×

John Motson บทอำลา 50 ปี ตำนานเสียงแห่งเกมลูกหนัง

16.05.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

10 Mins. Read
  • จอห์น มอตสัน (John Motson) บรรยายเกมมากกว่า 2,500 แมตช์ออกโทรทัศน์ กับอีก 10 ฟุตบอลโลก 10 ฟุตบอลยูโร 29 นัดชิงเอฟเอคัพ และอีก 200 นัดของทีมชาติอังกฤษ
  • เขาเป็นเหมือนสัญลักษณ์หนึ่งของวงการฟุตบอลโทรทัศน์ อยู่กับคนอังกฤษมายาวนานมากกว่า 50 ปี เรียกว่ามีสถานะไม่ต่างจาก ‘สมบัติของชาติ’
  • ​​มอตสันยืนยันว่า 50 ปีที่ผ่านมาเขาพอใจแล้ว และหลังจากนี้ถึงเวลาที่เขาจะได้นั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้านกับครอบครัว และใช้เวลาทบทวนไปกับเรื่องราวของความหลังตลอดครึ่งร้อยปีที่ผ่านมา

​ถ้าใครเป็นแฟนฟุตบอลอังกฤษและเคยได้ชมรายการ Match of the Day รายการฟุตบอลระดับตำนานของโลก ผมเชื่อว่าเราน่าจะเคยได้ผ่านตากับภาพของผู้ชายสูงวัยรูปร่างท้วมนิดๆ ผมสีดอกเลา ถือไมโครโฟนอันใหญ่ และบางครั้งก็สวมเฮดโฟนอันที่ใหญ่กว่า ภายใต้ชุดขนแกะสีน้ำตาล ยืนรายงานข่าวฟุตบอลอยู่ข้างสนาม บอกเล่าเรื่องราวและแสดงความคิดเห็นโต้ตอบกับพิธีกรในสตูดิโอ

 

นั่นเป็นภาพที่เราจดจำ จอห์น มอตสัน (John Motson) ตำนานคอมเมนเตเตอร์ฟุตบอล หรือผู้บรรยายเกมคนนี้ได้เป็นอย่างดี

 

เช่นกันกับน้ำเสียงที่มีเสน่ห์ นุ่มแต่หนักแน่น ใช้คำพูดไม่มากแต่คมกริบ เพราะทุกประโยคผ่านการร้อยเรียงมาเป็นอย่างดีด้วยความสามารถ สัญชาตญาณ และประสบการณ์ เรียกว่าใช้คำน้อยแต่ได้มาก

 

สำหรับชาวอังกฤษ มอตสัน หรือ มอตตี้ (Motty) เป็นเหมือนสัญลักษณ์หนึ่งของวงการฟุตบอลโทรทัศน์ เขาอยู่กับคนอังกฤษมายาวนานมากกว่า 50 ปีแล้วครับ เรียกว่ามีสถานะไม่ต่างอะไรจาก ‘สมบัติของชาติ’ หรือหากพูดให้ถูกกว่านั้น มอตตี้คือ ‘เสียงแห่งเกมลูกหนัง’ ที่ทุกคนรักและหลงใหล

 

เพียงแต่บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่จะคงอยู่ตลอดไปครับ

 

ในวันที่ 13 พฤษภาคมที่ผ่านมา มอตสันจะทำหน้าที่เป็นครั้งสุดท้ายในคู่ระหว่างคริสตัล พาเลซ และเวสต์บรอมวิช อัลเบียน ที่สนามเซลเฮิร์สท์ ปาร์ค ในเกมนัดสุดท้ายของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้พอดี โดยเสียงบรรยายเกมของเขาจะนำมาใช้ในรายการฟุตบอลยอดนิยมอันดับหนึ่งตลอดกาล Match of The Day ​และหลังจากนั้นจะไม่มีเสียงของ จอห์น มอตสัน ในเกมฟุตบอลอีกต่อไป

 

ก่อนที่เสียงแห่งเกมลูกหนังจะเงียบงันไปตลอดกาล ผมขอเล่าเรื่องตำนานของมอตสันให้ฟังสักหน่อย เพื่อเป็นการสดุดีเป็นครั้งสุดท้ายสำหรับตำนานคนหนึ่งของวงการคนนี้

 

และยังมีคำถามที่น่าสนใจอยู่บ้างว่า อะไรที่ทำให้คนคนหนึ่งสามารถทำงานแบบเดียวกันมาเป็นเวลาครึ่งศตวรรษ ไม่เบื่อบ้างหรือ ไม่เหนื่อยบ้างหรือ ไม่คิดเปลี่ยนใจบ้างเลยหรือ

 

เมื่ออ่านจบผมคิดว่าเราน่าจะได้อะไรกลับมาจากเรื่องราวของเขากันบ้างครับ 🙂

 

 

ความกล้าเมื่อฟ้าลิขิต

​แต่ละคนมีจุดเริ่มต้นเส้นทางชีวิตที่แตกต่างกัน บางคนอาจจะเริ่มต้นทุกอย่างอย่างที่ตั้งใจจะให้เป็นแบบนั้น บางคนอาจจะไม่มีทางเลือกในเวลาของการเริ่มต้น ขณะที่บางคนการเริ่มต้นมันเป็นเรื่องของความบังเอิญ

 

มอตสันเป็นตัวอย่างหนึ่งของคนที่ ‘จับพลัดจับผลู’ ได้ทำงานในวงการฟุตบอลครับ ในสมัยเด็กๆ เจ้าหนูมอตตี้มีความฝันอยากจะเป็น ‘นักข่าวหนังสือพิมพ์’ พอเรียนจบในระดับไฮสคูล ซึ่งในยุคสมัยนั้น (ช่วงประมาณปี 1960) หนทางที่ดีที่สุดที่จะได้เป็นนักข่าวหนังสือพิมพ์ระดับแนวหน้าได้ก็คือการทำงานกับหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นก่อน

 

บาร์เน็ต เพรส เป็นสถานที่ทำงานแห่งแรกของมอตสัน และที่นี่ก็เป็น ‘โรงเรียนวิชาชีพ’ แห่งแรกของเขาด้วยครับ เขาใช้เวลาในการร่ำเรียนวิชางานข่าวอยู่ 4 ปีด้วยกัน

 

หลังจากนั้นเขาได้โอกาสในการย้ายไปทำงานให้กับสถานีวิทยุ BBC ในเมืองเชฟฟิลด์ ในปี 1968 ซึ่งเป็นเวทีที่ใหญ่กว่า ​ระหว่างนั้นเองที่เริ่มมีคนมาถามเขาว่าสนใจที่จะลองเป็นคอมเมนเตเตอร์บรรยายเกมทางวิทยุดูบ้างไหม

 

ถึงจะไม่ใช่สิ่งที่เขาคิดจะทำในทีแรก แต่มอตสันไม่ปฏิเสธโอกาสนั้นครับ และความกล้าที่จะลองทำอะไรใหม่ๆ นั่นเองที่กลายเป็นการเปิด ‘ประตู’ ให้เขาได้ก้าวเดินสู่เส้นทางใหม่ของชีวิต ทางที่เขาเองก็ไม่คิดว่าเขาจะใช้เวลาในการเดินทางในเส้นทางสายนี้เป็นเวลาครึ่งศตวรรษ

 

อย่างที่บอกครับว่าชีวิตคนเรามันมีเรื่องราวของการจับพลัดจับผลูเกิดขึ้นได้เสมอ สำหรับมอตสันการทดลองบรรยายเกมของเขา 2-3 นัดนั้น ทำให้เขาได้รับการทาบทามจากรายการ Match of the Day รายการฟุตบอลยอดนิยมโดยที่เขาไม่ทันได้ตั้งตัว

 

เวลานั้น Match of the Day เสีย เคนเนธ โวลสเทนโฮล์ม ผู้บรรยายจอมเก๋าระดับตำนานไป ทำให้ต้องการผู้บรรยายหน้าใหม่ตาม แบร์รี เดวิส และ เดวิด โคลแมน สองผู้บรรยายเลือดใหม่ของ BBC ที่เข้ามาก่อนหน้า

 

เช่นเคยครับ มอตสันไม่ปฏิเสธ และมันเป็นจุดเปลี่ยนในชีวิตของเขาทันที

 

คำแนะนำจากร็อด สจวร์ต

​ถึงเส้นทางของเขาจะดูคล้ายสวยหรูเหมือนโรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่เบื้องหลังของความสวยงามนั้นมีหนามแหลมที่ทิ่มแทง สำหรับคนอ่อนประสบการณ์ การทำงานในเวทีใหญ่ระดับประเทศไม่ใช่เรื่องที่รับมือได้ง่าย

 

มันมีความกดดัน ความคาดหวัง จากทั้งคนอื่นและจากทั้งหัวใจตัวเอง โดยเฉพาะสำหรับคนที่ชื่นชอบในความสมบูรณ์แบบอย่างมอตตี้ เขาใส่ทั้งพลังตัวพลังใจลงไปในการทำงานเต็มที่เสมอ และกลายเป็นดาบสองคม เพราะมันทำให้เขาแบกรับบางอย่างมากเกินไป

 

ความกลัวที่จะผิดและพลาดทำให้มอตสันนอนไม่หลับ “ในช่วงแรกๆ ผมจะมีอาการวิตกก่อนเกมอย่างมาก และทำให้ผมนอนไม่หลับบ่อยๆ” เขาต่อสู้กับเงามืดในหัวใจอยู่นานครับ และไม่มีวี่แววว่าจะชนะมันได้

 

จนกระทั่งวันหนึ่งมอตสันได้มีโอกาสไปเล่นฟุตบอลที่จัดขึ้นในบ้านย่านเอปปิง ของ ร็อด สจวร์ต นักร้องเสียงแหบเสน่ห์คนดัง ที่เชิญคนรู้จักมาดวลเพลงแข้งกัน ก่อนจะพากันไปหาอะไรดื่มเพื่อพักผ่อนและแลกเปลี่ยนบทสนทนากับเรื่องราวในชีวิตในผับใกล้ๆ

 

เรื่องราวมากมายของแต่ละคนเดินทางออกจากหัวใจผ่านปากเข้าที่หูของกันและกัน และไม่รู้ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์หรืออะไร ทำให้มอตสันเอ่ยปากถามแหบเสน่ห์อย่างตรงไปตรงมา ​“คุณเคยประหม่าหรือเปล่าเวลาขึ้นเวทีไปร้องเพลง”

 

ร็อด สจวร์ต ตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว “ประหม่า? ทำไมผมต้องประหม่าด้วย ก็การร้องเพลงคืองานของผม”

 

คำตอบของร็อด สจวร์ตเหมือนจะไม่มีอะไร เรียบง่ายมากครับ แต่สำหรับมอตสันมันเปลี่ยนความคิดของเขาไปทั้งชีวิต ​“ผมเริ่มคิดถึงการบรรยายเกมฟุตบอลว่ามันเป็นงานที่ผมทำ แล้วทำไมผมถึงจะต้องไปคิดอะไรเยอะแยะกับเรื่องนี้ด้วย”

 

จริงอยู่ที่แม้จะทำงานมานานขนาดไหน แต่มืออาชีพตัวจริงอย่างมอตตี้เองก็วิตกบ้างว่าเขาจะเตรียมการได้ดีหรือเปล่า จะมีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า แต่มันก็เป็นเรื่องปกติธรรมดาของคนที่ทำงานด้วยความใส่ใจ สิ่งที่แตกต่างออกไปคือเขาไม่กลัวที่จะทำอีก

 

ถูกก็ดีไป ผิดก็แก้ไข ไม่มีอะไรมากกว่านั้น ที่สำคัญ มันดีกว่าการกลัวแล้วไม่กล้าจะทำอะไรเลย

 

 

50 ปีผ่านมา สิ่งที่เปลี่ยนแปลงและสิ่งที่ไม่เปลี่ยนไป

​จากวัยหนุ่มสาว มอตสันผ่านการทำงานกับ BBC มายาวนานกว่า 50 ปี ระยะเวลาครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โลกของเราเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากครับ ซึ่งมอตสันถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้รู้ได้เห็นในความเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง

 

ในวันที่เขาได้เริ่มงานกับรายการ Match of the Day ในอังกฤษมีสถานีโทรทัศน์เพียง 3 แห่งเท่านั้นคือ BBC One, BBC Two และ ITV และในแต่ละฤดูกาลจะมีการถ่ายทอดสดเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้นคือเกมเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศ

 

มาถึงวันนี้มีสถานีโทรทัศน์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย มีเพย์ทีวี มีทีวีออนไลน์ และการถ่ายทอดสดเกมฟุตบอลนั้นมีให้ชมครบทุกนัด ทุกลีก ทุกถ้วยบนโลกใบนี้ แต่สำหรับมอตสันเขามองว่า 50 ปีที่ผ่านมาในโลกของเขานั้นมีแค่ 2 อย่างที่เปลี่ยนไป เดาดูไหมครับว่าอะไร?

 

ผมไม่คิดว่าจะมีใครเดาได้ถูกแน่ๆ

 

คำเฉลยคือ อย่างแรกยุคนี้มีคอมเมนเตเตอร์เต็มไปหมด ซึ่งไม่เหมือนในวันแห่งการเริ่มต้นของเขาเลย

 

“สมัยที่ผมเริ่มทำงาน มีคอมเมนเตเตอร์อยู่แค่ 6 คนเท่านั้น อยู่ที่ BBC กับ ITV ที่ละ 3 คน แต่ในสมัยนี้ที่ไหนก็มีไม่ว่าจะทีวี วิทยุ หรือแม้แต่วิทยุท้องถิ่น คิดรวมๆ แล้วน่าจะมีเกิน 100 คน และผมไม่สงสัยเลยว่าทุกคนก็อยากจะเหนือคนอื่นทั้งนั้น”

 

การแข่งขันที่รุนแรงคือสิ่งที่แตกต่างไปจากในอดีต แต่สำหรับคนที่มาจากอดีตในยุคที่ไม่ได้มีโอกาสเปิดกว้างแบบนี้ การที่เขาได้เป็น 1 ใน 6 ของคนที่ทำงานด้านนี้ก็นับว่าเป็นความสำเร็จ เหมาะสมกับตำแหน่ง ‘ยอดยุทธ์’ แล้ว

 

ส่วนอย่างที่สองคือจำนวนกล้องที่ใช้สำหรับการถ่ายทอดสดที่มีเพิ่มจากอดีตอย่างมากมายมหาศาล เพราะในขณะที่สมัยก่อนภาพรีเพลย์ก็ไม่มี ทำให้ผู้บรรยายต้องมีสมาธิกับเกมสูงมากเพื่อไม่ให้พลาดจังหวะสำคัญในเกม

 

ตรงข้ามกับเกมสมัยใหม่ที่มีกล้องใช้จับทุกเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวในทุกมุมของสนาม แม้กระทั่งการจับตานักฟุตบอลระดับสตาร์ในทุกการเคลื่อนไหวก็ยังมีเลย ไม่นับมุมกล้องพิเศษอื่นๆ อีกมากมาย

 

แต่ถึงโลกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน สำหรับมอตสันมันยังมีสิ่งที่เขาไม่คิดเปลี่ยนไป

 

อย่างแรกคือเขาไม่สนใจเทคโนโลยีใดๆ ทั้งนั้น ไม่ต้องตามหา John Motson บน Facebook, Twitter, Instagram, Pinterest, LinkedIn หรือโซเชียลมีเดียไหนๆ ครับ เขาไม่มีสักอย่าง

 

มอตสันไม่ค้นข้อมูลในอินเทอร์เน็ตด้วย เพราะเขาใช้ไม่เป็น

 

​สิ่งที่เขาทำในการเตรียมตัวก่อนการทำงานบรรยาย เป็นวิธีการของผู้บรรยายสมัยดั้งเดิมเมื่อร่วมร้อยปีที่แล้ว ปากกา (ที่ภรรยาซื้อให้) สมุดโน้ต กระดานสีขาวอันเล็กๆ คือสิ่งที่เขาพกติดตัวเอาไว้เพื่อใช้จดบันทึกทุกอย่าง

 

ขณะที่ก่อนจะถึงเกมในวันเสาร์ มอตสันจะโทรศัพท์เพื่อพูดคุยกับผู้จัดการทีมของทีมที่จะลงสนาม หรือหากไม่เป็นผู้จัดการทีมก็ต้องเป็นใครก็ได้ที่เขารู้จัก โดยเป็นการโทรไปเพื่อสอบถามว่าจะมีใครที่ลงสนามบ้างในเกมนี้

 

กระบวนการตรงนี้อาจจะใช้เวลามาก เพราะแต่ละทีมมีผู้เล่นเกิน 25 คน แต่ในฐานะผู้บรรยาย มอตสันเชื่อว่าทุกคนควรที่จะมีอะไรติดไว้ในหัวบ้างว่าทีมนี้จะมีใครลงเล่นบ้างและจะมีการจัดทีมอย่างไร

 

มอตสันยังค้นคว้าเพิ่มด้วยการนั่งดูดีวีดีเกมการแข่งขันย้อนหลังของทีมในคู่ที่เขาจะบรรยาย หรือบางครั้งเขาก็ไปนั่งดูเกมกลางสัปดาห์ด้วยตัวเองเท่าที่จะทำได้เพื่อเก็บข้อมูลให้ได้มากที่สุด

 

สิ่งที่เขาบันทึกก็เช่น นักเตะคนไหนเล่นตำแหน่งไหนบ้าง ระบบการเล่นเป็นแบบไหน ใครเตะมุม เตะฟรีคิก เตะจุดโทษ ไปจนถึงตัวสำรองมีใครบ้าง

 

ในการทำเช่นนั้น ที่ทำได้เพราะมอตสันไม่เคยคิดว่าตัวเองไปทำงานครับ แต่เขาเปลี่ยนงานให้เป็นชีวิต และมันเป็นเหตุผลที่เขาไม่เคยไปจากเกมฟุตบอลเลยตลอด 50 ปีที่ผ่านมา

 

 

บทสนทนาในความทรงจำ

​ถ้าถามเขาว่า เขาคิดว่าตัวเองเป็นคนโชคดีไหมที่ได้ทำงานตรงนี้มาอย่างยาวนาน คำตอบจากมอตสันนั้นชัดเจนทุกครั้ง เขารู้ว่าตัวเองเป็นคนโชคดีแค่ไหนกับงานตรงนี้

 

งานที่ทำให้เขาได้ไปชมเกมฟุตบอลมากมายทั่วโลก ได้เห็นความสวยงามของเกมฟุตบอลในระยะที่ใกล้กว่าแฟนบอลทั่วไป และมากกว่านั้นคือมันเป็นงานที่ทำให้เขาได้มีโอกาสพบและพูดคุยกับเหล่ายอดผู้จัดการทีมมากมาย รวมถึงเหล่ามหาบุรุษอย่าง เซอร์อัลฟ์ แรมซีย์ ผู้จัดการทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลกปี 1966, บิล แชงค์ลีย์ บิดาแห่งแอนฟิลด์, ไบรอัน คลัฟ อัจฉริยะลูกหนังปากกรรไกรแห่งน็อตติงแฮม ฟอเรสต์ และ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน บรมกุนซือแห่งโอลด์แทรฟฟอร์ด

 

แน่นอนว่าคนแรกในหมู่ยอดคนข้างต้นที่มอตสันต้องสัมภาษณ์ย่อมหนีไม่พ้น เซอร์อัลฟ์ แรมซีย์

 

มันเป็นบทสัมภาษณ์ที่เขายอมรับว่ายากที่สุดครั้งหนึ่งเลย เพราะต้องสัมภาษณ์หลังจากที่อังกฤษไม่ผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลโลกในปี 1974 ที่ประเทศเยอรมนีตะวันตก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น 8 ปีพวกเขาเป็นแชมป์โลก!

 

คำถามที่มอตตี้ต้องถามกุนซือระดับนั้นว่า “คุณคิดว่าคุณจะได้ทำงานต่อไปหรือไม่” แค่คิดก็สยองแล้วครับ

 

หรืออย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อดีตผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครั้งหนึ่งก็เคยใช้ไม้ตาย ‘ไดร์เป่าผม’ ใส่มอตตี้มาแล้ว หลังจากที่โดนถามเรื่องสถิติการโดนลงโทษของ รอย คีน หลังไปโดนใบแดงในเกมนัดหนึ่งเมื่อปี 1995

 

วันนั้นเฟอร์กี้เดือดถึงขั้นยุติการสัมภาษณ์ทันที โดยบอกว่ามอตสันไม่มีสิทธิ์จะถามเรื่องนี้ แต่หนึ่งสัปดาห์ถัดมาทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติในความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสอง

 

คนที่ถือเป็นไม้เบื่อไม้เมากับเขามากที่สุดคือ ‘คลัฟจี้’​ ไบรอัน คลัฟ กุนซือปากกรรไกรที่มีความสามารถในการพูดจาเชือดเฉือน ทิ่มแทง จิกกัด ด่าเจ็บแสบ เป็นที่หนึ่งในใต้หล้า แต่ก็เป็นคนที่พูดแล้วใครๆ ก็อยากฟัง

 

ครั้งหนึ่งมอตสันเคยถามโปรดิวเซอร์รายการว่า เขาควรจะเตรียมตัวหรือเตรียมคำถามอะไรเป็นพิเศษไหมในการสัมภาษณ์คลัฟ เพราะเขาอยากให้งานออกมาดีที่สุด คนสนใจอยากจะฟังมากที่สุด

 

คำตอบของโปรดิวเซอร์ทำให้มอตตี้ถึงบางอ้อ “ต่อให้คุณเอาสมุดโทรศัพท์มากางให้เขาอ่าน คนก็ยังจะฟังเขาด้วยความสนใจอยู่ดี”

 

เพียงแต่ความเอาแน่เอานอนไม่ได้ของคลัฟ อีกด้านหนึ่งก็เป็นความท้าทายของมอตสันว่าเขาจะสัมภาษณ์ได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ซึ่งมันก็มีทั้งออกมาดีและแย่ปะปนกันไป

 

แต่อย่างน้อยมันคือสิ่งที่เขาทำแล้วมีความสุข “ผมสนุกกับงานด้านนี้มากพอๆ กับการที่ผมได้ไปตระเวนชมเกมฟุตบอลเลย” มันคือความทรงจำมากมายที่ต่อให้เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม

 

เสียงนกหวีดสุดท้าย

​มากกว่า 2,500 แมตช์ที่เขาบรรยายเกมออกโทรทัศน์ กับอีก 10 ฟุตบอลโลก 10 ฟุตบอลยูโร 29 นัดชิงเอฟเอคัพ และอีก 200 นัดของทีมชาติอังกฤษ มันเป็นตัวเลขที่มหัศจรรย์สำหรับผู้บรรยายคนหนึ่ง

 

​“ผมมีช่วงเวลาที่วิเศษ” มอตสันยอมรับ “ผมไม่คิดว่าจะมีอะไรที่ดีไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับผม เพราะผมบ้าฟุตบอลมาตั้งแต่เด็ก และการที่ได้ทำงานที่ได้ดูฟุตบอล แถมยังได้ตระเวนไปตามรายการใหญ่ๆ ต่างๆ สำหรับผมมันคือรางวัลชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้ว”

 

ก็น่าจะจริงครับ เพราะถึงมันอาจจะไม่ใช่งานที่ทำให้เขาได้เงินมากมายในระดับมหาเศรษฐี แต่ผมคิดว่ามอตสันเป็นหนึ่งในคนที่น่าอิจฉาที่สุดในโลกครับ ​ได้ทำอะไรที่รัก และใช้เวลาทั้งชีวิตกับมัน เป็นหนึ่งในสิ่งที่คนค่อนโลกฝันอยากจะมีชีวิตแบบนี้

 

เพียงแต่ทุกอย่างมีเวลาของมัน มอตสันเองก็มีเวลาจำกัดในโลกของฟุตบอล และเวลาของเขากำลังจะหมดลงครับ

 

เราได้ยินเสียงของเขาอีกครั้งใน Match of the Day สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และน่าจะได้เห็นการปรากฏตัวเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ ในนัดชิงเอฟเอคัพสัปดาห์หน้า

 

โดยที่ BBC ได้จัดเตรียมรายการพิเศษ Motty: The Man Behind The Sheepskin ให้กับมอตตี้ ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ด้วยครับ

 

ทุกคนจะได้ชมเรื่องราวของชายผู้เป็นเสียงของเกมฟุตบอล ย้อนรอยการบรรยายในตำนาน ตอบคำถามถึงสิ่งต่างๆ ที่เขาพบเจอตลอดระยะเวลาการทำงาน 50 ปี และความทรงจำที่แสนดีในวันวาน

 

​“ผมรู้สึกซาบซึ้งอย่างมากที่ BBC อุทิศช่วงเวลาของค่ำวันนั้นเพื่อผม” มอตสันยืนยันว่า 50 ปีที่ผ่านมาเขาพอใจแล้ว และหลังจากนี้ถึงเวลาที่เขาจะได้นั่งพักผ่อนอยู่ที่บ้านกับครอบครัวและใช้เวลาทบทวนไปกับเรื่องราวของความหลังตลอดครึ่งร้อยปีที่ผ่านมา

 

​มันคงมากพอที่ชายวัย 72 ปีจะใช้ชีวิตพร้อมรอยยิ้มในทุกวันที่ลืมตาขึ้นมา

 

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างและทุกความทรงจำ

 

ขอให้มีความสุขในวันเวลาที่เหลือนะ เราจะไม่มีวันลืม The Voice of Football​

 

อ้างอิง:

FYI
  • เกมแรกที่มอตสันได้บรรยายคือเกมระหว่างเอฟเวอร์ตันปะทะดาร์บี เมื่อปี 1969
  • ส่วนเกมที่แจ้งเกิดเขาอย่างเป็นทางการคือการบรรยายเกมเอฟเอคัพ ปี 1972 นัดรีเพลย์​คู่ระหว่างเฮียร์ฟอร์ดกับนิวคาสเซิล
  • ประโยคคำบรรยายที่เปลี่ยนชีวิตเขาคือ “Radford again. Oh, what a goal! What a goal! What a goal! Radford the scorer”
  • มอตสันประกาศการอำลาวงการของเขาเมื่อเดือนกันยายนปีกลาย โดยหลังจากนั้นจนถึงสิ้นสุดฤดูกาลถือเป็น Farewell Tour ของเขา โดยเกมสุดท้ายจริงๆ ที่จะได้ปรากฏตัวคือเกมเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ ระหว่างเชลซีและแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
  • เกมสุดท้ายที่เขาบรรยายทางวิทยุคือเกมระหว่างอาร์เซนอลและวัตฟอร์ด เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ส่วนกับ Match of the Day เขาจะทำหน้าที่เป็นเกมสุดท้ายในสุดสัปดาห์นี้
  • ตลอดชีวิตการทำงาน จอห์น มอตสัน มีคู่แข่งคนสำคัญคือ แบร์รี เดวิส ที่เคยร่วมงานกันใน BBC นั่นเอง
  • นักฟุตบอลที่มอตสันคิดว่าเก่งที่สุดที่เคยเห็นคือ พอล แกสคอยน์ (แต่เขาก็เสียดายที่ได้เห็น บ็อบบี้ มัวร์ และ บ็อบบี้ ชาร์ลตัน ในช่วงปลายชีวิตการเล่นแล้ว) ส่วนนักเตะต่างชาติที่เก่งที่สุดสำหรับเขาคือ เอริก คันโตนา
  • เหตุการณ์ที่ตลกที่สุดในชีวิตการทำงาน 50 ปีของมอตสันคือ เกมหนึ่งที่สนาม เบสบอล กราวด์ ของดาร์บี ในปี 1970 วันนั้นผู้ตัดสินเป่าจุดโทษ แต่ว่าสนามมันมีแต่โคลนมองไม่เห็นจุดโทษ กรรมการต้องวัดระยะเองให้ได้ 12 หลา แล้วให้คนเอาสีมาแต้มทาเป็นจุดโทษ
  • เกมที่เขาประทับใจที่สุดมี 2 นัดคือ เกมระหว่างอิตาลีกับบราซิล ในศึกฟุตบอลโลก 1982 และเกมที่อังกฤษบุกไปชนะเยอรมนี 5-1 ถึงถิ่น
  • เสื้อโค้ตขนแกะสีน้ำตาลที่เป็นเอกลักษณ์ของเขา เป็นของขวัญวันคริสต์มาส และภาพจำของเขาเกิดขึ้นเมื่อสวมเสื้อตัวนี้ลงไปบรรยายเกมข้างสนามที่วีคอมบ์ เมื่อปี 1990 ท่ามกลางหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก
  • ปัจจุบันมอตตี้มีเสื้อขนแกะเหลืออยู่ 2 ตัว จากที่เคยมีสูงสุดถึง 7-8 ตัว
  • เขาไม่เคยสนใจการได้รับเชิญไปเกมโชว์หรือรายการเต้นต่างๆ แต่ถ้าเป็นรายการตอบคำถามกีฬาเขาจะไป
  • มอตสันได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้น OBE เมื่อปี 2001 จากผลงานที่รับใช้วงการกีฬามาอย่างยาวนาน
  • และในวาระของการอำลา เขาจะได้รับรางวัลพิเศษสุด Bafta ด้วย
  • เพื่อเป็นการสดุดีเขา Twitter จัดทำอีโมจิพิเศษให้ ซึ่งทำให้มอตตี้เป็นผู้บรรยายกีฬาของอังกฤษคนแรกที่มีอีโมจิเป็นของตัวเอง โดยจะใช้อีโมจินี้ได้ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้
  • ถ้าไม่ได้เป็นผู้บรรยายกีฬา มอตสันคิดว่าเขาจะไปเป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ และโฆษกวิทยุ เพราะมีคนบอกว่าเสียงของเขา (ที่คนยกย่องว่า perfect-pitch)
  • ครั้งหนึ่งมอตสันเคยกล่าวไว้ครับว่า “ผมแค่หวังว่าทุกคนจะได้คิดถึงผมและมองว่าผมเป็นผู้บรรยายที่ดี ถ้าพวกเขาคิดถึงผมแบบนั้น ผมก็สามารถจะไปจากที่นี่ได้อย่างคนที่มีความสุข”
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising