ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี เผยทิศทางปรับโครงสร้างกำลังบุคลากรภาครัฐ เล็งรวบหน่วยงานส่วนภูมิภาคที่ซ้ำซ้อนให้ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อความเป็นเอกภาพ ด้าน ก.พ.ร. เตรียมนำร่องโมเดล ‘1 จังหวัด 1 สำนักงาน’ เน้นลดอัตรากำลังผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด และนำเทคโนโลยีดิจิทัลรวมถึง AI เข้ามาช่วยประมวลผลงานธุรการ เพื่อลดภาระงบประมาณในระยะยาว
ปกรณ์เปิดเผยถึงทิศทางการปรับปรุงโครงสร้างกำลังพลภาครัฐว่า อัตรากำลังข้าราชการหรือหน่วยงานราชการในส่วนภูมิภาคจำเป็นต้องปรับลดลงแบบค่อยเป็นค่อยไป และจะไม่มีการตั้งเพิ่มอีกต่อไป เนื่องจากที่ผ่านมาพบปัญหาการทำงานซ้ำซ้อนกันอย่างมาก ทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่สามารถเข้ามากำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะแต่ละส่วนราชการต่างทำงานโดยไม่ขึ้นตรงหรือรายงานต่อผู้ว่าราชการจังหวัด
“ทิศทางอัตรากำลังภาครัฐจากนี้ต้องไม่มีการตั้งเพิ่ม มีแต่ทรงกับลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากไม่เริ่มปรับลดและจัดระเบียบตั้งแต่วันนี้ ภาระงบประมาณด้านบุคลากรจะสั่งสมจนกลายเป็นภาระหนักในอนาคต” ปกรณ์ระบุ
ยุทธศาสตร์ใหม่จึงกำหนดให้ข้าราชการและหน่วยงานที่ปฏิบัติงานในระดับภูมิภาคต้องร่วมกันทำงานขึ้นตรง และอยู่ภายใต้การบริหารของผู้ว่าราชการจังหวัด เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อนในการทำงานและการสั่งการ ตลอดจนลดภาระงบประมาณในอนาคต
ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) เร่งสำรวจและแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนของหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมนำกลับมารายงานผลเป็นระยะ
ด้าน อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) กล่าวถึงแนวทางขับเคลื่อนการลดส่วนราชการในภูมิภาคว่า ปัจจุบันอัตรากำลังข้าราชการในระดับภูมิภาคมีความซ้ำซ้อนด้านภารกิจสูงถึงประมาณร้อยละ 80 รัฐบาลจึงต้องเข้าไปทบทวนความจำเป็นและรูปแบบการทำงานในพื้นที่เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน
อ้อนฟ้ายกตัวอย่างจังหวัดขนาดใหญ่ เช่น จังหวัดนครราชสีมา ที่มีการตั้งหัวหน้าส่วนราชการไปประจำในพื้นที่จำนวนมาก ส่งผลให้การเรียกประชุมแต่ละครั้งมีหัวหน้าส่วนราชการเข้าร่วมถึง 200 หน่วยงาน ทำให้การสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อให้ทำงานแบบบูรณาการเป็นไปได้ยาก จึงจำเป็นต้องมีการปรับปรุง
ทั้งนี้ ก.พ.ร. ได้วางแนวทางปรับปรุงโครงสร้างโดยใช้โมเดล ‘1 จังหวัด 1 สำนักงาน’ เพื่อรวมหน่วยงานที่มีภารกิจทับซ้อนกันไว้ด้วยกัน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จจากกระทรวงพาณิชย์ ที่ปรับเปลี่ยนจากเดิมซึ่งมีบุคลากรจาก 10 กรม ลงพื้นที่ประจำจังหวัด 10 คน มาเป็นการตั้งตำแหน่งพาณิชย์จังหวัดเพียง 1 สำนักงาน โดยใช้เจ้าหน้าที่ 2-3 คน และพัฒนาทักษะให้สามารถปฏิบัติงานแทนกันได้ทุกภารกิจ (Multi-skilling) ซึ่งแนวทางในอนาคตจะดำเนินไปในรูปแบบดังกล่าว
สำหรับการจัดสรรอัตรากำลังในระดับจังหวัดจะพิจารณาจากบริบทและความจำเป็นของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น จังหวัดที่ไม่ติดทะเลก็ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานประมงจังหวัด
ส่วนกรณีหน่วยงานที่มีพื้นที่ดูแลเฉพาะและคาบเกี่ยวหลายจังหวัด เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ครอบคลุม 4 จังหวัด จะได้รับการยกเว้นให้บริหารตามเขตพื้นที่ แต่ต้องไม่ตั้งตำแหน่งซ้ำซ้อนเกินความจำเป็น
เลขาธิการ ก.พ.ร. ยืนยันว่า มาตรการปรับลดกำลังคนภาครัฐตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้เป็นการเลิกจ้างข้าราชการ แต่จะใช้โครงการเกษียณอายุก่อนกำหนด (Early Retirement) รวมถึงมาตรการเกษียณแล้วตัดหรือยุบเลิกตำแหน่ง โดยจะไม่บรรจุบุคลากรใหม่ทดแทนในตำแหน่งที่ซ้ำซ้อนซึ่งเกษียณอายุภายในระยะเวลา 5 ปีนี้
นอกจากนี้ จะมีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาใช้ประมวลผลงานธุรการและคำนวณอัตรากำลัง โดยอิงตามปริมาณธุรกรรม (Transaction) จริงในแต่ละโต๊ะทำงาน หากจุดใดมีปริมาณธุรกรรมต่ำ จะเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัลและ AI หรือให้เจ้าหน้าที่โต๊ะข้างเคียงปฏิบัติงานแทน เพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ
ทั้งนี้ ก.พ.ร. ได้กำหนดให้หน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนปรับปรุงโครงสร้างและส่งกลับมาภายใน 6 เดือนตามกรอบเวลาของมติ ครม. หลังจากนั้น ก.พ.ร. จะวางแผนเพื่อทำงานร่วมกับแต่ละหน่วยงานในระยะต่อไป


