×

มองการจัดการอุบัติเหตุจุดตัดทางรถไฟในต่างประเทศ รับมือ-ป้องกันอย่างไร?

18.05.2026
  • LOADING...
อุบัติเหตุรถไฟชนรถยนต์บริเวณจุดตัดทางรถไฟในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตัวอย่างการจัดการความปลอดภัยทางรางในต่างประเทศ

อุบัติเหตุรถไฟชนเข้ากับรถยนต์ที่กีดขวางรางรถไฟนั้นปรากฎให้เห็นบ่อยครั้งในหลายประเทศทั่วโลก โดยนอกจากไทย หนึ่งในเหตุการณ์สะเทือนขวัญของปีนี้ เพิ่งเกิดขึ้นที่ชานกรุงจาการ์ตาของอินโดนีเซียเมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บนับสิบคน และถือเป็นอุบัติเหตุบนรางรถไฟที่ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในประเทศ

 

สำหรับอินโดนีเซีย โดยเฉพาะในกรุงจาการ์ตาที่มีการจราจรหนาแน่น ภาพที่พบเห็นได้ทั่วไปบริเวณจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับที่ตัดผ่านถนน (Level Crossing) คือรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถโดยสาร และรถบรรทุก ที่พากันเร่งความเร็วเพื่อข้ามทางรถไฟ แทนที่จะชะลอความเร็วเมื่อไม้กั้นลดลงและเสียงสัญญาณเตือนดังขึ้นเพื่อบอกว่ามีรถไฟกำลังมา

 

ช่วงค่ำของวันที่ 27 เมษายนที่ผ่านมา เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อรถแท็กซี่ไฟฟ้าคันหนึ่งพยายามขับผ่านจุดตัดทางรถไฟ บนถนนแคบๆ สายหนึ่งในชานกรุงจาการ์ตา ที่เต็มไปด้วยหลุมบ่อ

 

โดยรถเกิดเสียและจอดคร่อมรางรถไฟ ก่อนที่จะถูกรถไฟขบวน KA 5181B ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีเบกาซีตะวันออก พุ่งเข้าชนอย่างจัง

 

ผลจากอุบัติเหตุดังกล่าวนำมาซึ่งเหตุสลดในอีกไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อรถไฟโดยสารสาย PLB 5568A ซึ่งเดิมทีจะแล่นสวนไปยังจุดเกิดเหตุ แต่ถูกสั่งให้จอดรออยู่ที่สถานีเบกาซีตะวันออกเนื่องจากอุบัติเหตุรถไฟชนกับรถแท็กซี่ ก่อนจะถูกขบวนรถไฟสาย KA 4 ที่ได้รับสัญญาณให้เดินรถจากกรุงจาการ์ตาเพื่อมุ่งหน้าไปยังเมืองสุราบายาในเกาะชวาตะวันออก พุ่งเข้าชนอย่างรุนแรงหลังจากที่แล่นมาด้วยความเร็วประมาณ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จนทำให้ตู้โดยสารหญิงล้วนที่อยู่ท้ายขบวนพังยับ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 15 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 80 คน

 

อินโดนีเซียจัดการปัญหาจุดตัดทางรถไฟอย่างไร

 

หลังเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญของอินโดนีเซีย ต่างเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการสืบสวนอย่างละเอียดถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม รวมถึงตรวจสอบมาตรการด้านความปลอดภัย

 

ประเด็นที่ถูกพูดถึงและวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก มีตั้งแต่เรื่องการเรียกร้องให้ยกเลิกจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนน หรือสร้างสะพานข้ามทางรถไฟ

 

ขณะที่ประธานาธิบดีปราโบโว สุเบียนโต ให้คำมั่นว่าจะทยอยยกเลิกจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่กว่า 3,800 แห่ง และหลายจุดรวมถึงจุดที่เกิดเหตุรถไฟชนกับรถแท็กซี่นั้น ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ไม่มีสัญญาณไฟจราจร สัญญาณเตือน หรือสิ่งกีดขวางเช่นที่กั้นทางรถไฟ

 

พื้นที่ที่ปราโบโว วางแผนจะยกเลิกจุดตัดทางรถไฟนั้น คือเกาะชวา ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากร 60% ของประเทศ และมีจุดตัดทางรถไฟประมาณ 1,800 แห่ง โดยคาดว่าต้องใช้งบประมาณสูงถึง 4 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 7.3 พันล้านบาท) เพื่อปรับปรุงให้เป็นสะพานข้ามทางรถไฟ

 

จากการศึกษาของสมาคมการขนส่งแห่งอินโดนีเซีย (MTI) ซึ่งเป็นกลุ่มนักวิชาการและข้าราชการผู้ปฏิบัติงานในอุตสาหกรรมคมนาคมขนส่ง พบว่ามีอุบัติเหตุเกิดขึ้นที่จุดตัดทางรถไฟประมาณ 300 ครั้งต่อปี โดย 81% เกิดขึ้นบริเวณจุดตัดทางรถไฟที่ไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล

 

“วินัยในการใช้ถนนยังอยู่ในระดับต่ำ (ในอินโดนีเซีย) ดังนั้น”

 

โจโก เซติโจวาร์โน (Djoko Setijowarno) ผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งจากมหาวิทยาลัยคาทอลิกโซเอจิยาปรานาตา จังหวัดชวาตอนกลาง ชี้ว่า ความเสี่ยงของการฝ่าฝืนกฎและอุบัติเหตุในบริเวณจุดตัดทางรถไฟจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป เนื่องจาก “วินัยในการใช้ถนนของประชาชนยังอยู่ในระดับต่ำ”

 

อย่างไรก็ตาม โจโกกล่าวว่า งบประมาณ 4 ล้านล้านรูเปียห์ของปราโบโวนั้นน้อยเกินไป ซึ่งจากการประมาณการในปี 2022 ของกระทรวงโยธาธิการอินโดนีเซีย ระบุว่าค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนจุดตัดทางรถไฟที่ตัดผ่านถนน ให้กลายเป็นสะพานข้ามทางรถไฟนั้นจะอยู่ที่ประมาณแห่งละ 1.5 แสนล้านรูเปียห์ (ราว 275 ล้านบาท) ต่อแห่ง ซึ่งหมายความว่างบประมาณของปราโบโว อาจสร้างได้เพียง 26 แห่งเท่านั้น

 

มุ่งแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟในเมืองหลวง-ปริมณฑล

 

โจโกเสนอแนะว่า รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับจุดตัดทางรถไฟในเขตเมืองหลวงและปริมณฑล และรวมหลายจุดตัดทางรถไฟให้กลายเป็นสะพานข้ามทางรถไฟจุดเดียว

 

ที่ผ่านมา จุดตัดทางรถไฟนั้นมักจะเป็นสาเหตุของการจราจรติดขัดอย่างหนักในเขตมหานครจาการ์ตา (Jakarta Metropolitan Area) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของประชากรมากกว่า 30 ล้านคน

 

โดยโจโก ชี้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมเพื่อให้สามารถทยอยยกเลิกจุดตัดทางรถไฟได้มากขึ้น

 

“รัฐบาลสามารถจัดสรรเงินจำนวนมากให้กับโครงการแจกอาหารฟรีได้ ทำไมไม่จัดสรรให้กับความปลอดภัยของประชาชนบ้างล่ะ?” โจโกกล่าว โดยอ้างถึงโครงการอาหารฟรีซึ่งคาดว่าจะใช้งบประมาณ 335 ล้านล้านรูเปียห์ (ราว 6.15 แสนล้านบาท) ในปีนี้เพียงปีเดียว

 

ปัจจัยเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดตัดทางรถไฟ

 

รายงานผลการศึกษาการประเมินระบบที่มีประสิทธิภาพด้านต้นทุนสำหรับการป้องกันจุดตัดทางรถไฟเสมอระดับ (Evaluation of cost-effective systems for railway level-crossing protection) ของคณะกรรมการเศรษฐกิจและสังคมแห่งเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) ที่เผยแพร่ในปี 2000 โดยมุ่งศึกษาปัญหาจุดตัดทางรถไฟ พบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความน่าจะเป็นของการเกิดอุบัติเหตุ ณ จุดตัดทางรถไฟ ได้แก่

 

  • ความหนาแน่นของการจราจรทางรถไฟ (วัดจากจำนวนสูงสุดของขบวนรถไฟที่ผ่านจุดตัดภายใน 24 ชั่วโมง)
  • ความหนาแน่นของการจราจรทางถนน (วัดจากจำนวนสูงสุดของยานยนต์ทุกประเภทที่ผ่านจุดตัดภายใน 24 ชั่วโมง)
  • การมีสิ่งกีดขวางทางกายภาพที่จำกัดการมองเห็นรางรถไฟ ป้ายเตือน หรือสัญญาณสำหรับผู้ใช้ถนน
  • การไม่มีแผงกั้นเต็มความกว้างที่จุดตัดทางรถไฟ
  • การไม่มีไฟกระพริบและอุปกรณ์เตือนด้วยเสียงที่จุดตัดทางรถไฟ
  • สภาพพื้นผิวถนนที่ไม่ดี ณ จุดตัดทางรถไฟ (ทำให้รถยนต์ที่มีความสูงต่ำติดพื้น)
  • การจัดแนวและการยกสูงของถนนที่ตัดกับรางรถไฟที่ไม่เหมาะสม (ถนนอาจตัดกับรางรถไฟในมุมเฉียง หรืออาจเข้าใกล้ทางข้ามด้วยความลาดชันสูง)

 

รายงานของ ESCAP ยังชี้ว่าผลการเปรียบเทียบคุณลักษณะและประสิทธิภาพด้านความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา พบว่า ประเทศที่ทำได้ดีที่สุดในแง่ของการมีอัตราการเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิต และการบาดเจ็บที่จุดตัดทางรถไฟในระดับต่ำ คือประเทศที่มี ‘สัดส่วนจุดตัดทางรถไฟที่ได้รับการป้องกันการละเมิดโดยการจราจรทางถนนในระดับสูง’ ไม่ว่าจะเป็น โดยแผงกั้นที่ควบคุมด้วยมือหรือแผงกั้นอัตโนมัติ

 

ข้อเสนอแนะแก้ปัญหาจุดตัดทางรถไฟ

 

รายงานของ ESCAP ยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานบริหารการรถไฟในภูมิภาคในการแก้ไขปัญหาจุดตัดทางรถไฟกับถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่

 

1. หน่วยงานรถไฟในภูมิภาคควรทบทวนแนวทางการติดตามความปลอดภัยของจุดตัดทางรถไฟ และการกำหนดลำดับความสำคัญในการดำเนินมาตรการเพิ่มความปลอดภัยในระบบของตนใหม่ โดยเฉพาะควรพิจารณานำ “ระบบบริหารจัดการความปลอดภัย” (Safety Management System) ที่มีประสิทธิภาพมาใช้

 

2. ในพื้นที่ที่มีปริมาณการจราจรทั้งทางถนนและทางรถไฟหนาแน่น การรถไฟควรให้ความสำคัญอันดับแรกกับการสร้างทางแยกต่างระดับ เช่น สะพานข้ามหรืออุโมงค์ลอดทางรถไฟ เนื่องจากเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในการเพิ่มความปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสูงมาก และอาจเกินศักยภาพทางการเงินของหลายประเทศในภูมิภาค ดังนั้น การตัดสินใจควรอิงจากการประเมินปริมาณการใช้งานจริงของทั้งรถยนต์และรถไฟอย่างรอบคอบ

 

3. ระบบรถไฟทุกแห่งในภูมิภาคควรดำเนินการตรวจสอบด้านความปลอดภัย (Safety Audit) และการประเมินความเสี่ยงของจุดตัดทางรถไฟอย่างสม่ำเสมอ การใช้ระบบสารสนเทศด้านการบริหารความปลอดภัยร่วมกับเทคนิคการประเมินความเสี่ยง จะช่วยให้ผู้บริหารสามารถระบุและจัดลำดับความสำคัญของมาตรการปรับปรุงความปลอดภัยได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

4. หน่วยงานรถไฟควรดำเนินมาตรการปิด หรือจัดให้มีระบบป้องกันที่มีประสิทธิภาพสำหรับจุดตัดทางรถไฟที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด

 

5. แทนที่จะใช้งบประมาณจำนวนมากในการจัดซื้อระบบป้องกันอัตโนมัติที่ซับซ้อน การรถไฟควรใช้นโยบายจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดตัดที่ยังไม่มีการป้องกัน พร้อมติดตั้งไม้กั้นและระบบเตือนภัยราคาประหยัดที่ผลิตในประเทศ โดยพิจารณาจากปริมาณการจราจรและสภาพทางกายภาพของแต่ละจุดตัด

 

6. หน่วยงานรถไฟควรแสวงหาความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากหน่วยงานด้านถนนหรือคมนาคม เพื่อสนับสนุนโครงการปรับปรุงจุดตัดหรือก่อสร้างทางแยกต่างระดับ โดยเฉพาะในกรณีที่ปริมาณรถยนต์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าปริมาณการเดินรถไฟ

 

7. หน่วยงานรถไฟควรจัดทำโครงการรณรงค์ให้ความรู้แก่ผู้ใช้จุดตัดทางรถไฟอย่างจริงจัง และจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอสำหรับกิจกรรมเหล่านี้ โดยแม้สื่อมวลชนจะมีบทบาทสำคัญ แต่ก็ควรใช้วิธีการที่เรียบง่ายและเข้าถึงชุมชนได้ดีร่วมด้วย ตัวอย่างเช่น ในอินเดีย มีการใช้สำนักงาน ‘ปัญจยัต’ หรือสภาหมู่บ้านท้องถิ่น เป็นช่องทางเผยแพร่ข้อมูลด้านความปลอดภัยบริเวณจุดตัดทางรถไฟ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผล

 

ภาพ : The Online Citizen

อ้างอิง :

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising