×

อิหร่านวางแผนโจมตีสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำ หากสงครามปะทุอีกครั้ง แผนนี้เป็นไปได้มากแค่ไหน?

24.10.2026
ภาพจำลองสายเคเบิลใต้น้ำและพื้นที่ทางทะเลในอ่าวเปอร์เซีย

แหล่งข่าวระดับสูงของอิหร่านเปิดเผยกับ Reuters ว่า รัฐบาลเตหะรานวางแผนโจมตีสายเคเบิลสื่อสารและอินเทอร์เน็ตใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า แผนดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกในวงจำกัด

 

เมื่อวานนี้ (23 ตุลาคม) Reuters รายงานโดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน 2 รายว่า รัฐบาลเตหะรานได้จัดทำแผนโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำในอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐฯ และอิสราเอลกลับมาโจมตีเตหะรานอีกครั้ง แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม เช่น วิธีการหรือพื้นที่เป้าหมายในการโจมตี

 

แหล่งข่าวรายหนึ่งของอิหร่านยังระบุว่า เป้าหมายของอิหร่าน คือ การขัดขวางการซ่อมแซมสายเคเบิล โดยหวังสร้างความเสียหาย รวมถึงหยุดระบบสื่อสารและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พร้อมเตือนสหรัฐฯ ว่า อย่าเล่นกับไฟ เพราะอิหร่านสามารถเข้าถึงสายเคเบิลเหล่านี้ได้

 

รายงานดังกล่าวเกิดขึ้นไม่กี่วัน หลัง ยาดอลลาห์ จาวานี (Yadollah Javani) รองหัวหน้าฝ่ายกิจการการเมืองของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) กล่าวในวันที่ 21 ตุลาคมว่า เตหะรานอาจโจมตีสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตหลัก 7 เส้นที่พาดผ่านใต้ช่องแคบฮอร์มุซ หากโครงสร้างพื้นฐานของประเทศถูกโจมตี

 

“สหรัฐอเมริกาและประเทศพันธมิตรมีการลงทุนจำนวนมหาศาล” จาวานียังเตือนว่า ทรัพย์สินและโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้อาจตกเป็นเป้าหมาย หากสหรัฐฯ และพันธมิตรสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน

 

นอกจากนี้ จาวานีกล่าวถึงความเป็นไปได้ในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานอินเทอร์เน็ตใต้น้ำว่า อิหร่านจะใช้ขีดความสามารถทั้งหมดโจมตีอีกด้วย พร้อมย้ำว่า ในเวลานี้ เตหะรานสามารถป้องกันประเทศได้เป็นอย่างดี ขณะที่สหรัฐฯ และอิสราเอลต้องเผชิญความพ่ายแพ้อย่างคาดไม่ถึงมาก่อน

 

อย่างไรก็ตาม กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ และกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านยังไม่ได้ตอบกลับ Reuters ถึงรายงานดังกล่าว เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่ยังไม่มีท่าทีตอบสนองในทันที

 

ก่อนหน้านี้ น่าสนใจว่า โมห์เซน เรซาอี (Mohsen Rezaei) เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงระดับสูงของอิหร่าน ยังออกมาเตือนในทำนองเดียวกันว่า โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสหรัฐฯ ทั่วภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงศูนย์ข้อมูล (Data Center) และปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจตกเป็นเป้าหมายโจมตี หากเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง

 

ก่อนหน้านี้ โครงสร้างพื้นฐานในตะวันออกกลางเคยตกเป็นเป้าหมายโจมตีมาแล้ว โดยในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กองกำลัง IRGC ประกาศให้บริษัทหลายแห่ง Microsoft, Google, Apple และ Nvidia เป็นเป้าหมายอันชอบธรรมในการโจมตี ขณะที่ศูนย์ข้อมูล Amazon Web Services (AWS) ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เสียหาย 2 แห่ง

 

หากอิหร่านตัดสายเคเบิลใต้ทะเล จะสร้างผลกระทบขนาดไหน?

 

อเล็กซ์ วาทังกา (Alex Vatanka) ผู้อำนวยการโครงการอิหร่านแห่งสถาบันตะวันออกกลาง (Middle East Institute) วิเคราะห์ผ่าน Reuters ว่า คำขู่ดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดสงครามรอบใหม่ พร้อมกดดันรัฐบาลสหรัฐฯ ด้วยการสร้างความกังวลให้กับประเทศในอ่าวเปอร์เซียและบริษัทอเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเงินลงทุนในภูมิภาค

 

“เตหะรานต้องการให้ประเทศในอ่าวเปอร์เซียและผู้บริหารบริษัทต่างๆ กดดันทรัมป์เกี่ยวกับความเสี่ยงที่นโยบายของเขาจะสร้างต่อแผนการลงทุนของพวกเขา” วาทังกากล่าว

 

ขณะที่ อลัน มอลดิน (Alan Mauldin) ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของ TeleGeography บริษัทวิจัยด้านโทรคมนาคม ประเมินว่า แม้สายเคเบิลใต้น้ำจะรองรับการรับส่งข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกราว 99% แต่ผลกระทบจากการโจมตีสายเคเบิลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซต่อระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลกอาจอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศที่ส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้มีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของทั้งหมด

 

มอลดินยังอธิบายว่า ความรุนแรงของผลกระทบขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ให้บริการในการเปลี่ยนเส้นทางรับส่งข้อมูล และปริมาณความจุที่เหลืออยู่ของเครือข่ายทางเลือก

 

นอกจากนี้ Reuters ยังรายงานโดยอ้างความเห็นของผู้เชี่ยวชาญว่า การซ่อมแซมสายเคเบิลระหว่างสงครามอาจเผชิญอุปสรรค ทั้งค่าเบี้ยประกันภัยที่สูงขึ้น และความล่าช้าในการขออนุญาตเข้าสู่น่านน้ำอาณาเขตเพื่อดำเนินการซ่อมแซม โดยหากสายเคเบิลหลายเส้นถูกตัดขาดพร้อมกัน อาจทำให้ความเร็วอินเทอร์เน็ตลดลง และกระทบต่อธุรกรรมทางการเงิน พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และระบบประมวลผลคลาวด์

 

ทั้งนี้ สายเคเบิลสื่อสารใต้น้ำได้รับความคุ้มครองภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ โดยอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (United Nations Convention on the Law of the Sea: UNCLOS) กำหนดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการวางและบำรุงรักษาสายเคเบิลใต้น้ำ รวมถึงการกำหนดความผิดสำหรับการทำให้สายเคเบิลเสียหายในบางกรณี

 

อย่างไรก็ตาม การพิจารณาความรับผิดทางกฎหมายจากการโจมตีสายเคเบิลใต้น้ำจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งพื้นที่เกิดเหตุ เขตอำนาจศาล และพันธกรณีระหว่างประเทศของรัฐที่เกี่ยวข้อง ขณะที่การโจมตีระหว่างความขัดแย้งทางอาวุธยังต้องอยู่ภายใต้หลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศด้วย

 

ภาพ: Amirhosein Khorgooi / ISNA via WANA / Reuters

 

อ้างอิง:


READ MORE





Latest Stories

Close Advertising