Goldman Sachs Asset Management ระบุว่าสิ่งที่ตลาดกำลังเผชิญคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร พร้อมชี้ 4 แรงขับที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนใน 3-5 ปีข้างหน้า และเหตุผลที่พอร์ตซึ่งเคยได้ผลดีตลอดทศวรรษที่ผ่านมา อาจไม่ทำงานเหมือนเดิมอีกต่อไป
ประเด็นสำคัญ
- เทรนด์ที่ 1 ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกรื้อใหม่ทั้งระบบ
- เทรนด์ที่ 2 คลื่นลูกที่สองของ AI เงินจะไม่ได้อยู่ที่ชิปอีกต่อไป
- เทรนด์ที่ 3 เงิน 80 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเปลี่ยนมือ และ 60% จะตกอยู่กับผู้หญิง
- เทรนด์ที่ 4 เงินเริ่มไหลออกจากสหรัฐฯ ไปยุโรปและตลาดเกิดใหม่
- จากพอร์ต 60/40 สู่การมองทรัพย์สินทั้งชีวิต
- สิ่งที่ไม่เปลี่ยน แม้กติกาจะเปลี่ยน
ตลอดหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมา นักลงทุนทั่วโลกเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เอื้อแทบทุกอย่าง ทั้งโลกาภิวัตน์ที่เดินหน้าเต็มสูบ สภาพคล่องล้นระบบ ดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ และธนาคารกลางที่พร้อมเข้ามารับความเสี่ยงทุกครั้งที่ตลาดสะดุด ผลลัพธ์คือราคาสินทรัพย์แทบทุกประเภทปรับขึ้นพร้อมกัน และกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดมักเป็นกลยุทธ์ที่ง่ายที่สุด คือซื้อกองทุนดัชนีในหุ้นเทคฯ ขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ แล้วถือไว้เฉยๆ
คำถามที่ตามมาคือ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงสองสามปีมานี้เป็นเพียงการปรับตัวระยะสั้น หรือเป็นการเปลี่ยนกติกาถาวร
Padideh Raphael, Global Co-Head of Third Party Wealth Management ของ Goldman Sachs Asset Management ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ให้คำตอบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลง เชิงโครงสร้าง ไม่ใช่วัฏจักร
“ยุคของดอกเบี้ยใกล้ศูนย์ โลกาภิวัตน์ที่เดินไปในทิศทางเดียวกัน และธนาคารกลางที่คอยรับทุกการย่อตัวจบลงแล้ว เรากำลังอยู่ในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น ภูมิรัฐศาสตร์ถูกจัดวางใหม่ และเงินเฟ้อเป็นเรื่องจริง และมันจะไม่หายไปในไตรมาสหน้า” Padideh กล่าว
แต่ประเด็นที่เธอย้ำคือ เปลี่ยนไป ไม่ได้แปลว่าแย่ลง เมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น เงินสดและตราสารหนี้กลับมาให้ผลตอบแทนที่มีความหมายอีกครั้ง เมื่อตลาดผันผวนมากขึ้น การบริหารเชิงรุกและการกระจายความเสี่ยงกลับมามีน้ำหนัก ทศวรรษที่ผ่านมาเป็นของคนที่ซื้อดัชนีแล้วถือ แต่ทศวรรษข้างหน้ามีแนวโน้มจะเป็นของคนที่ลงทุนกระจายกว้างขึ้น ใจเย็นกว่า และกระจายความเสี่ยงอย่างที่เป็นการกระจายจริงๆ
บนฉากหลังนี้ Padideh ระบุ 4 เทรนด์ที่เธอมองว่าจะกำหนดทิศทางการลงทุนในอีก 3-5 ปีข้างหน้า
เทรนด์ที่ 1 ห่วงโซ่อุปทานโลกถูกรื้อใหม่ทั้งระบบ
แรงขับแรกคือการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งการย้ายฐานการผลิตกลับมาใกล้บ้าน (nearshoring) การย้ายไปยังประเทศพันธมิตร (friend-shoring) และการลงทุนเพื่อความมั่นคงทางพลังงาน
Padideh มองว่านี่ไม่ใช่การปรับตัวเล็กๆ ของบริษัทเป็นรายกรณี แต่คือคลื่นการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระดับหลายล้านล้านดอลลาร์ ที่จะเกิดขึ้นต่อเนื่องไปอีกหลายปี และสร้างโอกาสจริงในกลุ่มอุตสาหกรรม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน รวมถึงตลาดเกิดใหม่ที่อยู่ในฝั่งที่ได้ประโยชน์จากการจัดระเบียบใหม่นี้
สำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นนี้มีความหมายโดยตรง เพราะการย้ายฐานการผลิตออกจากจีนบางส่วนทำให้ประเทศในภูมิภาคกลายเป็นปลายทางของเงินลงทุนที่กำลังหาที่อยู่ใหม่
เทรนด์ที่ 2 คลื่นลูกที่สองของ AI เงินจะไม่ได้อยู่ที่ชิปอีกต่อไป
เทรนด์ที่สองคือผลกระทบต่อเนื่องของ AI ซึ่ง Padideh มองว่าตลาดยังให้น้ำหนักผิดจุด
“ตลาดกำลังจับตาผู้ผลิตชิปและ hyperscaler หรือผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่ แต่เรื่องที่จะมีน้ำหนักจริงในอีก 5 ปีข้างหน้า คือ AI จะไปเปลี่ยนอะไรในภาคสาธารณสุข บริการทางการเงิน โลจิสติกส์ และเกษตรกรรม” Padideh กล่าว พร้อมชี้ว่ากลุ่มเหล่านี้ยังแทบไม่ได้เก็บเกี่ยวประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นจาก AI เลย
เธอเปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับอินเทอร์เน็ตในปี 1998 บริษัทที่ขายโครงสร้างพื้นฐาน หรือกลุ่มที่เปรียบได้กับคนขายจอบและพลั่วให้นักขุดทองในยุคตื่นทอง มีความสำคัญจริง แต่มูลค่าระยะยาวที่ใหญ่ที่สุดจะมาจากบริษัทที่นำเทคโนโลยีไปพลิกโฉมธุรกิจตัวเอง ทั้งบริษัทสาธารณสุขในการค้นหายา บริษัทการเงินในการบริหารความเสี่ยง และผู้ผลิตในงานบำรุงรักษาเชิงพยากรณ์
“บทเรียนคือ อย่าซื้อที่กระแส แต่ซื้อที่การนำไปใช้จริง และการใช้งานจริงยังเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น เกมนี้น่าจะเพิ่งผ่านไปได้แค่ช่วงต้นๆ”
ในเชิงมูลค่า เธอระบุว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์ในคลื่นลูกถัดมา ทั้งสาธารณสุข พลังงาน บริการทางการเงิน และภาคอุตสาหกรรม มีราคาที่น่าสนใจกว่าและยังมีพื้นที่ให้เติบโตอีกยาว เพราะหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และคลาวด์ถูกตลาดปรับมูลค่าขึ้นไปมากแล้ว
“ยุคตื่นทองทำให้นักขุดบางคนรวยก็จริง แต่คนที่รวยไปด้วยคือเจ้าของทางรถไฟและร้านขายของชำ”
เทรนด์ที่ 3 เงิน 80 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเปลี่ยนมือ และ 60% จะตกอยู่กับผู้หญิง
เทรนด์ที่สามเป็นเรื่องประชากรศาสตร์มากกว่าตลาดทุน แต่ Padideh มองว่าจะเปลี่ยนอุตสาหกรรมบริหารความมั่งคั่งทั้งอุตสาหกรรม
ประเมินกันว่ามีเงินกว่า 80 ล้านล้านดอลลาร์กำลังเคลื่อนจากคนรุ่น Baby Boomer สู่คนรุ่นถัดไป ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งรูปแบบคำปรึกษาที่ลูกค้าต้องการ ความสนใจในการลงทุนที่สอดคล้องกับคุณค่าที่ตัวเองยึดถือ และวิธีที่สถาบันการเงินเข้าหาลูกค้ารุ่นใหม่
ประเด็นที่เธอเน้นเป็นพิเศษคือ ราว 60% ของความมั่งคั่งก้อนนี้จะถูกส่งต่อให้ผู้หญิง
“การเข้าใจว่าผู้หญิงลงทุนอย่างไร ซึ่งมักมีมุมมองต่อความเสี่ยง กรอบเวลา และคุณค่าที่ต่างออกไป ไม่ใช่เรื่องเฉพาะกลุ่มอีกต่อไป แต่เป็นหัวใจของการให้บริการคนรุ่นถัดไป” Padideh กล่าว
เทรนด์ที่ 4 เงินเริ่มไหลออกจากสหรัฐฯ ไปยุโรปและตลาดเกิดใหม่
เทรนด์สุดท้ายคือการกระจายการลงทุนข้ามภูมิภาคที่กำลังเกิดขึ้นจริง หลังพอร์ตของนักลงทุนทั่วโลกกระจุกตัวอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐฯ มายาวนาน
Padideh ระบุว่าเห็นความต้องการที่ชัดเจนในการลดน้ำหนักสหรัฐฯ และเพิ่มน้ำหนักไปยังยุโรปและตลาดเกิดใหม่ ทั้งฝั่งตราสารทุนและตราสารหนี้ ส่วนในเอเชียโดยเฉพาะ ไพรเวทแบงก์กำลังใช้แนวทางที่กระจายตัวมากขึ้น พร้อมเพิ่มน้ำหนักให้หุ้นคุณภาพ และให้เอเชียมากขึ้น
จากพอร์ต 60/40 สู่การมองทรัพย์สินทั้งชีวิต
เมื่อแรงขับทั้งสี่ทำงานพร้อมกัน คำถามที่ตามมาคือพอร์ตแบบเดิมยังพอหรือไม่
Padideh ชี้ว่าพอร์ต 60/40 ทำหน้าที่ได้ดีมานานหลายทศวรรษ แต่สำหรับครอบครัวที่มีทั้งธุรกิจของตัวเอง อสังหาริมทรัพย์ ความเสี่ยงภาษีข้ามพรมแดน และอาจมีมูลนิธิด้วย แผนภูมิวงกลมที่มีแค่หุ้นกับพันธบัตรไม่เคยสะท้อนภาพจริงได้เลย
ไพรเวทแบงก์ที่ทำได้ดีที่สุดซึ่งเธอร่วมงานด้วย กำลังเปลี่ยนมาใช้แนวคิด total balance sheet หรือการมองทรัพย์สินทั้งหมดของครอบครัวเป็นก้อนเดียว ทั้งธุรกิจ อสังหาฯ หนี้สิน และภาระภาษี แล้วค่อยออกแบบพอร์ตขึ้นมาเสริมส่วนที่ยังขาด
“ถ้าคุณเป็นเจ้าของบริษัทโลจิสติกส์อยู่แล้ว คุณไม่จำเป็นต้องมีหุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมเพิ่ม ถ้าคุณถืออสังหาฯ อยู่แล้ว อาจต้องลดน้ำหนักกองทุนอสังหาฯ (REITs) ลง แล้วไปเพิ่มสินทรัพย์ทางเลือกที่ซื้อขายได้คล่องแทน” Padideh กล่าว
การเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุดคือการนำ สินทรัพย์ทางเลือก ทั้ง private equity, private credit, real assets และ hedge fund เข้ามาในพอร์ตที่เคยมีแต่สินทรัพย์ในตลาดสาธารณะ โดยเธอชี้ว่ากองทุนทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยอย่าง Yale และ Harvard (endowment) จัดสรรเงิน 30-50% หรือมากกว่านั้นไปยังสินทรัพย์ทางเลือกมานานหลายทศวรรษแล้ว
“คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินระดับกองทุนมหาวิทยาลัยถึงจะได้ประโยชน์ แค่แบ่งมา 10-20% ก็ช่วยให้ผลตอบแทนเมื่อเทียบกับความเสี่ยงที่รับดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด” Padideh กล่าว พร้อมระบุว่าในกลุ่มลูกค้าความมั่งคั่งสูงมาก โดยเฉพาะ family office ขนาดใหญ่ที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เงินสด สัดส่วนสินทรัพย์ทางเลือกขึ้นไปถึง 40-45% ของพอร์ต
หัวใจอยู่ที่การเข้าใจว่า การถอนเงินออกยากไม่ใช่ข้อเสียที่ต้องทน แต่คือสิ่งที่เราตั้งใจแลกมา ตราบใดที่กรอบเวลายาวพอ เพราะการยอมล็อกเงินไว้คือสิ่งที่ทำให้ได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่ม หรือที่เรียกว่า illiquidity premium ซึ่งในอดีตอยู่ที่ราว 2-4% ต่อปี
ปัจจุบันความสนใจสูงสุดอยู่ที่ private credit หรือการปล่อยกู้นอกระบบธนาคาร ซึ่งให้ผลตอบแทนราว 8-12% และใช้ดอกเบี้ยลอยตัวที่ช่วยลดความเสี่ยงเวลาดอกเบี้ยขยับ กับ โครงสร้างพื้นฐาน ที่ให้กระแสเงินสดสม่ำเสมอและปรับขึ้นตามเงินเฟ้อ จากสินทรัพย์ที่คนต้องใช้จริงอย่างดาต้าเซ็นเตอร์ พลังงานหมุนเวียน และระบบขนส่ง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับเทรนด์ที่ 1 และ 2
ส่วน private equity ยังเป็นแกนหลัก เพียงแต่ลูกค้าเข้าใจมากขึ้นว่าต้องกระจาย ปีที่เข้าลงทุน คือทยอยใส่เงินหลายปี แทนที่จะเทก้อนเดียวจบ ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการทยอยซื้อแบบ DCA
สิ่งที่เปลี่ยนเกมในฝั่งการเข้าถึงคือรูปแบบกองทุนใหม่ๆ ทั้งกองทุน evergreen หรือกองทุน private markets แบบเปิดที่ให้ถอนเงินได้ทุกไตรมาส แทนการล็อก 10 ปีแบบเดิม และ ตลาดรอง (secondary markets) ที่โตเร็วมาก ทำให้นักลงทุนขายเงินลงทุนที่ถืออยู่ในกองทุนต่อให้ผู้ซื้อรายอื่นได้ แม้อาจต้องยอมขายต่ำกว่ามูลค่าอยู่บ้าง
“สำหรับนักลงทุนรายบุคคล ประเด็นคือ ปัญหาเรื่องการเข้าถึงกำลังถูกแก้ไปแล้ว คำถามไม่ใช่ ฉันลงทุนใน private markets ได้ไหม อีกต่อไป แต่เป็น ฉันควรลงไหม และควรลงเท่าไร ซึ่งเป็นคำถามที่ดีกว่ามาก” Padideh กล่าว
สิ่งที่ไม่เปลี่ยน แม้กติกาจะเปลี่ยน
แม้เทรนด์ทั้งสี่จะเปลี่ยนภูมิทัศน์การลงทุนไปมาก แต่ Padideh ย้ำว่าหลักการพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยนตาม และสิ่งที่เธอเห็นบ่อยที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านแบบนี้คือนักลงทุนที่เลือกถือเงินสดรอ ด้วยเหตุผลว่าตลาดอยู่ในจุดสูงและอยากรอจังหวะย่อ
เธอยกสถิติว่า นับตั้งแต่ปี 1950 ดัชนี S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่มาแล้วกว่า 1,200 ครั้ง และการลงทุนเฉพาะในวันที่ตลาดทำจุดสูงสุดใหม่ ให้ผลตอบแทนแทบไม่ต่างจากการลงทุนในวันสุ่มใดก็ตาม ด้วยเหตุผลว่าตลาดใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ใกล้จุดสูงสุดอยู่แล้ว ขณะที่เงิน 10,000 ดอลลาร์ที่ลงทุนเมื่อ 20 ปีก่อน วันนี้มีมูลค่าราว 70,000 ดอลลาร์ แต่หากพลาดเพียง 10 วันที่ตลาดปรับขึ้นแรงที่สุด จากทั้งหมดราว 5,000 วันทำการ มูลค่าจะเหลือไม่ถึง 35,000 ดอลลาร์
“กติกาเปลี่ยน แต่หลักการไม่เปลี่ยน คือให้เงินอยู่ในตลาดต่อไป กระจายความเสี่ยง และบริหารความเสี่ยงก่อนที่ความเสี่ยงจะมาบริหารคุณ ผลตอบแทนทบต้นคือพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดในการลงทุน แต่มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อคุณให้เวลากับมัน เวลาที่ดีที่สุดในการลงทุนคือเมื่อวาน เวลาที่ดีที่สุดรองลงมาคือวันนี้” Padideh กล่าว
ภาพ: Alive Color Stock / Shutterstock

