×

สแกน 4 ปมร้อนแก้กฎหมายบัตรทอง เมื่อ สว. ขยับรื้อโครงสร้าง สปสช. = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?

โดย THE STANDARD TEAM
04.09.2026
  • LOADING...
โลโก้ สปสช. ในกรอบสามเหลี่ยมสีแดงบนพื้นหลังภาพประชุมโทนแดง

“ถ้าไม่เท่ากับล้มบัตรทอง แล้วจะเรียกว่าล้มอะไร นี่เป็นโจทย์ใหญ่ที่เราจะยอมให้เกิดเรื่องแบบนี้จริงหรือเปล่า”

 

 

นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ภาคประชาชน ตั้งคำถามกลางเวทีเสวนา ‘จับสัญญาณ แก้ กม.บัตรทอง = ล้ม 30 บาท ถอยหลังสู่ระบบอนาถา?’ จัดโดยสภาองค์กรผู้บริโภค

 

ท่ามกลางกระแสข่าวร้อนหลังมีความพยายามเสนอแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 หรือ พ.ร.บ.บัตรทอง ในชั้นกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา (กมธ.การสาธารณสุข สว.) ทั้งฉบับของ ผศ.สนั่น วิสุทธิศักดิ์ชัย และ นพ.อนุกูล ไทยถานันดร์ จนเกิดกระแสสะพัดในโลกออนไลน์ว่า ‘สว. จะล้มบัตรทอง’ แม้ฝั่ง กมธ.การสาธารณสุข สว. จะออกมาชี้แจงว่าไม่เป็นความจริงก็ตาม

 

กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพระดับพื้นที่ (อปสข.) เขต 13 กทม. ชี้ให้เห็นว่า เมื่อเจาะลึกรายละเอียดของร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะพบ 4 ประเด็นใหญ่ที่น่าจับตา คือ

 

การเปิดช่องให้มี ‘การร่วมจ่าย ณ จุดบริการ’ เมื่อรับบริการที่ถูกตีความว่าอยู่นอกเหนือจาก ‘สิทธิประโยชน์พื้นฐาน’ ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์เดิมอย่างสิ้นเชิง ทั้งที่กฎหมายปัจจุบันตามมาตรา 5 บัญญัติไว้อย่างครอบคลุมว่า “บุคคลทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุขที่มีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพ…”

 

และในมาตรา 3 ยังนิยาม ‘ค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข’ ไว้อย่างชัดเจน ทั้งการป้องกันโรค การตรวจวินิจฉัย ยา เวชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ ไปจนถึงค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย แต่การแก้กฎหมายกลับพยายามซอยสิทธิประโยชน์ให้แคบลง จนเสี่ยงเกิดระบบบริการสองมาตรฐานตามกำลังจ่าย

 

รื้อโครงสร้างบอร์ด สปสช. ลดเสียงประชาชน-เพิ่มอำนาจการเมือง

 

ความน่ากังวลถัดมาคือการปรับเปลี่ยนโครงสร้าง คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) จำนวน 30 คน ตามมาตรา 13 ซึ่งเดิมถูกวางน้ำหนักถ่วงดุลไว้อย่างสมดุล ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน, กรรมการโดยตำแหน่งจากภาครัฐ 9 คน (ปลัดกระทรวงต่างๆ และผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ), ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 4 คน, ผู้แทนองค์กรเอกชน/NGO ภาคประชาชน 5 คน (จาก 9 ด้าน เช่น เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และแรงงาน), ผู้แทนผู้ประกอบวิชาชีพ 4 คน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน

 

แต่ร่างของ กมธ.การสาธารณสุข สว. กลับเพิ่มผู้แทนหน่วยบริการเป็น 9 คน ลดผู้ทรงคุณวุฒิเหลือ 4 คน และเปลี่ยนตัวแทนประชาชนเป็นตัวแทนเขตสุขภาพ ซึ่งกรรณิการ์ย้ำว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นการลดเสียงภาคประชาชนจนแทบไม่เหลือ ขัดกับผลวิจัยระบบหลักประกันสุขภาพระดับโลกอย่างออสเตรเลียหรือไต้หวัน ที่ระบุว่าสัดส่วนผู้รับบริการในบอร์ดต้องมีจำนวนมากเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกฎหมายนี้ยังเพิ่มอำนาจให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข สามารถสั่งการ สปสช. ได้โดยตรง ทั้งสั่งชี้แจง ยับยั้งการดำเนินงาน หรือสั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งแทรกแซงความเป็นอิสระของกองทุน ตลอดจนเปลี่ยนหลักการจ่ายเงินกองทุน จากเดิมที่ ‘จ่ายตามหัวประชากร’ ไปเป็นการเอางบประมาณไปโปะ ‘ค่าใช้จ่ายประจำและต้นทุนของโรงพยาบาล’ เช่น เงินเดือนและค่าสิ่งก่อสร้าง ส่งผลให้โรงพยาบาลใหญ่ได้เปรียบ คลินิกเล็กเสียเปรียบ และงบในการจัดสรรสิทธิประโยชน์ให้ประชาชนลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

การเมืองแทรกแซงและการจ่ายยาผิดขนานในระบบสุขภาพ

 

ด้าน นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย จังหวัดสงขลา มองว่าการเคลื่อนไหวของ สว. ครั้งนี้คือเรื่องการเมืองที่ซ่อนอยู่ใต้ระบอบสีน้ำเงิน ผ่านยุทธศาสตร์ตั้งซูเปอร์บอร์ดเข้ามาคุมงบประมาณมหาศาลรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท (สปสช. 2.7 แสนล้านบาท และ สธ. 1.7 แสนล้านบาท) โดยฉวยโอกาสจากวิกฤตโรงพยาบาลขาดทุนและความล้าของบุคลากรทางการแพทย์

 

แต่การแก้ พ.ร.บ.บัตรทอง กลับเป็นการแก้ปัญหาที่ไม่ตรงจุด นพ.สุภัทร ยืนยันว่า “เหมือนเป็นโรคอีกโรคหนึ่ง แต่จ่ายยาอีกโรคหนึ่ง ด้วยหวังจะขายยา เป็นการจ่ายยาผิดตัวรักษาผิดโรค” เพราะทางออกที่จริงคือการปฏิรูประบบบริการ เช่น ตั้งระบบหมอประจำครอบครัวดูแลประชากรเพื่อคุมระบบผู้ป่วยนอก (OPD) ไม่ให้คนไข้ล้นโรงพยาบาล ซึ่งโครงสร้าง พ.ร.บ.เดิม มีสมดุลอำนาจที่ดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องแก้ไขเลย

 

ขณะที่ นิมิตร์ เทียนอุดม กรรมการ สปสช. ภาคประชาชน เปรียบเทียบการพยายามแก้โครงสร้างบอร์ดครั้งนี้ว่าไม่ต่างจาก ‘การฮั้ว สว.’ เพื่อเปิดประตูไปสู่การทุจริตคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เพราะตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา กองทุน 2.7 แสนล้านบาทถูกกำกับดูแลอย่างรัดกุมผ่านเสียงทัดทานของผู้ทรงคุณวุฒิและภาคประชาชน ที่ผ่านมามีพยายามจะล้วงเงินบัตรทองไปทำโครงการอื่น เช่น โครงการ อสม. ซึ่งบอร์ดฝั่งประชาชนก็ช่วยกันขวางไว้

 

นิมิตร์ยังเปิดเผยบรรยากาศในบอร์ดว่า “ตั้งแต่ผมเป็นบอร์ดมา ไม่เคยมีบรรยากาศใดที่มีการเถียงรัฐมนตรีเยอะขนาดนี้ นี่คือบรรยากาศที่เกิดความหลากหลาย” หากถูกแทนที่ด้วยผู้ให้บริการ 9 คน และลดภาคประชาชนลง ก็เท่ากับเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองและหน่วยบริการคุมงบประมาณได้เบ็ดเสร็จ

 

ความเสี่ยง ‘โรคล้มละลาย’ และสิทธิประโยชน์ที่หายไป

 

นิมิตร์ยังเล่าย้อนถึงความสำคัญของระบบ 30 บาทว่า เกิดขึ้นเพื่อป้องกัน ‘โรคล้มละลาย’ หากเปลี่ยนนิยามเป็นแค่สิทธิประโยชน์พื้นฐาน โรคค่าใช้จ่ายสูงที่เคยสู้จนได้รับการอนุมัติ เช่น ยาต้าน HIV การฟอกไต หรือผู้ป่วยจิตเวช อาจเสี่ยงถูกยกเลิกหรือบังคับให้ร่วมจ่าย

 

ในการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ประธานบอร์ดฯ ถึงกับปรารภในที่ประชุมว่า สิทธิประโยชน์ใดที่ใช้มานานหรือใช้วงเงินเยอะอย่าง HIV ปีละ 3,000 ล้านบาท ขอให้ทบทวนหรือยกเลิก นี่จึงเป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ว่าสิทธิบัตรทองกำลังถูกบั่นทอน ทั้งที่การเพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ๆ ในปัจจุบัน เช่น การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยเทคโนโลยีใส่อิเล็กโทรด เพื่อค้นหาจุดกำเนิดการชัก วงเงิน 22 ล้านบาท สามารถช่วยประหยัดงบจากอุปกรณ์เก่าที่สูงถึง 85 ล้านบาทได้ โดยไม่ต้องแก้กฎหมายแม้แต่ข้อเดียว

 

ในมิติทางการเมือง อธิกิต แสงสุข หรือ ใบตองแห้ง สื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ชี้ให้เห็นถึงความขัดแย้งทางการเมืองและความแตกแยกในระบบสุขภาพไทย ที่สั่งสมมาตั้งแต่ยุคเป่านกหวีด คสช. มาจนถึงปัญหางบประมาณผู้ป่วยในตึงตัวในปี 2567 ซึ่งเกิดจากการคีย์เบิกทิพย์ของหน่วยบริการบางแห่ง จนเกิดการตรวจสอบและสร้างความขัดแย้งระหว่างหมอรุ่นใหม่กับ สปสช.และแพทย์ชนบท

 

ใบตองแห้งเตือนสติว่า หากบอร์ด สปสช. ถูกเปลี่ยนโครงสร้างจนเสียสมดุล ไม่เกิน 5 ปี สปสช. เจ๊งแน่นอน พร้อมย้ำว่า “ปัญหาทางการเมืองจะต้องหาทางจับขั้วระหว่างคนที่สนับสนุนจุดยืนสวัสดิการสาธารณสุข 30 บาท รักษาทุกโรค ให้ได้ อย่าเอาอดีตหรือประวัติศาสตร์ทางการเมืองมาเกี่ยวข้อง” เพื่อร่วมกันรักษานโยบายนี้ไว้

 

ธรรมาภิบาลที่หายไป และเสียงสะท้อนจากผู้ใช้สิทธิจริง

 

ขณะที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุถึงกระบวนการเสนอแก้ไขกฎหมายของ สว. ว่าสอบตกตั้งแต่หลักธรรมาภิบาลเพราะ “หน้าที่ของ สว. คือการกลั่นกรองกฎหมาย แต่ดันมาเสนอกฎหมายเสียเอง แล้วจะกลั่นกรองกฎหมายด้วยความเป็นธรรมได้อย่างไร ดังนั้นตายตั้งแต่ธรรมาภิบาลโดยไม่ต้องพูดถึงเนื้อหา”

 

พร้อมย้ำว่า หากปล่อยให้เกิดระบบร่วมจ่าย สิทธิขั้นพื้นฐานจะถูกแช่แข็งให้อยู่กับยาและการผ่าตัดรูปแบบเก่า ส่วนการรักษาที่ทันสมัยจะถูกผลักไปเป็นสิทธิเพิ่มเติมที่ต้องจ่ายเงินเอง ซึ่งเป็นการทำลายกลไกทางเศรษฐศาสตร์ที่ป้องกันไม่ให้คนจนต้องสิ้นเนื้อประดาตัวจากความเจ็บป่วย

 

วิโรจน์ยังย้ำถึงหัวใจของบัตรทองในมุมมองของแพทย์ว่า “การเกิดขึ้นของบัตรทองเป็นสวรรค์ของหมอที่เห็นคนไข้กลับมาสุขภาพดี การพูดกับคนไข้ที่เจ็บปวดที่สุด ไม่ใช่การบอกข่าวร้ายว่าเป็นโรคอะไร แต่เป็นการถามคนไข้ว่ามีเงินหรือไม่”

 

ดังนั้น การอ้างความเหนื่อยล้าของหมอมาเป็นเหตุผลในการลดสัดส่วนภาคประชาชน หรือการเพิ่มอำนาจให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ควบคุม สปสช. จึงเป็นการทำลายเสาหลักการถ่วงดุลอำนาจระหว่างผู้รับบริการและผู้ให้บริการอย่างร้ายแรง หากร่างกฎหมายนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ในชั้นกรรมาธิการ ก็จำเป็นต้องรวบรวมรายชื่อเพื่อ “คว่ำร่างทิ้ง” เสียตั้งแต่แรก

 

สะท้อนตรงกันกับ ยุพา สุขเรือง ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย ที่แสดงความกังวลในฐานะผู้ใช้สิทธิว่า ยาต้าน HIV มีราคาประมาณ 720 บาทต่อเดือน หากต้องร่วมจ่าย 5-10% สำหรับผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องกินยาตลอดชีวิต จะกลายเป็นภาระหนักหน่วงจนอาจตัดสินใจหยุดรักษา นำไปสู่ปัญหาการดื้อยาในระดับประเทศ

 

ยุพายังตั้งคำถามถึงการตัดสัดส่วนภาคประชาชนว่า “กลัวว่าการตีความของบอร์ด สปสช. ที่ตัดตัวแทนภาคประชาชน จะมองว่า รอดตายก็เท่ากับมีชีวิตที่ดีแล้ว” ซึ่งจะทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงการรักษาที่ดีขึ้น

 

ข้อเสนอทางออก เพื่อไม่ให้ประชาชนถอยหลังสู่ระบบอนาถา

 

ปิดท้ายด้วย สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค ที่เปิดเผยสถิติร้องเรียนด้านสุขภาพช่วงวันที่ 1 มกราคม 2567 – 30 มิถุนายน 2569 สูงถึง 2,633 เรื่อง โดย 30% เป็นปัญหาประชาชนไม่เข้าใจสิทธิของตนเอง รวมถึงปัญหาถูกเรียกเก็บเงินนอกเวลา หรือถูกเรียกเก็บค่าบริการแพงเกินจริง สารีระบุว่า บัตรทองคือคุณูปการร่วมกันของภาคประชาชน นักวิชาการ TDRI และรัฐบาลยุคทักษิณ ชินวัตร ที่ทำให้คนไทยไม่ต้องกังวลเมื่อเจ็บป่วย รัฐบาลจึงควรทำสวัสดิการทั้ง 3 ระบบ (บัตรทอง ประกันสังคม ข้าราชการ) ให้ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่ดึงบัตรทองถอยหลังกลับไปสู่ระบบอนาถา

 

สารีทิ้งท้ายถึงต้นทุนที่มองไม่เห็นว่า คนไข้ต่างจังหวัดจะต้องใช้เงินอย่างน้อย 2,000 บาท ทุกครั้งที่มาโรงพยาบาล เป็นต้นทุนที่ไม่เคยมีใครเห็น รัฐจึงควรมุ่งเก็บภาษีสุขภาพล่วงหน้า มากกว่าการมารีดเก็บเงิน 30 บาทหน้าคูหาซ้ำเติมประชาชนในยามป่วยไข้

 

ที่มา:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising