×
400791

Tesla ฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าผิดกฎหมาย, จับตา G7 ยืดพักชำระหนี้กลุ่มประเทศยากจน: 5 ปัจจัยที่นักลงทุนต้องรู้ (25 ก.ย. 2563)

โดย FINNOMENA
25.09.2020
  • LOADING...
  • จับตาตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ โดยวันนี้สหรัฐฯ มีกำหนดประกาศยอดคำสั่งซื้อสินค้าคงทนหลักไม่รวมอุปกรณ์การขนส่ง (Core Durable Goods Order) ซึ่งสะท้อนภาวะกิจกรรมทางด้านการผลิต ประจำเดือนสิงหาคม โดยคาดว่าจะขยายตัว 1.2% (MoM) ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 หลังจากคลายมาตรการปิดเมืองเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างไรก็ตามตัวเลขดังกล่าวลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ขยายตัว 2.6% (MoM)

 

  • วานนี้บริษัท Tesla ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ได้ยื่นฟ้องรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อศาลการค้าระหว่างประเทศเป็นที่เรียบร้อย เพื่อยับยั้งไม่ให้รัฐบาลของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เรียกเก็บภาษีชิ้นส่วนรถยนต์นำเข้าจากจีนเพิ่มเติม โดยต้องการให้ศาลประกาศว่า การเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ คืนเงินภาษีที่ทางบริษัทได้จ่ายไปแล้วก่อนหน้านี้ พร้อมดอกเบี้ยด้วย โดย Tesla มองว่า การขึ้นภาษีสินค้านำเข้าดังกล่าวนั้นก่อให้เกิดต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่สูงขึ้น และสร้างความเสียหายต่อสถานะทางการเงินของบริษัท พร้อมทั้งระบุว่า การเลี่ยงสงครามการค้านั้นเป็นผลดีต่อทุกฝ่ายมากกว่า

 

  • วันนี้มีกำหนดการประชุมของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของกลุ่ม G7 อันประกอบไปด้วย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร และสหรัฐฯ เพื่อลงมติขยายระยะเวลาการพักชำระหนี้ให้แก่กลุ่มประเทศยากจนที่สุด ซึ่งได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 หลังจากที่กำหนดการเดิมนั้นจะให้พักชำระหนี้ถึงแค่สิ้นปี 2020 นี้เท่านั้น

 

  • วานนี้ เจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และ สตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภา เกี่ยวกับการดำเนินการของ Fed และรัฐบาลสหรัฐฯ ในการรับมือกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยระบุว่า เงินกองทุนเยียวยาที่มีมูลค่ากว่า 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้โครงการ Paycheck Protection Program ของรัฐบาล และโครงการ Main Street Lending Program ของ Fed ยังคงเหลืออยู่อีกหลายแสนล้านดอลลาร์ ทั้งสองเห็นพ้องกันว่า ควรที่จะโยกย้ายเม็ดเงินจำนวนดังกล่าวไปช่วยเหลือภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจสหรัฐฯ เพิ่มเติม หลังจากที่มาตรการเยียวยาคนว่างงานนั้นหมดอายุลงตั้งแต่วันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยทั้งฝ่ายพรรครีพับลิกันและเดโมแครตต่างยื่นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจฉบับของตน ซึ่งมีความแตกต่างในรายละเอียด อาทิ วงเงิน และระยะเวลา ทำให้มาตรการการคลังยังผ่านสภาฯ ไม่ได้

 

  • วานนี้กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ประกาศตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานครั้งแรกประจำสัปดาห์ ออกมาที่ 870,000 ราย สูงกว่าการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 840,000 ราย และเป็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งเมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 866,000 ราย โดยเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในนิวยอร์กและจอร์เจีย ที่มีผู้ขอรับสวัสดิการเพิ่มมากขึ้นกว่า 9,000 และ 6,000 รายตามลำดับ ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงานต่อเนื่อง ซึ่งนับรวมผู้รับสวัสดิการการว่างงาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป และประกาศช้ากว่าจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน 1 สัปดาห์ ปรับตัวลดลง 167,000 รายในสัปดาห์นี้ สู่ระดับ 12.58 ล้านราย

 

สรุปภาวะตลาดวานนี้

  • ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแม้ว่าตัวเลขการว่างงานจะออกมาแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากตัวเลขการสร้างบ้านใหม่ที่ออกมาสูงสุดในรอบ 14 ปี ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนได้ รวมทั้งความคาดหวังที่จะมีมาตรการเยียวยาเศรษฐกิจออกมาในเร็วๆ นี้ สวนทางกับตลาดหุ้นยุโรปที่ปรับตัวลงหลังตัวเลขดัชนีบรรยากาศทางธุรกิจของเยอรมนีออกมาแย่กว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสื่อถึงความคาดหวังของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ในอีก 6 เดือนข้างหน้า แสดงให้เห็นว่าส่วนมากเริ่มมองเศรษฐกิจไม่ค่อยดีนัก ส่งผลให้ตลาดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้

 

  • สัญญาน้ำมันดิบปรับตัวลงจากตัวเลขสต๊อกน้ำมันต่างๆ ที่ออกมาในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งความคาดหวังที่เศรษฐกิจทั่วโลกจะกลับมาฟื้นในเร็วๆ นี้ ด้านสัญญาทองคำปรับตัวขึ้นหลังถูกเทขายอย่างหนักในช่วงก่อนหน้านี้ รวมทั้งความคาดหวังที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว ส่งผลให้นักลงทุนเทขายทองคำที่เป็นสินทรัพย์ปลอดภัยจากปัจจัยดังกล่าว

 

สหรัฐฯ

  • Dow Jones อยู่ที่ 26815.44 เพิ่มขึ้น 52.31 (0.2%)
  • S&P 500 อยู่ที่ 3246.59 เพิ่มขึ้น 9.67 (0.3%)
  • Nasdaq อยู่ที่ 10672.27 เพิ่มขึ้น 39.28 (0.37%)

 

ยุโรป

  • DAX อยู่ที่ 12606.57 ลดลง -36.4 (-0.29%)
  • FTSE 100 อยู่ที่ 5822.78 ลดลง -76.48 (-1.3%)
  • Euro Stoxx 50 อยู่ที่ 3159.64 ลดลง -20.47 (-0.64%)
  • FTSE MIB อยู่ที่ 18906.83 ลดลง -23.06 (-0.12%)

 

เอเชีย

  • Nikkei 225 อยู่ที่ 23087.82 ลดลง -258.67 (-1.11%)
  • S&P/ASX 200 อยู่ที่ 5875.9 ลดลง -48 (-0.81%)
  • Shanghai อยู่ที่ 3223.18 ลดลง -56.53 (-1.72%)
  • SZSE Component อยู่ที่ 12816.61 ลดลง -293.47 (-2.24%)
  • China A50 อยู่ที่ 15104.05 ลดลง -257.22 (-1.67%)
  • Hang Seng อยู่ที่ 23311.07 ลดลง -431.44 (-1.82%)
  • Taiwan Weighted อยู่ที่ 12264.38 ลดลง -319.5 (-2.54%)
  • SET อยู่ที่ 1247.46 ลดลง -16.55 (-1.31%)
  • KOSPI อยู่ที่ 2272.7 ลดลง -60.54 (-2.59%)
  • IDX Composite อยู่ที่ 4842.76 ลดลง -75.2 (-1.53%)
  • BSE Sensex อยู่ที่ 36553.6 ลดลง -1114.82 (-2.96%)
  • PSEi Composite อยู่ที่ 5845.8 ลดลง -46.92 (-0.8%)

 

Commodity

  • ราคาน้ำมันดิบ WTI อยู่ที่ 40.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.99 (252%)
  • ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ อยู่ที่ 41.75 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.25 (60%)
  • ราคาทองคำ อยู่ที่ 1867.82 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 12.72 (69%)

 

Finnomena

 

พิสูจน์อักษร: ภาวิกา ขันติศรีสกุล

อ้างอิง: 

  • Infoquest
  • Bloomberg
  • Investing
  • CNBC
  • Reuters
  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories