×

จากประชานิยมสู่ Perfect Storm เมื่อตลาดทุนไม่เคยปรานีใคร บทเรียนราคาแพงของ ‘อินโดนีเซีย’ ถึงไทย?

09.06.2026
  • LOADING...
ภาพพายุหมุนเหนือเมืองและธงชาติอินโดนีเซีย สื่อถึงวิกฤตเศรษฐกิจ Perfect Storm

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียถูกมองว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ ด้วยศักยภาพจากประชากรกว่า 280 ล้านคน แรงงานหนุ่มสาว และทรัพยากรแร่นิกเกิลมหาศาลซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยเฉพาะห่วงโซ่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

 

 
 

อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญคือแนวทางการดำเนินนโยบายต่างประเทศแบบ “เสรีและกระตือรือร้น” (Bebas-Aktif) ซึ่งยึดหลักการ ‘ไม่เลือกข้าง’ ระหว่างมหาอำนาจ เปิดกว้างรับการลงทุนจากทั่วโลก และพยายามรักษาสมดุลความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

 

ภายใต้แนวทางดังกล่าว อินโดนีเซียมุ่งเน้นความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนกับจีน ขณะเดียวกันก็ยังรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาและชาติตะวันตก เพื่อลดความเสี่ยงจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์

 

นอกจากนี้ ยังตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของอาเซียน ผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้าและอุตสาหกรรมนิกเกิล

 

สัญญาณอันตราย เมื่อทุนต่างชาติพากันหนี

 

อย่างไรก็ตาม ภาพของประเทศดาวรุ่งแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลังนักลงทุนต่างชาติเร่งเทขายสินทรัพย์อินโดนีเซีย จนเกิดภาวะ ‘Triple Sell-Off’ หรือการเทขายพร้อมกัน ทั้งตลาดหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน

 

ภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน ตลาดหุ้นอินโดนีเซียปรับตัวลดลงกว่า 36% จากจุดสูงสุด ขณะที่ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าทะลุระดับ 18,000 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ สะท้อนความกังวลของนักลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

 

สิ่งที่น่าสนใจคือ แรงกดดันที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ เนื่องจากเศรษฐกิจอินโดนีเซียยังขยายตัวมากกว่า 5% ต่อปี ระดับหนี้สาธารณะยังอยู่ในเกณฑ์ต่ำ และหลายตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจยังถือว่าแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับประเทศตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ

 

ภาพพายุหมุนเหนือเมืองและธงชาติอินโดนีเซีย สื่อถึงวิกฤตเศรษฐกิจ Perfect Storm 1

 

แต่ความกังวลของนักลงทุนกลับมุ่งไปที่ทิศทางนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ต้องการเพิ่มบทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยตั้งเป้าผลักดันอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ให้แตะระดับ 8% พร้อมเดินหน้านโยบายประชานิยมขนาดใหญ่ เช่น ’โครงการอาหารกลางวันฟรี’ ทั่วประเทศ

 

‘Danantara’ ความหวังหรือความเสี่ยงใหม่?

 

อีกประเด็นที่ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดคือการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ‘Danantara’ ซึ่งรัฐบาลต้องการให้เป็นกลไกหลักในการลงทุนและพัฒนาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ

 

แม้แนวคิดดังกล่าวจะมีลักษณะคล้ายกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของหลายประเทศทั่วโลก แต่ตลาดยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการ และความเป็นอิสระจากอิทธิพลทางการเมือง

 

ขณะเดียวกัน นโยบายควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ที่รัฐบาลประกาศในเดือนพฤษภาคม ยิ่งเพิ่มความวิตกให้กับนักลงทุนว่ารัฐอาจเข้ามามีบทบาทแทรกแซงภาคธุรกิจมากขึ้น ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติเร่งขายหุ้นในกลุ่มส่งออกทันทีหลังมีการประกาศมาตรการดังกล่าว

 

นักวิเคราะห์จำนวนมากจึงมองว่า ปัญหาหลักของอินโดนีเซียในเวลานี้ไม่ใช่เรื่องความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่อง “ความไม่แน่นอนของนโยบาย” ตั้งแต่แนวทางควบคุมการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ รูปแบบการบริหารกองทุน Danantara ไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับวินัยทางการคลังและบทบาทของธนาคารกลางในการถือครองพันธบัตรรัฐบาล

 

ท้ายที่สุด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกำลังสะท้อนบทเรียนสำคัญว่า สำหรับประเทศตลาดเกิดใหม่ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนมีความสำคัญไม่แพ้ปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ เพราะแม้เศรษฐกิจจะยังเติบโต

 

หนี้สาธารณะจะอยู่ในระดับต่ำ และทรัพยากรของประเทศจะยังมีศักยภาพสูงเพียงใด แต่หากนักลงทุนเริ่มกังวลต่อทิศทางนโยบายและความแน่นอนในการดำเนินเศรษฐกิจ ความผันผวนในตลาดการเงินก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับที่อินโดนีเซียกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้

 

เมื่อดาวรุ่งอาเซียนเผชิญ ‘Perfect Storm’

 

ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ และหัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร โพสท์เฟซบุ๊ก วิเคราะห์ถึงสถานการณ์เศรษฐกิจในภูมิภาค โดยระบุว่า Perfect storm ถล่มอินโดนีเซีย: เมื่อนโยบายไม่เกรงใจตลาด เสถียรภาพที่สร้างมาเป็นทศวรรษก็พังได้ในพริบตา

 

ภาพพายุหมุนเหนือเมืองและธงชาติอินโดนีเซีย สื่อถึงวิกฤตเศรษฐกิจ Perfect Storm 2

 

เกิดอะไรขึ้นกับอินโดนีเซีย นโยบายแบบไหนที่ทำให้ตลาด ‘สะบัดบ็อบหนี’ จากตลาดที่น่าสนใจที่สุดประเทศหนึ่ง และทำไมคนไทยถึงต้องดูเรื่องนี้ให้ดี

 

ดร.พิพัฒน์ สรุปใจความสำคัญอย่างน่าสนใจว่า อินโดนีเซีย กำลังเผชิญภาวะที่ถูกเรียกว่า ‘Perfect Storm’ หรือพายุเศรษฐกิจลูกใหญ่ที่เกิดจากหลายปัจจัยกดดันพร้อมกัน จนทำให้ตลาดการเงินของประเทศเผชิญแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

 

ทั้งตลาดหุ้นที่ร่วงหนัก ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ และธนาคารกลางที่ต้องหันมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินทุนไหลออก

 

ก่อนหน้านี้อินโดนีเซียเคยเป็นหนึ่งในตลาดดาวเด่น ‘เค้กชิ้นโต’ ของภูมิภาคและได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติอย่างมาก แต่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว

 

ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าจากระดับประมาณ 16,985 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ดิ่งมาอยู่ที่กว่า 18,020 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับอ่อนค่าสุดเป็นประวัติการณ์

 

ขณะที่ตลาดหุ้นอินโดนีเซียเผชิญแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติอย่างหนัก ดัชนี JCI ปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคมที่ร่วงเกือบ 12% และหากนับตั้งแต่ต้นปี 2026 ตลาดหุ้นอินโดนีเซียติดลบไปแล้วกว่า 36%

 

ในเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องเผชิญแรงกดดัน ‘เงินทุนไหลออก’ และการอ่อนค่าของสกุลเงิน จนจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 4.75% เป็น 5.25%

 

แม้ก่อนหน้านี้จะพยายามตรึงดอกเบี้ยไว้เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจก็ตาม ขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกอย่าง Moody’s และ Fitch ก็ได้ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของอินโดนีเซียลงสู่ระดับ ‘Negative Outlook’ หรือแนวโน้มเชิงลบ

 

กับดักประชานิยม ‘รากเหง้าปัญหา’

 

แม้สถานการณ์จะได้รับแรงกดดันจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แต่รากเหง้าของปัญหาสำคัญกลับมาจาก ‘ปัจจัยภายในประเทศ’ โดยเฉพาะ ‘ภาระทางการคลังจากนโยบายอุดหนุนพลังงาน’ และ ‘โครงการประชานิยม’ ต่าง ๆ ล้วนเป็นโครงการนโยบายในบ้านที่สร้างความอึดอัดตลาดทุน

 

อินโดนีเซียใช้พลังงานราว 1.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน แต่ผลิตได้เพียงประมาณ 0.86 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทำให้ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจำนวนมาก รัฐบาลตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันในงบประมาณปี 2026 ไว้ที่ 70 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

 

แต่ราคาจริงกลับพุ่งเข้าใกล้ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ภาระการอุดหนุนราคาน้ำมัน ค่าไฟฟ้า และการชดเชยต้นทุนให้กับบริษัทพลังงานของรัฐเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก

 

น้ำมันแพง ซ้ำเติมฐานะการคลัง

 

โดยทุกๆ 1 ดอลลาร์ที่ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น จะทำให้ภาครัฐมีภาระขาดดุลเพิ่มขึ้นราว 6.8 ล้านล้านรูเปียห์ หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง ภาระอุดหนุนด้านพลังงานอาจพุ่งเกิน 500 ล้านล้านรูเปียห์ในปี 2026 เงินเฟ้อจ่อคุมไม่อยู่

 

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีภาระจากโครงการประชานิยมต่าง ๆ รวมถึงโครงการอาหารกลางวันฟรีที่มีมูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ตลาดกังวลต่อความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาว (แม้จริงๆอินโดนีเซียได้ประโยชน์จากราคาถ่านหิน น้ำมันปาล์ม และแร่นิกเกิล)

 

ขณะที่รัฐบาลก็ไม่ต้องการปรับขึ้นราคาพลังงานภายในประเทศ เพราะเกรงผลกระทบทางการเมืองและคะแนนนิยม

 

ธนาคารกลางติดกับดัก ‘Impossible Trinity’

 

อีกปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดทางเศรษฐศาสตร์ที่เรียกว่า “Impossible Trinity” หรือ “Policy Trilemma” ซึ่งระบุว่าประเทศไม่สามารถทำ 3 สิ่งพร้อมกันได้

 

คือ รักษาเสถียรภาพอัตราแลกเปลี่ยน เปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุน และดำเนินนโยบายการเงินอย่างอิสระเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

 

เมื่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนลดลงและเงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซีย ธนาคารกลางจึงต้องเลือกระหว่างการปล่อยให้ค่าเงินอ่อนค่าหรือการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน

 

สุดท้ายจึงต้องขึ้นดอกเบี้ยและใช้ทุนสำรองเข้าดูแลค่าเงิน ซึ่งยิ่งเพิ่มต้นทุนทางการเงินให้ภาคธุรกิจและกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลง นักลงทุนต่างชาติหมดความอดทนและสับสน คือการจัดตั้งหน่วยงานใหม่อย่าง Danantara (DSI) ซึ่งเป็นซูเปอร์โฮลดิ้งของรัฐที่เข้ามามีบทบาทในการกำกับและจัดระเบียบการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ เช่น ถ่านหินและน้ำมันปาล์ม โดยบังคับให้เอกชนแทรกแซงกลไกตลาด

 

โดยตลาดมองว่าการดำเนินการดังกล่าวเพิ่มความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย บิดเบือนกลไกการแข่งขัน และสร้างข้อกังวลด้านธรรมาภิบาล ส่งผลให้นักลงทุนต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นมากขึ้น จน Moody’s ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของหน่วยงานดังกล่าว และ MSCI ชะลอการเพิ่มน้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี

 

นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเผชิญปัญหาดุลบัญชีเดินสะพัดติดลบ ทำให้ต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น แต่ในช่วงที่ความเชื่อมั่นลดลง ประเทศกลับไม่สามารถดึงดูดเงินทุนเหล่านั้นกลับเข้ามาได้

 

บทเรียนที่ไทย ‘ห้ามประมาท’

 

ดร.พิพัฒน์ มองว่า แม้ประเทศไทยในปัจจุบันจะมีฐานะทางการเงินภายนอกที่แข็งแกร่งกว่าอินโดนีเซีย (เพราะโตช้า) ทั้งในด้านเงินเฟ้อ ทุนสำรองระหว่างประเทศ และดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากความเสี่ยงลักษณะเดียวกันเสมอไป

 

บทเรียนสำคัญจากอินโดนีเซียคือ ตลาดทุนและนักลงทุนทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับวินัยทางการคลัง ความน่าเชื่อถือของนโยบาย และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

 

บทเรียนราคาแพงจากเพื่อนบ้านสอนเราอย่างตรงไปตรงมาว่า ‘ตลาดทุนและเจ้าหนี้โลกไม่มีวันปรานีใคร’

 

“หากรัฐบาลดำเนินนโยบายประชานิยมที่สร้างภาระการคลังสูง ใช้มาตรการอุดหนุนระยะสั้น หรือเปลี่ยนกติกาทางเศรษฐกิจจนสร้างความไม่แน่นอนโดยไม่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว ความเชื่อมั่นที่ใช้เวลาสร้างมานาน อาจสูญหายได้ภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์”

 

Trust, Confidence and Stability สินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด

 

คำว่า “Trust, Confidence and Stability” หรือความน่าเชื่อถือ ความเชื่อมั่น และเสถียรภาพ เป็นสินทรัพย์สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจ

 

เพราะแม้จะใช้เวลาหลายสิบปีในการสร้าง แต่เมื่อตลาดตัดสินใจลงโทษจากการขาดความเชื่อมั่นแล้ว การฟื้นความไว้วางใจกลับคืนมาอาจเป็นเรื่องที่ยากกว่ามาก

 

นี่คือบทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นในอินโดนีเซีย

 

ดร.พิพัฒน์ ทิ้งท้ายว่า “อย่ารอให้พายุพัดมากระหน่ำหลังคาบ้านเรา แล้วค่อยมาคิดได้ว่า วินัยการคลังและความน่าเชื่อถือนโยบาย สำคัญแค่ไหน”

 

ภาพ: Bang Ricci, Carsten Reisinger, Jeroen Bukman/ Shutterstock

 

อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories