‘การทูตพลังงาน’ กลายเป็นคำสำคัญของโลกท่ามกลางสงครามตะวันออกกลางที่กินเวลาเข้า 8 สัปดาห์ หลังโลกต้องเผชิญการหยุดชะงักของพลังงานใหญ่ที่สุดครั้งประวัติศาสตร์ เมื่อปริมาณน้ำมันดิบและคอนเดนเสทหายไปถึง 500 ล้านบาร์เรล
ประเด็นสำคัญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่า แรงกระแทกจากวิกฤตกำลังสร้างบททดสอบทางภูมิรัฐศาสตร์ให้กับ ‘อินโดนีเซีย’ พี่ใหญ่ของอาเซียนที่กำลังเผชิญภาวะบีบคั้นทางเศรษฐกิจและสังคม โดยกดดันให้ ปราโบโว ซูเบียนโต ผู้นำประเทศหาทางเลือกรับประกันความเสี่ยงอื่น นอกเหนือจากการแก้ไขปัญหาในประเทศที่ถูกวิจารณ์ว่า สร้างความเหลื่อมล้ำครั้งใหญ่
ตารางทางการทูตอย่างการไปเยือนญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และรัสเซียในระยะเวลา 2 เดือนของวิกฤต จึงถูกมองว่า เป็น ‘ไม้เด็ด’ พลิกวิกฤตผ่านยุทธศาสตร์ ‘อิสระและตื่นตัว’ (Bebas Aktif) เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน และหลีกหนีการพึ่งพาศูนย์กลางอำนาจใดอำนาจหนึ่งเพียงลำพัง
อินโดนีเซียทำอย่างไร THE STANDARD พาไปเจาะลึกเบื้องหลังและยุทธศาสตร์การเอาตัวรอดของพี่ใหญ่แห่งอาเซียนในวิกฤตครั้งนี้
อินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันจากที่ไหนบ้าง
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า อินโดนีเซียมีสัดส่วนการใช้น้ำมัน 26.3% จากอุปทานพลังงานทั้งหมดในประเทศ โดยข้อมูลในปี 2025 ชี้ว่า อินโดนีเซียนำเข้าน้ำมันเบนซินสูงถึง 60.18% จาก 4 ประเทศหลัก ได้แก่ สิงคโปร์ 63%, มาเลเซีย 33.14%, จีน 1.32% และโอมาน 1.05%
นอกจากนี้ ข้อมูลในปี 2023 ของ World Bank เปิดเผยว่า อินโดนีเซียยังนำเข้าน้ำมันจากประเทศอื่นๆ เช่น ซาอุดีอาระเบีย, ไนจีเรีย และสหรัฐฯ โดยครอง 5 อันดับแรกร่วมกับสิงคโปร์และมาเลเซีย
อนึ่ง แม้อินโดนีเซียเคยเป็นสมาชิก OPEC ในปี 1962 โดยขึ้นชื่อว่า เป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ของภูมิภาค แต่ในภายหลังประกาศระงับความเป็นสมาชิกในปี 2008 และ 2016 หลังกลายเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันมากกว่าส่งออก ซึ่งขัดกับหลักเกณฑ์ของประเทศสมาชิก OPEC
นอกจากปัญหาบ่อน้ำมันสิ้นสภาพการผลิต อีกหนึ่งสาเหตุ คือ ความต้องการน้ำมันภายในประเทศสูงขึ้น ขณะที่โรงกลั่นไม่เพียงพอ อินโดนีเซียจึงต้องใช้ทางเลือกอื่นๆ อย่างการส่งออกน้ำมันดิบไปกลั่นในต่างประเทศ หรือนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปแทน เช่น สิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางส่งออกน้ำมันใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ทว่าด้วยวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้อินโดนีเซียเริ่มให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงด้านพลังงาน โดยวางแผนจัดหาแหล่งนำเข้าใหม่ เช่น รัสเซียในฐานะสมาชิกกลุ่ม BRICS ด้วยกันเอง ทำให้อินโดนีเซียมีอำนาจต่อรองซื้อขายน้ำมันดิบจากรัสเซียในราคาพิเศษ
ส่องนโยบายในประเทศ อินโดนีเซียแก้เกมวิกฤตพลังงาน แต่ทำไมถูกวิจารณ์
สงครามอิหร่านกำลังจุดชนวนวิกฤตความมั่นคงทั่วโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียอย่างอาเซียน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ของตะวันออกกลาง โดยอินโดนีเซียต้องเผชิญกับภาระทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ทั้งงบประมาณตึงตัว ค่าเงินรูเปียห์ที่อ่อนค่าลงอย่างรุนแรง ความเสี่ยงการขาดแคลนวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหาร เช่น ค่าปุ๋ยและราคาอาหารที่กำลังพุ่งสูงขึ้น
เบื้องต้น รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้ปราโบโวพยายามแก้ปัญหาด้วยนโยบายรับมือในประเทศเพื่อประคองสถานการณ์ เช่น ใช้วิธีตรึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทุกประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตกระทบกำลังซื้อของประชาชน และลดความเสี่ยงเกิดเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาล ขณะที่นโยบายดังกล่าวดำเนินควบคู่กับมาตรการ ‘จำกัดโควตา’ การซื้อน้ำมันอุดหนุนไว้ที่ 50 ลิตรต่อคันใน 1 เดือน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ Pertamina บริษัทน้ำมันแห่งชาติของประเทศแบกรับภาระส่วนต่างราคาน้ำมัน และลด ‘นโยบายแจกอาหารฟรี’ สำหรับเด็กนักเรียน จากสัปดาห์ละ 6 วันเหลือ 5 วัน ทว่ามาตรการนี้ประหยัดเงินได้เพียง 20 ล้านล้านรูเปียห์ (ประมาณ 4.4 หมื่นล้านบาท) หรือ 1 ใน 5 ของเงินที่ต้องใช้ตรึงราคาน้ำมัน
อย่างไรก็ดี ปราโบโวถูกวิจารณ์ว่า นโยบายของเขาสร้างความเหลื่อมล้ำให้กับคนในสังคม เพราะกลุ่มที่เจ็บหนักที่สุด คือ เกษตรกร ชาวประมง และคนขับรถที่ใช้น้ำมันเกิน 50 ลิตรต่อเดือน ขณะที่ชนชั้นกลางและพนักงานออฟฟิศในเมืองใหญ่ได้รับผลกระทบน้อยกว่า เพราะมีทางเลือกในการปรับตัวที่หลากหลาย เช่น การเปลี่ยนไปใช้ระบบขนส่งสาธารณะ หรือการทำงานจากที่บ้าน (Work from Home)
การทูตพลังงาน ไม้เด็ดอินโดนีเซียรับมือวิกฤตฮอร์มุซ
นอกจากนโยบายภายในประเทศ สื่อต่างชาติและผู้เชี่ยวชาญยังตั้งข้อสังเกตว่า อินโดนีเซียยังใช้ ‘การทูตพลังงาน’ รับมือวิกฤตฮอร์มุซ หลังปราโบโวเดินทางเยือน 3 ประเทศสำคัญอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และรัสเซียในช่วงเดือนมีนาคม-ต้นเมษายน ขณะที่ยังแสดงวิสัยทัศน์ในวันที่ 8 เมษายนที่ผ่านมาว่า การพึ่งพาตนเองด้านพลังงานคือหัวใจของอธิปไตยและความมั่นคงอินโดนีเซีย
ทั้งนี้ บทความ Amid the Hormuz Crisis, Indonesia Rewrites Its Energy Playbook ของ The Diplomat อธิบายว่า การเยือนเหล่านี้ไม่ใช่แค่ตารางพบปะทางการทูตทั่วไป แต่เป็นการเดินทางที่ผูกติดกับวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ ผ่านยุทธศาสตร์การต่างประเทศ ‘อิสระและตื่นตัว’ (Bebas Aktif) กล่าวคือ อินโดนีเซียกำลังสร้างการทูตที่ข้ามพ้นจีนและชาติตะวันตก ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มมหาอำนาจขนาดกลาง และไม่ยึดติดกับศูนย์กลางอำนาจเดียว
เควิน จงเจ๋อ หลี่ (Kevin Zongzhe Li) นักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมและนักวิเคราะห์นโยบายผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ ผู้เขียนบทความระบุว่า ปราโบโวได้ขยายทางเลือกของอินโดนีเซียทั้งในด้านน้ำมัน ก๊าซ แร่ธาตุ ภาคอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดความเปราะบางของวิกฤตไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ
คำถามสำคัญคือ ทำไมอินโดนีเซียต้องเยือนญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ และรัสเซีย เควินฉายภาพให้เห็นว่า สำหรับอินโดนีเซีย 3 ประเทศดังกล่าว มีความหมายแตกต่างกันดังต่อไปนี้
1. ญี่ปุ่น พันธมิตรระยะยาว: ในการเยือนครั้งนี้ อินโดนีเซียมองญี่ปุ่นเป็น ‘รากฐานระยะยาว’ ของประเทศ ผ่านความร่วมมือสร้างระบบพลังงานในอนาคต เช่น ก๊าซ LNG, แร่ธาตุสำคัญ, พลังงานความร้อนใต้พิภพ ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ ขณะที่ยังมีการเร่งเจรจาโครงการสำคัญ เช่น โครงการผลิตเมทานอลที่ใช้เทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอน
2. เกาหลีใต้ หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์แบบพิเศษ: อินโดนีเซียได้ยกระดับความสัมพันธ์กับเกาหลีใต้ผ่านความร่วมมือทางพลังงาน เช่น พลังงานสะอาด แร่ธาตุสำคัญ และความร่วมมือทางอุตสาหกรรม ไปจนถึงความมั่นคงทางพลังงาน ถือเป็นการสร้าง ‘สายด่วนติดต่อ’ ทางการทูต เช่น หากเกิดวิกฤตครั้งหน้า เกาหลีใต้และอินโดนีเซียจะหารือแก้ไขปัญหาได้ทันที
3. รัสเซีย พันธมิตรแก้ปัญหาเร่งด่วน: อินโดนีเซียได้เจรจาขอซื้อน้ำมัน ก๊าซ และปุ๋ยในราคาถูก โดยผู้เขียนตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ปราโบโวเข้าพบ วลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียถึง 5 ครั้ง
นอกจากนี้ บทความ Prabowo’s Russian Roulette จาก Foreign Policy ยังชี้ว่า แม้อินโดนีเซียจะเจรจากับรัสเซีย แต่ในวันเดียวกัน ก็ยังเซ็นสัญญาความร่วมมือทางทหารกับสหรัฐฯ เพื่อฝึกซ้อมและยกระดับกองทัพ อีกทั้งยังเจรจาให้เครื่องบินรบสหรัฐฯ บินผ่านน่านฟ้าของประเทศ
อนึ่ง Foreign Policy เน้นย้ำว่า นี่คือแนวทางทางการทูตดั้งเดิมของอินโดนีเซีย หรือ ‘พายเรือระหว่างโขดหินสองลูก’ หรือการหลีกเลี่ยงที่จะเข้าพวกกับมหาอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แฟ้มภาพ: Bayu Frans Wijaya / ShutterStock
อ้างอิง:
- https://jakartaglobe.id/business/analyst-warns-60-of-indonesias-fuel-supply-still-depends-on-imports
- https://eastasiaforum.org/2026/04/16/the-iran-war-widens-indonesias-fiscal-faultlines/
- https://stratheia.com/energy-diplomacy-the-nexus-of-geopolitics/
- https://www.voanews.com/a/a-13-2008-05-28-voa16-66646542/557334.html
- https://foreignpolicy.com/2026/04/15/prabowo-indonesia-russia-putin-visit-us-defense-agreement/
- https://fulcrum.sg/the-iran-war-shows-why-indonesia-must-accelerate-its-energy-transition/
- https://thediplomat.com/2026/04/amid-the-hormuz-crisis-indonesia-rewrites-its-energy-playbook/


