Menu
143658

Joan Cornellà อ่านบทสัมภาษณ์พิเศษที่เขาตั้งชื่อว่า BLOAB ก่อนไปชมนิทรรศการจริง Happy Endings

07.11.2018
  • LOADING...
  • Loading...

โจแอน คอร์เนลลา ศิลปินหนุ่มจากสเปนที่สร้างชื่อให้ตัวเองด้วยผลงานภาพประกอบที่ดูเผินๆ เหมือนจะเบาสมอง แต่ถ้าตั้งใจดูเนื้อหาดีๆ ผลงานของเขาเต็มไปด้วยการเสียดสีประเด็นเผ็ดร้อนในสังคม การเมือง และหัวข้อ 18+ ที่รุนแรงและต้องใช้วิจารณญาณในการดู (แรงเสียจนภาพวาดของเขาโดนแบนทั้งในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมาแล้วหลายครั้ง) ซึ่งขัดกับลายเส้นเรียบง่าย น่ารัก สีสันสดใสเหลือเกิน

 

และถือเป็นเรื่องโชคดีของชาวไทยที่จะได้ชมนิทรรศการของเขาที่จัดขึ้นในกรุงเทพฯ เป็นครั้งที่ 2 โดย Farmgroup ในชื่อ Joan Cornellà: Happy Endings แล้วก็เป็นโชคดีของ THE STANDARD POP ที่ได้พูดคุยกับ โจแอน คอร์เนลลา เกี่ยวกับนิทรรศการในครั้งนี้และตัวตนจริงๆ ของเขา

 

 

โจแอน คอร์เนลลา ปรากฏตัวในร่างที่ดูผอมบางลงกว่าปีที่แล้วเยอะ แม้ผลงานของเขาจะดูกวน ประชดประชัน และเข้าถึงง่าย แต่ตัวของเขากลับดูเคร่งขรึม จริงจัง และขี้อาย เราจึงเริ่มต้นสนทนาด้วยประเด็นที่คิดว่าเขาจะบอกเล่าการมาเยือนประเทศไทยครั้งล่าสุดได้อย่างสบายๆ กับคำถามเกี่ยวกับนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขา

 

เป็นครั้งที่ 2 แล้วที่คุณมาจัดงานที่กรุงเทพฯ เล่าให้เราฟังสักหน่อยได้ไหมเกี่ยวกับความพิเศษของ Joan Cornellà: Happy Endings

ผมเดินทางมาอยู่ที่นี่ได้ประมาณ 1 เดือนแล้ว และก็เริ่มทำงานที่นี่เลย มีหลายงานที่ผมวาดที่นี่ ในนิทรรศการครั้งนี้เลยถือว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในแง่ของคุณภาพงาน และในมุมหนึ่งมันก็แตกต่างจากครั้งที่แล้วด้วย อย่างงานชิ้นใหญ่ตรงนั้นผมก็ให้เพื่อนช่วยหาสตูดิโอให้เช่าแล้ววาดในเมืองไทยเลย

 

 

แล้วทำไมต้อง Happy Endings

เอาเข้าจริงผมก็ไม่ค่อยโอเคกับชื่อนี้เท่าไรนัก เพราะงานของผมทั้งหมดมันเงียบ ไร้เสียง มันไม่ต้องการชื่องาน

 

แสดงว่าผลงานในนิทรรศการครั้งนี้ก็ไม่ได้เชื่อมโยงกับคำว่า Happy Endings เลย

มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะมองยังไงนะ เหมือนกับงานศิลปะของผมไง ผมไม่รู้หรอก ผมแค่อยู่ตรงนี้แล้วแสดงงานไป

 

ถ้าอย่างนั้น Happy Endings ในความหมายส่วนตัวของคุณเป็นแบบไหน

น่าจะเหมือนกับผลงานศิลปะของผมนี่ล่ะที่มันเกี่ยวข้องกับความสุข แต่มันก็น่าเบื่อสำหรับผมที่ต้องอธิบายความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงานของตัวเอง ผมแค่โชว์มันออกไปและรอผลตอบรับหรือความคิดเห็นของคนดู นั่นน่าสนใจกว่า

ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก นำเสนอชีวิตตัวเอง อวดชีวิตตัวเอง ในกรณีของผม ผมก็อวดงานศิลปะตัวเอง

 

ได้ยินมาว่างานของคุณได้แรงบันดาลใจมาจากการเล่นเฟซบุ๊กหรือโซเชียลมีเดียต่างๆ แล้วส่วนตัวคุณติดโซเชียลมีเดียขนาดไหน

บ่อยกว่าที่ผมควรจะใช้น่ะครับ ผมคิดว่าหลายๆ คนก็ใช้โซเชียลมีเดียมากกว่าที่ตัวเองควรใช้ จะเรียกว่าผมติดโซเชียลมีเดียก็ได้ แต่ก่อนหน้านี้ผมไม่ชอบโซเชียลมีเดียเลยนะ ผมไม่มีแม้แต่เฟซบุ๊ก สมัยนั้นอินสตาแกรมยังไม่ฮิตเลยมั้ง แล้วผมก็ไม่อยากมีโซเชียลมีเดียพวกนี้ด้วย

 

ผมเคยหัวเราะเยาะแฟนและเพื่อนของผม บอกว่าโซเชียลมีเดียมันโง่และไร้สาระ แต่หลังจากนั้นผมก็เริ่มใช้มันในการทำงาน และกลายเป็นว่ารายได้หลักของผมก็มาจากมัน เพราะผมไม่ได้ทำงานศิลปะแล้วไปลงในนิตยสารหรือโชว์ในแกลเลอรีเพื่อจัดนิทรรศการอะไร ผมแค่โพสต์งานแล้วก็ลิงก์ไปที่เว็บไซต์ คนที่ชอบก็เข้ามาซื้อจากเว็บไซต์นั้น แล้วมันก็กลายมาเป็นสิ่งที่ใกล้เคียงกับคำว่าอาชีพที่สุด

 

ถ้าถามว่าติดโซเชียลไหม… ก็ติดแหละ แต่ผมก็รู้ว่ามันไม่ดี เพราะมันเป็นแค่เปลือกนอกมากๆ ผมพยายามที่จะใช้มันแค่เรื่องงานเท่านั้น บางทีเข้าไปเช็กโซเชียลมีเดียของคนอื่น ซึ่งส่วนใหญ่มันก็ bullshit ทั้งนั้น มันอาจจะฟังดูคลิเช่ ซ้ำซาก แต่มันจริง ผู้คนใช้โซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่ให้พวกเขาแสดงออก นำเสนอชีวิตตัวเอง อวดชีวิตตัวเอง ในกรณีของผม ผมก็อวดงานศิลปะตัวเอง

 

 

คุณเคยรู้สึกแย่หรือตกใจกับงานของตัวเองที่บางทีมันอาจจะโหดเกินไปบ้างหรือเปล่า

แล้วแต่อารมณ์ตอนนั้นนะ อย่างงานชิ้นนี้ตอนวาดเสร็จผมก็คิดว่า โห มันดูป่วยมาก ทำอะไรลงไปวะ แต่พอผมมาดูอีกทีมันก็ตลกดี เลยช่างมัน

 

คนแบบคุณกลัวอะไรที่สุด

ผมไม่คิดว่ามีอะไรที่ทำให้ผมหัวเราะ กลัว หรือรู้สึกอะไรได้ชัดเจนขนาดนั้น แต่ผมคิดว่า… ผมกลัว Spice Girls มั้ง

 

Spice Girls ที่เป็นวงดนตรีเนี่ยนะ

ใช่ คุณไม่กลัวเหรอ วงดนตรี Spice Girls นี่แหละน่ากลัวออก ทุกอย่างของพวกเขาดูน่ากลัวไปหมด

 

ถ้าอย่างนั้นเอาเรื่องตลกบ้าง ล่าสุดอะไรที่ทำให้คุณขำสุดๆ

ผมดูโชว์สแตนด์อัพคอเมดี้ใน Netflix หลายคนเลย ทั้งซาร่าห์ ซิลเวอร์แมน แล้วก็ Humanity ของริกกี้ เจอร์เวส

 

 

 

คุณมีศิลปินเดี่ยวไมโครโฟนคนโปรดให้เราตามไปดูบ้างหรือเปล่า

ผมชอบ บิล ฮิคส์, จอร์จ คาร์ลิน, เลนนี บรูซ แล้วก็ หลุยส์ ซี.เค. แต่เขาจะดูโรคจิตหน่อยนะ

 

แล้วผู้กำกับหนังคนโปรดของคุณคือใคร

ลุยส์ บุญญูเอล กับเดวิด ลินช์ ผู้กำกับสองคนนี้ใส่อารมณ์ขัน ความเซอร์เรียล และความจิตลงไปในหนัง แล้วผมก็ชอบพี่น้องตระกูลโคเอนด้วย (อีธานและโจเอล โคเอน) แล้วก็ อากิ คอริสมากิ ผู้กำกับชาวฟินแลนด์

 

ชอบหนังระทึกขวัญเรื่องไหนที่สุด

ผมไม่รู้ว่ามันเรียกว่าหนังระทึกขวัญหรือเปล่า แต่ผมชอบเรื่อง Braindead มันเป็นหนังของผู้กำกับคนเดียวกับ The Lord of the Rings (ปีเตอร์ แจ็คสัน) เรื่องนี้เป็นหนังเรื่องที่ 2 ของเขาหรืออะไรนี่ล่ะ มันค่อนข้างเป็นหนังตลกด้วย ตอนดูครั้งแรกผมอายุ 13 แล้ว ไม่คิดว่าจะออกมาเป็นหนังแบบนี้ แต่มันก็สนุกนะ เอาเข้าจริงผมไม่ค่อยชอบดูหนังระทึกขวัญเท่าไร

 

Braindead กำกับโดย ปีเตอร์ แจ็คสัน

 

 

กลับมาเรื่องซีเรียสบ้าง คุณเคยผ่านการโดนจำกัดเสรีภาพในการพูด (Freedom of Speech) อย่างการโดนแบนในเฟซบุ๊กและอินสตาแกรมมาแล้วหลายครั้ง คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้

ถ้าพูดรวมๆ ผมคิดว่าเสรีภาพทางการพูดมันเป็นเรื่องสำคัญมากนะ เล่าถึงประสบการณ์ส่วนตัวของผมก็ได้ ผมเคยถูกแบนในโซเชียลมีเดีย แต่มันก็ไม่ได้เลวร้ายเท่าไรเมื่อเทียบกับคนที่ต้องโดนจับเข้าคุก หรืออย่างที่ผมเคยได้ยินมาเรื่องแรปเปอร์ในไทยกลุ่มนั้น (Rap Against Dictatorship กับงานเพลง ประเทศกูมี จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางสังคมระดับประเทศ) ซึ่งคล้ายกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสเปนเลย ศิลปินหลายคนถูกจับเข้าคุก ซึ่งกรณีของผมเทียบอะไรไม่ได้เลยกับพวกเขา

 

แต่ผมจะขอตอบเหมือนเดิมเกี่ยวกับเสรีภาพทางการพูด มันไม่ได้หมายความว่าคุณต้องมีความคิดเห็นเหมือนกันทุกคน แต่มันคือการปกป้องสิทธิ์ในการแสดงความเห็นนั้นๆ คุณจะเห็นต่างก็ได้ เช่น ถ้ามีพวกนาซีออกมาพูดอะไร bullshit ผมก็จะปล่อยพวกเขาพูดไป ถ้ามีคนที่ออกมาพูดจา bullshit อันนั้นโอเค คุณก็จะได้รู้ว่าเขาคนนั้นเหยียดผิวแล้วก็เลี่ยงที่จะไปยุ่ง แต่ถ้ามีใครออกมากระทำอะไรที่ผิดอย่างเหยียดผิวหรือก่อความรุนแรง โอเค อันนั้นมันก็เมกเซนส์ถ้าจะจับเขาไปเข้าคุก แต่ไม่ใช่จับเขาเพียงเพราะคำพูดหรือวิธีการแสดงออกรูปแบบอื่นๆ

 

 

ถ้าการสัมภาษณ์ครั้งนี้เป็นการสัมภาษณ์ครั้งสุดท้าย คุณอยากถูกถามว่าอะไร

คำถามดีมาก แต่ผมต้องใช้เวลาคิด… น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีคนถามผมเลย แต่มันก็พูดยากเหมือนกันนะ เพราะนั่นจะแปลว่าผมต้องการให้คุณถามผม ซึ่งมันจะเกี่ยวกับตัวผมทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่คุณคิดเกี่ยวกับผมเลย และนั่นมัน bullshit มันไม่ใช่บทสนทนาแล้ว

 

โอเค ถ้าอย่างนั้นอยากให้คุณลองตั้งชื่อบทสัมภาษณ์ในครั้งนี้หน่อย

เวลาผมตั้งชื่องานศิลปะ ผมจะแรนดอมคำขึ้นมา บางทีมันก็มีคำที่เกี่ยวกับงานนั้นๆ ปนอยู่ แต่ส่วนใหญ่มันก็เป็นคำแรนดอม ความคิดแรนดอมที่ไม่มีความหมายเลยด้วยซ้ำ ถ้าอย่างนั้นผมขอตั้งชื่อบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ว่า…โบลอั้บ ไม่ใช่ Blowup นะ B-L-O-A-B

 

 

แม้เราจะเคยนั่งดูภาพวาดของโจแอน คอร์เนลลา มาหลายต่อหลายครั้ง และบางทีก็ตามอ่านสัมภาษณ์ของเขามาบ้าง แต่การพูดคุยกับเขาครั้งนี้ทำให้เข้าใจเลยว่าแม้ผลงานของเขาจะดูฉูดฉาด น่าถกเถียง เหมือนกับ ‘การตะโกน’ แต่ตัวตนของเขากลับเหมือน ‘การกระซิบ’ ของคนที่พูดน้อยแต่ต่อยหนัก  

 

สำหรับใครที่เริ่มติดใจตัวตนที่แท้จริงของโจแอน สามารถตามไปดูนิทรรศการของเขาได้ในงาน Joan Cornellà: Happy Endings ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันจันทร์ 3 ธันวาคม 2561 เวลา 11.00-22.00 น. ที่ Woof Pack ซอยศาลาแดง 1 บัตรเข้างานเพียง 200 บาทเท่านั้น ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ joancornella.net และ www.facebook.com/joancornella

 

พิสูจน์อักษร: ภาสิณี เพิ่มพันธุ์พงศ์

  • LOADING...
  • Loading...

READ MORE

FOLLOW US