×

กูรูมองปัญหาแบงก์ล้มในสหรัฐฯ ไม่ลุกลาม ป่วนตลาดเงิน-ตลาดทุนระยะสั้น​ เตือน ‘กองทุนรวม-ประกัน’ อาจถูกกระทบหนักกว่าแบงก์

13.03.2023
  • LOADING...
Silicon Valley Bank

ผู้เชี่ยวชาญมองปัญหาแบงก์ล้มในสหรัฐอเมริกาไม่ลุกลาม กระทบไทยระยะสั้น​ผ่านตลาดเงินและตลาดทุน​ แนะจับตาดูกลุ่มกองทุนรวมและธุรกิจประกัน อาจเสี่ยงกว่ากลุ่มธนาคารที่มีสัดส่วนการลงทุนต่อสินทรัพย์รวมต่ำ

 

ปัญหา SVB กระทบในวงจำกัด

อมรเทพ​ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหาร​สำนัก​วิจัย​และที่ปรึกษา​การลงทุน​ ธนาคาร​ซีไอเอ็มบี ​ไทย​ เขียนบทความวิเคราะห์ถึงกรณีธนาคาร Silicon Valley Bank (SVB) และธนาคาร Silvergate ถูกสั่งปิดกิจการว่า ปัญหาในรอบนี้มีความแตกต่างจากวิกฤตปีใน​ 2008​ ที่ Lehman ล้ม​ เนื่องจากปัญหาในตอนนั้น​คือความเสี่ยงด้านเครดิต​จากการลงทุนในอนุพันธ์​ด้านอสังหา​ ขณะที่ปัญหาในตอนนี้คือความเสี่ยงด้านตลาด​หรือสภาพ​คล่อง​จากดอกเบี้ยขาขึ้น และขาดการบริหารที่ดีด้านระยะเวลาเงินฝากและสินเชื่อ​


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


นอกจากนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มแบงก์ขนาดเล็กที่มีลูกค้าเป็นกลุ่มเทคหรือสตาร์ทอัพเป็นหลัก​ ซึ่งต่างกับแบงก์ใหญ่​ ทำให้ในภาพรวมสถานการณ์ไม่น่าจะลุกลาม โดยธนาคารที่มีการถือตราสารที่ดี ยังสามารถเข้าถึงสภาพคล่องจาก Fed ได้​ แต่อาจมีแบงก์ที่มีปัญหาเพิ่ม​ ในกลุ่มที่ขาดทุนจากอัตราดอกเบี้ย​ที่ขึ้นแรงในสหรัฐฯ​ จนราคาพันธบัตร​ลดลง ​ซึ่งต้องติดตามดูว่ามีใครร้อนเงินอีก​ หรือมีใครโดนแห่ถอนเงินจากวิกฤต​ศรัทธา​บ้าง หลักๆ คงจะเป็นธนาคารที่ทำธุรกรรมเกี่ยวกับกลุ่มเทคที่ลงทุนในคริปโตเคอร์เรนซีในสัดส่วนที่มีนัยสำคัญ​

 

อมรเทพประเมินว่า ตลาดเงินตลาดทุนมีโอกาสจะผันผวนต่อไปจากความกังวลว่าจะมีแบงก์ไหนเป็นรายต่อไปที่ล้ม​ ขณะที่กลุ่มธุรกิจเทคขนาดเล็กอาจประสบปัญหาขาดเงินทุน​ โดยเฉพาะช่วงอัตราดอกเบี้ย​ขาขึ้นเช่นนี้ อย่างไรก็ดี เชื่อว่ากรณี​ SVB​ ล้มไม่น่าส่งผลให้คนว่างงานมากขึ้นในสหรัฐฯ ขณะที่เงินเฟ้อในสหรัฐฯ มีโอกาสลดลงจากปีก่อน​ที่เฉลี่ย​ 8% มาอยู่ที่ราว​ 4% ในปีนี้ แต่จะไม่ลดลงได้เร็วเหมือนในอดีต​ เพราะยังมีปัญหา​เชิงโครงสร้าง​ห่วงโซ่อุปทาน​

 

“กรณี​ SVB​ อาจไม่มีน้ำหนักมากต่อการดำเนินนโยบายการเงินของ Fed หากปัญหาไม่ลามและรุนแรง Fed คงลดความร้อนแรงของการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม​ ไม่ขึ้น​ 0.50% แต่ขึ้นเพียง​ 0.25% และระดับดอกเบี้ยสูงสุดอาจอยู่ที่ระดับ​ 5.75% ไม่ใช่ไปแตะระดับ​ 6.00%” อมรเทพกล่าว

 

สำหรับผลกระทบต่อไทย โดยมากจะเป็นผลในระยะสั้นผ่านตลาดเงินและตลาดทุน​ที่ยังมีแนวโน้มผันผวนในสัปดาห์หน้า​ อาจมีแรงเทขายในสินทรัพย์​เสี่ยงบ้างในระยะสั้น​ แต่ตลาดน่าจะให้น้ำหนักการชะลอตัวของค่า​จ้างแรงงาน​และอัตราว่างงานที่เพิ่มขึ้นในสหรัฐ​ฯ แต่อาจรอตัวเลขเงินเฟ้อ​ ยอดค้าปลีก​ และอื่นๆ​ เพื่อดูสัญญาณ​ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อแรงหรือไม่​ ซึ่งกรณี​ SVB​ อาจมีน้ำหนักด้านเสถียรภาพ​ตลาดการเงิน​ ทำให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป​ ในกรณีนี้เงินน่ากลับมาตลาดเกิดใหม่​ เงินบาทน่าจะขยับแบบ​ Sideways 35-36​ บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ​ได้​ 

 

แต่ในกรณีที่​ SVB มีปัญหาลามต่อหรือมีความไม่แน่นอนต่อ​ ก็อาจกระทบภาคการส่งออกของไทยซึ่งก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว​ให้ชะลอต่อได้​ ส่วนราคาน้ำมันในตลาดโลกน่าจะย่อลงตามอุปสงค์​ที่อ่อนแอลง​ ทำให้การนำเข้าไทยลดลงตาม​ ไม่น่ามีปัญหาขาดดุลบัญชีเดินสะพัด​เหมือนก่อนหน้า​ ส่วนภาคการท่องเที่ยวของไทยไม่น่ากระทบ​ โดยรวมปัญหานี้น่าจะกระจุกในสหรัฐ​ฯ ไม่น่ากระทบเอเชีย​-แปซิฟิก​มากนัก​ โดยเฉพาะจีนที่ยังเติบโต​ได้​ดี​ แต่แน่นอนว่าการส่งออกไม่สดใส

 

ขณะที่ผลกระทบต่อธนาคารไทย เชื่อว่าคงไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากทาง ธปท. ไม่ได้อนุญาตให้ธนาคารลงทุนในคริปโตโดยตรง ขณะที่กลุ่มการเงินก็ยังคงถูกกำกับอย่างเข้มงวดจาก Regulators ของไทย

 

“คำแนะนำการลงทุนในช่วงนี้ มองว่าการลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่​ พื้นฐานดี​ กระจายการลงทุนทั่วโลก ยังน่าจะทำได้​ นอกจากนี้ที่ลุ้นคือเงินเฟ้อสหรัฐฯ แม้ยังอยู่ในระดับสูง​แต่มีท่าทีชะลอลง​ ซึ่งนักลงทุนน่าหาจังหวะเข้าสะสมพันธบัตร​หรือตราสารหนี้​ที่ใกล้ถึงจุดสูงสุด​ ส่วนภาคเอเชีย-แปซิฟิก​โดยเฉพาะจีนยังน่าสนใจ​ โดยให้น้ำหนัก​ A-Share หรือหุ้นในจีน​มากกว่า​ H-Share ที่มีกลุ่มเทค​ในฮ่องกง​ โดยรวมน่าจะเห็นมาตรการกระตุ้น​เศรษฐกิจ​ในจีน และจีนน่าจะหาทางลดความผันผวนในตลาดทุนเทียบสหรัฐ​ฯ ได้​” อมรเทพกล่าว

 

แนะจับตาดูกลุ่ม ‘กองทุนรวมและธุรกิจประกัน’

ด้าน สงวน จุงสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายอาวุโส สายงานธุรกิจตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย วิเคราะห์ว่า กลุ่มธนาคารในไทยไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากกรณี SVB ล้ม จาก 4 ปัจจัย ได้แก่

 

  1. ตลาดบอนด์สหรัฐฯ มี Correlation กับตลาดบอนด์ไทยและทั้งเอเชียน้อยลง เนื่องจากความรุนแรงเงินเฟ้อต่างกัน และท่าทีนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางก็ต่างกัน อีกทั้งตลาดบอนด์ไทยก็มีเสถียรภาพมาก และปลอดจาก Outflow ระดับรุนแรง

 

  1. SVB มีการลงทุนเกินครึ่งของสินทรัพย์รวม แต่แบงก์ไทยมีไม่ถึง 20% ทำให้ SVB ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดการเงินมากกว่า

 

  1. ในหมายเหตุงบ มีหลักฐานชี้ว่า SVB ถือบอนด์ยาวซึ่งมี Durational Risk สูงมาก ขณะที่แบงก์ไทยน่าจะใช้เกณฑ์นำสภาพคล่องส่วนเกินมาลงทุน ทำให้มี Durational Risk ต่ำกว่ามาก

 

  1. ส่วนแบงก์ต่างชาติที่อาจจะเป็นเป้าจับตา (ทั้งอเมริกันและอื่นๆ) ที่ประกอบการในเมืองไทยมีสัดส่วน Balance Sheet น้อยมาก ไม่ถึง 10% ของทั้งระบบธนาคารพาณิชย์ จึงไม่มีนัยสำคัญ

 

“การจะบอกว่า Fed ขึ้นดอกเบี้ยสูงจนทำให้แบงก์เจอปัญหาอาจจะไม่ถูกต้อง ต้องบอกว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ทำให้เกิดความผันผวนในตลาด ทำให้กลุ่มธนาคารมีสัดส่วนการลงทุนต่อสินทรัพย์สูงได้รับผลกระทบจนเกิดปัญหา กว่า 60% ของสินทรัพย์รวมของ SVB เป็นการลงทุน ขณะที่ 70-80% ของสินทรัพย์ธนาคารไทยเป็นการปล่อยสินเชื่อ ในภาพรวมกลุ่มธนาคารไทยจึงไม่น่ากังวล” สงวนกล่าว

 

สงวนระบุว่า กลุ่มที่อาจมีความเสี่ยงต้องจับตาดูคือกองทุนรวมและบริษัทประกัน ซึ่งมีสัดส่วนเงินลงทุนต่อสินทรัพย์ค่อนข้างสูง ต้องไปดูว่าแต่ละแห่งมีวิธีการลงบัญชีแบบไหน และได้มีการป้องกันความเสี่ยงไว้ครบตามระยะเวลาของบอนด์ที่ลงทุนไว้ (Fully Hedge) หรือไม่ 

 

ห่วงปัญหาตามมาเป็นลูกโซ่

ขณะที่ นิรันดร์ ประวิทย์ธนา ประธานบริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท เอวา แอดไวเซอรี่ จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านสินทรัพย์ดิจิทัล ได้ให้ความเห็นว่า การประกาศอุ้มผู้ฝากเงินของ Fed และ FDIC อาจทำให้เกิดผลกระทบตามมาเป็นลูกโซ่หลายอย่าง เช่น 

 

  1. กลไกราคาพันธบัตรถูกแทรกแซง แล้วตลาดรองของพันธบัตรสหรัฐฯ จะเป็นอย่างไร เพราะกลไกนี้ของ Fed เปิดโอกาสให้การทำ Arbitrage ตลาดพันธบัตรสามารถทำได้ (ซื้อราคา Discount จากตลาดรอง มาแลกเงินสดกลับจาก Fed ได้เงินเต็ม 100%) 

 

  1. Fed จะเอาเงินจากไหนมาคืนผู้ฝาก ในเมื่อที่ผ่านมา Fed ทำการลดงบดุลมาโดยตลอด เอาดอลลาร์มาเผาทิ้งที่เรียกกันว่า QT เมื่อจะอุ้มผู้ฝากเงิน แปลว่าต้องหาเงินสดมาคืนผู้ฝาก นั่นหมายถึงการ QE จะกลับมา (อย่างน้อยก็ในช่วงเวลาสั้นๆ ช่วงนี้)

 

  1. นโยบายการเงินจะเป็นอย่างไรต่อไป เนื่องจาก Fed เห็นแล้วว่าการขึ้นดอกเบี้ยแบบ Aggressive ในรอบปีที่ผ่านมาได้ส่งผลร้ายกับระบบธนาคารสหรัฐฯ คำถามคือ Fed จะเลือกอะไรระหว่างชะลอการขึ้นดอกเบี้ย แลกกับเงินเฟ้อที่อาจจะเอาไม่อยู่ หรือยังคงเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย แล้วรับมือกับความเสี่ยงของกลุ่มธนาคารต่อไป

 

“ก่อนหน้านี้ผมเชื่อว่าดอลลาร์อาจจะแข็งต่อเนื่องในปีนี้ หากการขึ้นดอกเบี้ยยังคงดำเนินหน้าต่อ พอวิกฤตนี้เข้ามา ดอลลาร์อาจจะมีโอกาสอ่อนตัวลงในระดับหนึ่ง ขึ้นกับว่านโยบายการอุ้มของ Fed จะทำนานแค่ไหนและใช้เงินมากเท่าไร เพราะนั่นหมายถึง Fed ต้องพิมพ์เงินมาอุ้มประชาชนเยอะมากเท่านั้น ที่น่าห่วงคือสหรัฐอเมริกาโกงเกมมาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษที่ผ่านมา ทั้งการพิมพ์เงิน QE เพื่ออุ้ม Subprime มารอบนี้อุ้มตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ ต่อ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ยังคงสะสมเป็นระเบิดลูกใหญ่กับดอลลาร์และระบบเศรษฐกิจของสหรัฐฯ” นิรันดร์กล่าว

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

X
Close Advertising