×

จุลพันธ์แจงงบ ก.แรงงานปี 70 เดินหน้าใช้หนี้ผู้ประกันตน-ลุย Upskill ดัน Traffy Fondue ดูแลแรงงานไทย 45 ล้านคนทั่วโลก คาดเปิดใช้ ส.ค.นี้

โดย THE STANDARD TEAM
01.07.2026
  • LOADING...
จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ชี้แจงงบประมาณที่รัฐสภา

วันนี้ (1 กรกฎาคม)​ ที่รัฐสภา จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้ลุกขึ้นชี้แจงในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 โดยกล่าวขอบคุณสมาชิกที่ได้ให้ข้อมูลและอภิปรายเกี่ยวเนื่องมายังกระทรวงแรงงาน ซึ่งทางกระทรวงได้บันทึกและจะนำไปปรับปรุงในส่วนที่สามารถดำเนินการเพื่อเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน

 

จุลพันธ์กล่าวว่า ในปีนี้กระทรวงแรงงานได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นมา 5% ซึ่งเป็นส่วนที่เพิ่มจากเงินสมทบของผู้ประกันตนในส่วนของสำนักงานประกันสังคม สำหรับข้อห่วงใยเรื่องเม็ดเงินที่ภาครัฐยังติดค้างในส่วนของเงินสมทบการประกันตนนั้น ขอชี้แจงว่าสิ้นเดือนกันยายนนี้ ยอดเงินคงค้างจะเหลืออยู่ประมาณ 42,000 กว่าล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนกลับไปในช่วงปี 2558-2559 งบประมาณคงค้างในส่วนนี้มีจำนวนสูงกว่า 100,000 ล้านบาท แต่หลังจากมีพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก็เป็นกลไกบังคับให้ภาครัฐต้องชำระหนี้สินคงค้างตามสัดส่วน

 

“รัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมาก็ได้ดำเนินการตามที่มีกำลังและตามกรอบงบประมาณที่มีอยู่ ซึ่งปีนี้ก็เช่นเดียวกัน เราได้ตั้งงบประมาณในการชำระหนี้คงค้างประมาณ 7,000 กว่าล้านบาท โดยเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนหน้า ขอยืนยันว่า ส่วนตัวตั้งใจจะยึดมั่นในกรอบนี้เพื่อให้สามารถชำระเงินที่ยังคงค้างกับผู้ประกันตนไปให้ได้ไกลที่สุด โดยวางกรอบไว้ว่าภายในปี 2574 จะดำเนินการให้ครบถ้วน” จุลพันธ์กล่าว

 

สำหรับการสนับสนุนการ Upskill และ Reskill เพื่อพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานนั้น จุลพันธ์กล่าวว่า ตรงกับแนวคิดของกระทรวงแรงงานในยุคปัจจุบันที่ต้องการพัฒนาให้แรงงานไทยเป็นแรงงานที่ทันต่อโลกและปรับตัวทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง ยอมรับว่างบประมาณในส่วนนี้ถูกปรับลดลงพอสมควร แต่ข้อจำกัดดังกล่าวไม่ได้ทำให้ความตั้งใจของกระทรวงลดทอนลง โดยสิ่งที่จะต้องทำมีอยู่ 2 อย่าง คือการ Upskill และ Reskill แบบตรงเป้า มุ่งเน้นภาคอุตสาหกรรมและภาคการผลิตเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในตลาดโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และโซลาร์เซลล์ ซึ่งกระทรวงแรงงานจะต้องทำการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกัน

 

นอกจากนี้ สิ่งที่กระทรวงแรงงานขับเคลื่อนเพิ่มเติมคือโครงการเรียนได้งบ จบได้งาน ซึ่งได้บรรจุไว้ในงบประมาณประจำปี พ.ศ. 2570 เช่นเดียวกัน โดยได้รับการจัดสรรงบประมาณมาประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับการนำร่อง เพื่อที่จะยืนยันว่าโครงการนี้จะเป็นประโยชน์และสามารถฝึกทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง

 

จุลพันธ์กล่าวอีกว่า รัฐบาลไม่ได้ละเลย โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ และรัฐมนตรีในกระทรวงที่เกี่ยวเนื่องได้มีการหารือร่วมกันมาโดยตลอด ถึงแม้ว่างบประมาณประจำปีจะมีข้อจำกัด แต่ยังมีงบประมาณอีกส่วนหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้ เช่น พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่มีการระบุถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ไว้อย่างชัดเจน ซึ่งกระทรวงแรงงานตั้งใจที่จะประสานไปยังกระทรวงการคลังเพื่อส่งคำขอจัดดำเนินการ เพราะการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่ไม่อาจละเลยได้

 

ส่วนด้านการจ้างงาน กระทรวงแรงงานได้เปิดตลาดใหม่ๆ ในต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยงและขยายขอบเขตตลาดแรงงาน ขณะเดียวกันในส่วนของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้เตรียมความพร้อมในการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยติดตามความเดือดร้อนของแรงงาน โดยปัจจุบันได้พัฒนาระบบ Traffy Fondue ร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อดูแลประชากรในภาคแรงงานกว่า 45 ล้านคน คาดว่าจะเสร็จสิ้นไม่เกินต้นเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งจะเป็นระบบใหม่ที่พี่น้องแรงงานสามารถใช้งานได้สะดวกขึ้น

 

“ผมได้รับการสั่งงานและหารือกับ รมว.อว. ว่าอยากจะนำระบบ Traffy Fondue ไปยกระดับสู่สากลในระดับนานาชาติให้ได้ เพื่อให้ระบบนี้สามารถรองรับและช่วยเหลือแรงงานไทยไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก ในการรับเรื่องร้องเรียนและความเดือดร้อน ตลอดจนดำเนินการช่วยเหลือภายใต้กรอบกฎหมายได้อย่างเหมาะสม” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าว

 

สำหรับประเด็นการเข้าสู่อนุสัญญาต่างๆ กับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โดยเฉพาะฉบับที่ 87 และ 98 ว่าด้วยเสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองนั้น จุลพันธ์ชี้แจงถึงเหตุผลที่ต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาใหม่ ทั้งที่มีการศึกษามาก่อนแล้วว่า เนื่องจากโครงสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีความเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อกระบวนการตัดสินใจ จึงจำเป็นต้องตั้งกรรมการขึ้นมาพูดคุยร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียฝ่ายรัฐ ทั้งฝ่ายความมั่นคง กรมการปกครอง และกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อทำความเข้าใจในข้อห่วงใยเกี่ยวกับข้อพิพาทของประเทศเพื่อนบ้าน ก่อนที่จะเดินหน้าสัญญาร่วมกับคณะกรรมการไตรภาคีต่อไป เพื่อไม่ให้กระบวนการถูกตีตกในท้ายที่สุด

 

จุลพันธ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยินดีให้มีการตรวจสอบและพร้อมที่จะอธิบายรายละเอียดงบประมาณที่เกี่ยวข้องต่อสมาชิกทุกคนในชั้นกรรมาธิการ ส่วนใดที่เป็นประโยชน์ก็พร้อมเดินหน้า และหากสมาชิกมีข้อท้วงติงที่มีเหตุผล การปรับเปลี่ยนงบประมาณก็เป็นอำนาจของสมาชิกทุกคน ซึ่งทางกระทรวงแรงงานยินดีที่จะให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising