×
387128

“เมืองทั้งเมืองหายไปใน 30 วินาที” เปิดใจตำนานนักบาส ‘Lebanese Tiger’ กับโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดของเลบานอน

10.08.2020
  • LOADING...

ภาพพลังทำลายล้างของแรงระเบิดที่ทำลายส่วนหนึ่งของเมืองให้วอดวายกลายเป็นจุณได้ภายในพริบตาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา ได้สร้างความตื่นตะลึงให้แก่คนทั้งโลกที่แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองกับสิ่งที่ได้เห็น 

 

เสียงภาวนาของโลกทั้งใบถูกส่งมาให้ชาวกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ให้พวกเขาอยู่รอดปลอดภัย หลังแรงระเบิดมหาศาลของแอมโมเนียมไนเตรทจำนวน 2,750 ตันที่เก็บไว้ในคลังสินค้าตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้วได้ทำลายและทำร้ายเมืองอย่างร้ายกาจ

 

ทั้งนี้แม้จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิตจะไม่มากเมื่อคิดถึงภาพของแรงระเบิดมหาศาลที่ทำให้หลายคนนึกถึงระเบิดปรมาณู Fat man และ Little Boy ที่ถูกทิ้งลงที่เมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ 158 ลมหายใจที่หายไปกับผู้บาดเจ็บอีกอย่างน้อย 6,000 คนก็ทำให้หัวใจของคนทั้งโลกหล่นลงพื้นอยู่ดี

 

บางทีนี่อาจเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดถัดจากเหตุการณ์ 9/11 เลยก็ว่าได้

 

สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือแม้จะมีความพยายามในการกอบกู้เมืองกลับมาด้วยความร่วมมือของทุกฝ่าย แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นมากจนยากจะรับไหว 

 

เหนือกว่านั้นคือสภาพจิตใจของชาวกรุงเบรุตที่แหลกสลายตามแรงระเบิดไปด้วย

 

“ฟุตเทจหรือภาพที่คุณได้เห็นทางสื่อนั้นไม่มีอะไรเทียบได้เลยกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น” ฟาดี เอล คาทิบ อดีตนักบาสเกตบอลชาวเลบานอน ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักยัดห่วงที่เก่งที่สุดของเอเชียในปัจจุบันกล่าวถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

 

ฟาดี เอล คาทิบ (ชุดขาว) ตำนานนักยัดห่วงชาวเลบานอน

 

อดีตนักบาสเกตบอลเจ้าของสมญา ‘Lebanese Tiger’ ซึ่งเคยนำทีมชาติเลบานอนลงแข่งขันชิงแชมป์โลกในรายการ FIBA World Championship หลายครั้ง และในระดับสโมสรเคยนำทีมซากีส (Sagesse) และอัล ริยาดี (Al Riyadi) ทีมยัดห่วงสัญชาติเลบานอนคว้าแชมป์ในระดับเอเชียของ FIBA ได้ถึง 4 สมัย โชคดีที่เดินทางไปดูไบเพื่อทำภารกิจส่วนตัวพอดีในวันที่มีการระเบิด

 

แต่โชคร้ายของเขาคือภรรยาและลูกน้อยยังอยู่ในเบรุตในวันนั้น

 

“มันคือหายนะ ทุกอย่างพังเสียหาย ถูกทำลายไปหมด ผมหมายถึงบ้านทุกหลังในเบรุต” เอล คาทิบ ให้สัมภาษณ์กับ CNN Sport หลังจากที่เดินทางกลับมาเห็นหายนะตัวเป็นๆ ในบ้านเกิดของตัวเอง

 

“ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราสร้างมา… มันถูกทำให้หายไปภายใน 30 วินาที คุณคิดไม่ออกหรอกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเบรุตมันมากขนาดไหน อาคารบ้านเรือนจะไม่สามารถทรงตัวได้ภายใน 1 สัปดาห์หลังจากนี้ เพราะมันได้รับความเสียหาย พังทั้งหมด โครงสร้างกำลังถล่มลงมา”

 

 

ความเสียหายที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิด

แรงระเบิดไม่ได้ทำลายแค่บ้านของ เอล คาทิบ แต่ยังรวมถึงภัตตาคารและสปอร์ตคอมเพล็กซ์ที่เขาลงทุนลงแรงสร้างมากับมือด้วย

 

ลำพังเพียงแค่ความเสียหายที่ประเมินในวันนี้อยู่ที่ 6-7 แสนดอลลาร์สหรัฐ แต่จากสิ่งที่เห็นและเป็นอยู่ บางทีเรื่องเงินอาจจะเป็นเรื่องที่สำคัญน้อยที่สุด

 

เพราะสิ่งที่เบรุตต้องจ่ายมากที่สุดกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้คือ ‘ชีวิต’ และ ‘ความหวัง’

 

“สิ่งที่กระทบกับเราไม่ใช่เพียงแค่ธุรกิจ แต่ยังมีเรื่องของชีวิตที่สูญเสียไป เพื่อนของเราที่สูญเสีย ผมสูญเสียเพื่อนที่ตายต่อหน้าลูกๆ ของเขา เราสูญเสียผู้คนชาวเลบานอนที่เชื่อมั่นในเลบานอน พวกเขาเชื่อว่าเราจะมีวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม” เอล คาทิบ กล่าวด้วยความเสียใจ

 

ความตายและน้ำตาแปรเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้นและคราบเลือด เมื่อชาวเลบานอนทนไม่ไหวกับรัฐบาลเลบานอนที่ปล่อยปละละเลยในการจัดการกับสารแอมโมเนียมไนเตรทที่ถูกเก็บไว้ที่คลังสินค้าในตัวเมืองโดยที่ไม่มีการจัดการที่เหมาะสม ทั้งๆ ที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าสิ่งที่พวกเขาเก็บไว้ไม่ต่างอะไรจาก ‘ระเบิดที่ลอยน้ำได้’

 

 

 

 
 
 
 
 
View this post on Instagram
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 

We live together. And we have to learn how to do it well. And understand once and for all that our cause is unanimous: Justice for Beirut. Justice for our deceased families and friends. Justice for 30 years of corruption. Corruption. Corruption. Corruption. There shouldn’t be anything stronger for us. نعيش معا. وعلينا أن نتعلم كيف نفعل ذلك بشكل جيد. ونفهم مرة واحدة وإلى الأبد أن قضيتنا إجماعية: العدالة لبيروت. العدل لعائلاتنا وأصدقائنا المتوفين. العدالة ل30 عاما من الفساد. الفساد. الفساد. الفساد. لا ينبغي أن يكون هناك شيء أقوى بالنسبة لنا.

A post shared by Fadi El Khatib (@fadielkhatib15) on

เอล คาทิบ ร่วมการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลด้วย

 

นำไปสู่การประท้วงครั้งใหญ่เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ใช่จุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา เพราะปัญหาภายในเลบานอนที่ยังคงอยู่และไม่หายไปไหนคือปัญหาทางการเมือง ซึ่งมีการประท้วงอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

 

ในมุมมองของเอล คาทิบ – ผู้ซึ่งเคยได้รับการทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีกีฬา แต่ได้ปฏิเสธไปเพราะไม่อยากทำงานร่วมกับนักการเมืองที่โกงกินชาติ – มองเห็นว่าคนที่ควรจะเป็นผู้นำในการแก้ไขปัญหาของชาติคือเหล่านักการเมืองที่ต้องทำหน้าที่ให้สมกับที่เป็นตัวแทนของประชาชน

 

พวกเขาต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เลบานอนดีขึ้น ไม่ใช่ตกอยู่ในสภาพนี้ ที่นอกจากจะไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีธุรกิจเหลือ และที่สำคัญคือไม่มีความหวังใดๆ

 

“ผมโพสต์เรื่องราวบนโซเชียลมีเดียและบอกว่า ‘พวกคุณทำลายพวกเรา คุณทำให้เรายากจน คุณทำให้เราต้องมีชีวิตอยู่โดยไม่มีไฟฟ้า’ นี่มันปี 2020 แล้ว แต่เรายังไม่มีไฟฟ้า เรายังไม่มีน้ำประปา เรายังไม่มีธุรกิจด้วย”

 

เอล คาทิบ ตระหนักดีว่ากำลังใจคือสิ่งสำคัญสำหรับชาวเลบานอน แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการลงมือแก้ไขปัญหาของคนที่มีหน้าที่

 

หรืออย่างน้อยที่สุดคือการไม่ทำตัวให้เป็นปัญหาในระหว่างที่ทุกคนกำลังพยายามสร้างบ้านแปงเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

 

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories