ย้อนที่มาที่ไปของข้อถกเถียง ‘ไม่ตรงปก’ ที่มีสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงฝ่ายต่างๆ ในสังคมตั้งข้อสังเกตต่อคุณสมบัติของ ศาสตราจารย์ ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช ว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ที่เพิ่งได้รับคะแนนเสียงเห็นชอบจาก สว. ถึง 140 เสียง ในวันนี้ (23 มิถุนายน) หลังการประชุมและลงมติโดยลับเสร็จสิ้น
ประเด็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ก่อนการลงมติ ในช่วงต้นของการประชุมได้มีการอภิปรายโดยเปิดเผยของ สว. โดยเฉพาะ สว. ในกลุ่มเสียงข้างน้อยหลายคนที่ได้หยิบยกกรณีดังกล่าวมาอภิปรายแสดงความกังวลถึงคุณสมบัติที่ไม่ตรงสายของ ศ.ดร. จักรพงศ์ เช่น นพ. เปรมศักดิ์ เพียยุระ, เทวฤทธิ์ มณีฉาย, นรเศรษฐ์ ปรัชญากร, พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ เป็นต้น
ขณะที่มี ชูชีพ เอื้อการณ์ เพียงคนเดียวที่อภิปรายสนับสนุนว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ได้ผ่านการพิจารณากลั่นกรองคุณสมบัติมาอย่างถูกต้องรอบคอบแล้ว
จากนั้น ที่ประชุมวุฒิสภาได้เข้าสู่การประชุมโดยลับ ซึ่งแหล่งข่าวได้เปิดเผยอย่างน่าแปลกใจว่า ไม่มีการอภิปรายคุณสมบัติเพิ่มในที่ประชุมแต่อย่างใด ก่อนผลการลงมติจะปรากฏออกมาว่าเห็นชอบให้ ศ.ดร. จักรพงศ์ ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 140 เสียง ไม่เห็นชอบ 17 เสียง และงดออกเสียง 22 เสียง
ด่านแรก ‘บัตรสนเท่ห์’ ร้องเรียนคุณสมบัติไม่ตรงสาย
แท้จริงแล้วประเด็นข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติทางวิชาการของ ศ.ดร. จักรพงศ์ ปรากฏขึ้นตั้งแต่ในชั้นของคณะกรรมการสรรหาฯ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียน หรือ ‘บัตรสนเท่ห์’ ไม่ลงวันที่ ส่งมายังสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ร้องขอให้คณะกรรมการฯ ทบทวนคุณสมบัติของ ศ.ดร. จักรพงศ์ ผู้เข้ารับการสรรหาในสัดส่วนผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐประศาสนศาสตร์
ประเด็นข้อร้องเรียนระบุว่า ตำแหน่งศาสตราจารย์ของ ศ.ดร. จักรพงศ์ แท้จริงแล้วเป็น ‘สาขานิติศาสตร์’ ซึ่งไม่ตรงกับ ‘สาขารัฐประศาสนศาสตร์’ ที่ใช้ยื่นสมัคร
แม้ในคำสั่งแต่งตั้งของโรงเรียนนายร้อยตำรวจในอดีตจะไม่ได้ระบุสาขาไว้ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย นอกจากนี้ ผู้ร้องเรียนยังตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ปรากฏผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งอย่างชัดเจน และไม่ทราบว่าใครเป็นผู้ประเมินผลงานทางวิชาการดังกล่าว
ย้อนคำชี้แจง เหตุใดจึงจัดเป็นศาสตราจารย์ด้านรัฐประศาสนศาสตร์
เมื่อมีข้อร้องเรียนนี้ คณะกรรมการสรรหาฯ จึงเรียก ศ.ดร. จักรพงศ์ เข้าชี้แจงในวันที่ 24 เมษายน 2569 เพื่อตอบข้อซักถามของคณะกรรมการ เช่น เจษฎา กตเวทิน คณะกรรมการสรรหาฯ ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) แต่งตั้ง ได้ตั้งข้อสังเกตจากเอกสารแนบท้ายคำสั่งแต่งตั้งในปี 2550 ว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็น ‘ศาสตราจารย์ ภาควิชากฎหมายวิธีสบัญญัติ’ ซึ่งไม่ได้ระบุถึงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เลย
ขณะที่ อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา ในฐานะประธานคณะกรรมการสรรหาฯ ได้สอบถามว่า หลักการสอบสวนที่นำมาอ้างนั้น แท้จริงก็คือการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาสอนใช่หรือไม่
ศ.ดร. จักรพงศ์ ได้ชี้แจงตอบข้อกังขาในหลายประเด็น โดยอธิบายว่า ตนเองได้รับการแต่งตั้งเป็นศาสตราจารย์เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2550 ก่อนที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 จะมีผลบังคับใช้ ในขณะนั้น โรงเรียนนายร้อยตำรวจมีหลักสูตรเดียวคือ ‘รัฐประศาสนศาสตร์’ ขณะที่คณะนิติศาสตร์เพิ่งก่อตั้งในปี 2562
“ความจริงแล้วเป็นไปไม่ได้ที่จะให้ผมเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ เพราะว่า ผมประเมินในหลักสูตรของรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต ซึ่งมีหลักสูตรเดียวเท่านั้น…
“โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มีคณะ มีเฉพาะภาควิชาต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตาม จะหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย
“เพราะฉะนั้นผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่ในกรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่า ไม่สามารถประเมินไปเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะว่าโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น” ศ.ดร. จักรพงศ์ชี้แจง
ศ.ดร. จักรพงศ์ระบุด้วยว่า ตนเองมีวุฒิปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และผลงานที่ใช้ประเมินขึ้นเป็นศาสตราจารย์ คือ หนังสือ ‘กลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงาน หลักและทฤษฎีการสอบสวน’ ซึ่งผลงานนี้ไม่ใช่แค่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นกลไกการบริหารจัดการระบบยุติธรรมเบื้องต้นให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และมีธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของวิชารัฐประศาสนศาสตร์
เขายังยืนยันชัดเจนว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินผลงานทางวิชาการให้ตนได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ คือ ‘ศาสตราจารย์วิษณุ เครืองาม’ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตกรรมการกฤษฎีกา
ศ.ดร. จักรพงศ์ย้ำทิ้งท้ายว่า การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดีต้องมีกฎหมายเป็นหลักเกณฑ์ในการบริหารจัดการ การที่ตนเองมีความรู้ทั้งด้านการบริหารจัดการองค์การภาครัฐและด้านกฎหมายมหาชนผสมผสานกัน จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการทำหน้าที่ในศาลรัฐธรรมนูญ
มติกรรมการสรรหาชี้ขาด 6 ต่อ 2 เสียง ส่งต่อ สว. พิจารณา
ภายหลังการรับฟังคำชี้แจงและพิจารณาเอกสารหลักฐาน คณะกรรมการสรรหาฯ ได้ลงมติชี้ขาดในประเด็นปัญหาว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ มีคุณสมบัติเป็นผู้ทรงคุณวุฒิสาขารัฐประศาสนศาสตร์ที่มีผลงานทางวิชาการเป็นที่ประจักษ์ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 200 (4) หรือไม่
ผลการลงมติปรากฏว่า คณะกรรมการสรรหาฯ เสียงข้างมาก 6 เสียง วินิจฉัยว่า ‘มีคุณสมบัติ’ ประกอบด้วย โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร, ประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด, สุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ บุคคลที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่งตั้ง, อรรถยุทธ ศรีสมุทร บุคคลที่ผู้ตรวจการแผ่นดินแต่งตั้ง, ชาญนะ เอี่ยมแสง บุคคลที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่งตั้ง และ เจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ บุคคลที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแต่งตั้ง
ขณะที่ เสียงข้างน้อย 2 เสียง วินิจฉัยว่า ‘ไม่มีคุณสมบัติ’ ประกอบด้วย อดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ เจษฎา กตเวทิน บุคคลที่ กสม. แต่งตั้ง
คณะกรรมการสรรหาฯ จึงมีมติอย่างเป็นทางการว่า ศ.ดร. จักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ และมีมติเสนอชื่อให้เป็นบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ดังที่ได้ปรากฏผลรายงานเป็นข่าวไปแล้ว


