IMF เตือนสงครามตะวันออกกลางจ่อดัน ‘หนี้สาธารณะทั่วโลก’ แตะ 100% ของ GDP ในปี 2029 ‘เร็วขึ้น’ 1 ปี สำหรับหนี้สาธารณะไทยคาดว่า จะเฉียดระดับ 70% ของ GDP ในปี 2031 (ในกรณีฐาน) นับว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากหลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจต่างๆ โดยช่วงก่อนโควิด-19 หนี้สาธารณะไทยทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 41% ของ GDP เท่านั้น
ประเด็นสำคัญ
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกรายงานการติดตามภาวะการคลัง (Fiscal Monitor) ฉบับเมษายน 2026 ที่ระบุว่า ก่อนเกิดสงคราม การคลังทั่วโลกก็มีความตึงตัวอยู่แล้ว ทั้งจากวิกฤตโรคระบาดของโควิด สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน ที่สร้างภาวะตระหนกด้านราคาพลังงานและอาหารในปี 2022 รวมถึงการหยุดชะงักของการค้าที่เพิ่มขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้รัฐบาลต่าง ๆ มีภาระหนี้ที่สูงขึ้น มีเกราะป้องกันที่อ่อนแอลง และมีความล่าช้าในการปรับสมดุลการคลัง
แม้ในยามที่เศรษฐกิจฟื้นตัว แต่สถานะทางการคลังกลับไม่ฟื้นตาม
ในปี 2025 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีความแข็งแกร่ง ทว่าไม่มีความคืบหน้าที่มีนัยสำคัญในการซ่อมแซมงบประมาณ ในหลายประเทศ การขาดดุลยังคงอยู่ในระดับสูง หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นต่อเนื่อง และภาระดอกเบี้ยจ่ายเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
โดยการขาดดุลการคลังทั่วโลกยังคงอยู่ที่ 5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ในปี 2025 หนี้สาธารณะรวมเพิ่มขึ้นเป็น 94% ของ GDP และคาดการณ์ว่าจะแตะระดับ 100% ภายในปี 2029 ซึ่งเร็วกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อหนึ่งปีก่อนถึง 1 ปีเต็ม
IMF ย้ำว่า การคลังสาธารณะในหลายประเทศอ่อนแอกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด รายจ่ายดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจาก 2% เป็นเกือบ 3% ของ GDP ภายในเวลาเพียง 4 ปี ขณะเดียวกัน ช่องว่างระหว่างแผนการคลังระยะปานกลางของประเทศต่างๆ กับสิ่งที่จำเป็นสำหรับการรักษาเสถียรภาพหนี้ทั่วโลกกลับขยายกว้างขึ้น
รายงาน Fiscal Monitor ได้พิจารณาสถานการณ์จำลองขั้นรุนแรงจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ซึ่งราคาน้ำมันอาจสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ในปี 2027 ถึง 100% แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง และสภาวะทางการเงินตึงตัวขึ้น
ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้ ‘หนี้ที่มีความเสี่ยงทั่วโลก’ (Global debt-at-risk) ซึ่งนิยามโดยเปอร์เซ็นไทล์ที่ 95 ของการกระจายหนี้ที่คาดการณ์ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อสะท้อนผลลัพธ์ที่รุนแรงแต่อาจเกิดขึ้นได้ จะพุ่งเกิน 120% ของ GDP เพิ่มขึ้นจาก 117% ในสถานการณ์อ้างอิงของ WEO โดยการเพิ่มขึ้นนี้จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา
ส่องหนี้สาธารณะไทยตามฐานข้อมูล IMF
ตามข้อมูลจาก IMF ระบุว่า ภาพรวมและแนวโน้มหนี้รวมของรัฐบาลทั่วไป (General Government Gross Debt) ของประเทศไทย ในช่วงก่อนโควิด-19 (ปี 2017–2019) ระดับหนี้สาธารณะของไทยค่อนข้างมีเสถียรภาพและทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 41.1% ถึง 41.9% ของ GDP
แต่ช่วงวิกฤตโควิด-19 (ปี 2020–2021) ตัวเลขหนี้ได้กระโดดสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงการกู้ยืมเพื่อรับมือกับโรคระบาดและฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยเพิ่มขึ้นเป็น 49.4% ในปี 2020 และพุ่งไปถึง 58.4% ในปี 2021
สำหรับช่วงคาดการณ์ในอนาคต (ปี 2022–2031) IMF คาดว่า สัดส่วนหนี้ต่อ GDP มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยคาดว่าจะแตะระดับ 64.7% ในปี 2025 และจะค่อยๆ ขยับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ จนไปอยู่ที่ระดับ 69.7% ของ GDP ในปี 2031
เปิดแนวทางการตอบสนองเชิงนโยบายอย่างมีวินัย
IMF จึงเน้นย้ำว่า เมื่อระดับหนี้สาธารณะในหลายประเทศอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว นโยบายการคลังต้องตอบสนองด้วยความระมัดระวัง โดยให้ความช่วยเหลือในจุดที่จำเป็นโดยไม่ผลักดันให้การคลังสาธารณะเข้าใกล้ขีดอันตรายจึงมีความจำเป็น
- มาตรการสนับสนุนที่ตรงจุดและชั่วคราว (Targeted & Temporary) โดยให้ความช่วยเหลือเฉพาะครัวเรือนหรือบริษัทที่เปราะบางที่สุด และมีความสามารถในการรับมือกับราคาที่สูงขึ้นได้น้อยที่สุด และต้องเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อไม่ให้กลายเป็นภาระงบประมาณผูกพันระยะยาว รวมถึงนำโครงข่ายความคุ้มครองทางสังคม (Social Safety Nets) ที่เคยสร้างไว้ในช่วงโรคระบาดกลับมาใช้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
- การจัดสรรงบประมาณใหม่แทนการกู้เพิ่ม (Reallocation) โดยควรใช้วิธี ‘โยกงบประมาณ’ จากส่วนที่สำคัญน้อยกว่ามายังส่วนที่จำเป็นจากวิกฤตแทนการกู้เงินใหม่ หลีกเลี่ยงการสะสมหนี้และภาระดอกเบี้ยเพิ่ม ซึ่งจะนำไปสู่ความไร้เสถียรภาพในตลาดพันธบัตร
- การประสานงานกับนโยบายการเงิน (Policy Coordination) นโยบายการคลังต้องไม่ขัดขวางการทำงานของธนาคารกลาง โดยรายจ่ายฉุกเฉินต้องไม่ไปกระตุ้นอุปสงค์มวลรวม (Aggregate Demand) จนทำให้เงินเฟ้อควบคุมได้ยากขึ้น
- หลีกเลี่ยงมาตรการอุดหนุนแบบเหมาเข่ง (Avoid Broad Subsidies) เพราะมีต้นทุนสูง มุ่งเป้าหมายไม่ชัดเจน และกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเกินจำเป็นในขณะที่สินค้าขาดแคลน ซึ่งจะยิ่งทำให้ราคาตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น
- การสร้างความยั่งยืนในระยะปานกลาง (Medium-term Resilience) ผ่านการวางแผนรัดเข็มขัดทางการคลังที่มีขั้นตอนชัดเจนและทำได้จริง การขยายฐานภาษี ยกเลิกข้อยกเว้นที่ไม่จำเป็น และเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษี และอธิบายให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นและผลกระทบที่ต้องแลกเปลี่ยน (Trade-offs) เพื่อสร้างแรงสนับสนุนในการปฏิรูป

ภาพประกอบ: พิชามญชุ์ วรรณสาร

