบเขา ก่อนปิดท้ายวันด้วยจัมปง (Champon) บะหมี่น้ำที่สะท้อนการผสมผสานวัฒนธรรมอาหารจีนและญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจ
Best Time: ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง หรือช่วงเทศกาลโคมไฟนางาซากิที่จัดตามปฏิทินจันทรคติ

Beppu, Oita
เมืองออนเซนที่แช่ทุกวันได้โดยไม่ซ้ำ
มีชื่อเสียงเรื่องแหล่งน้ำพุร้อนจำนวนมาก จนสามารถมองเห็นไอน้ำลอยขึ้นจากอาคารและถนนในหลายย่าน โดยเฉพาะย่านคันนาวะ (Kannawa) ซึ่งเต็มไปด้วยเรียวกัง โรงอาบน้ำสาธารณะ และร้านอาหารที่ใช้ไอน้ำธรรมชาติในการปรุง กิจกรรมที่ไม่ควรพลาดคือการเที่ยวชมบ่อน้ำพุร้อนจิโกกุ (Jigoku) หรือที่เรียกกันว่า ‘บ่อนรก’ ซึ่งมีลักษณะแตกต่างกันไปตามองค์ประกอบของแร่ธาตุและสภาพทางธรณีวิทยา เช่น Umi Jigoku ที่มีน้ำสีฟ้าสดใส หรือ Chinoike Jigoku ที่มีสีแดงจากแร่ธาตุในดิน โดยบ่อเหล่านี้มีไว้สำหรับชม ไม่ใช่ลงแช่ ส่วนใครอยากสัมผัสวัฒนธรรมออนเซ็นอย่างแท้จริงก็สามารถเลือกพักเรียวกัง แช่น้ำพุร้อน หรือทดลองอบทรายร้อนริมทะเลได้ เบปปุเหมาะกับการเดินทางแบบ Slow Travel ที่ให้เวลากับการพักผ่อนมากกว่าการเร่งเก็บสถานที่ท่องเที่ยว
Best Time: ตุลาคม–เมษายน โดยเฉพาะช่วงอากาศเย็นที่เหมาะกับการแช่ออนเซ็น
ภาพ: Shutterstock

