วันนี้ (11 พฤษภาคม) ที่ทำเนียบรัฐบาล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจที่ซับซ้อน โดยระบุว่า ต้นเหตุสำคัญมาจากวิกฤตราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น เนื่องจากไทยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูงมาก จนกลายเป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเงินเฟ้อที่กระทบต่อค่าครองชีพประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เอกนิติเปิดเผยว่า ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มขยับขึ้นไปถึง 4-5% ซึ่งเกินกว่ากรอบเป้าหมายที่วางไว้ โดยเฉพาะราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% โดยต้นทางของวิกฤตมาจากเรื่องพลังงานก่อน เริ่มจากสงครามมาสู่วิกฤตต้นทุน วันนี้คือวิกฤตปากท้องและค่าครองชีพของประชาชนอย่างแท้จริง ซึ่งแตกต่างจากปี 2540 ที่เป็นวิกฤตสถาบันการเงิน รัฐบาลจึงต้องเตรียมความพร้อมไม่ให้ลุกลามจนคุมไม่อยู่
สำหรับกรณีที่พรรคประชาชนยื่นศาลรัฐธรรมนูญประเด็นเงินกู้ 2 แสนล้านบาทในส่วนการเปลี่ยนผ่านพลังงานว่าไม่เร่งด่วนนั้น เอกนิติยืนยันว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อลดการพึ่งพิงพลังงานจากภายนอกในระยะยาว
ส่วนกรณีที่ Moody’s ชื่นชมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทยนั้น เป็นเรื่องของเงินทุนสำรองที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับความเดือดร้อนภายในประเทศที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขเพื่อให้การใช้เงินกู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รัฐบาลได้วางกรอบการทำงานภายใต้ ยุทธศาสตร์ 5T ได้แก่ Targeted (มุ่งเป้าเยียวยา), Transition (เปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน), Transform (ปฏิรูปเศรษฐกิจให้เข้มแข็ง), Transparency (เน้นความโปร่งใสใช้ดิจิทัลตรวจสอบได้) และ Together (ดึงเอกชนร่วมกลั่นกรอง) โดยมีประธาน กกร. เข้าร่วมเป็นคณะกรรมการเพื่อให้เกิดความรอบคอบ
ส่วนโครงการไทยช่วยไทยพลัสที่รัฐช่วยจ่าย 60% และประชาชนจ่าย 40% นั้น เอกนิติระบุว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำระเบียบการกู้เงินและตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ เมื่อเสร็จสิ้นจะเปิดให้หน่วยงานต่างๆ เสนอโครงการที่ตรงตามวัตถุประสงค์เข้ามา โดยตั้งเป้าจะเร่งดำเนินการเพื่อนำเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีให้ทันภายในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้
ขณะที่ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าการโอนงบประมาณปีปัจจุบันคืนเพื่อนำมาแก้ปัญหาวิกฤตว่า จากเดิมที่ประเมินไว้ 5-7 หมื่นล้านบาท ล่าสุดคาดว่าจะมียอดงบประมาณโอนคืนไม่ถึง 30,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลต้องการให้โครงการเดิมที่ดำเนินการไปแล้วขับเคลื่อนต่อเพื่อช่วยหมุนเวียนเศรษฐกิจ
ภราดรกล่าวอีกว่า เกณฑ์การดึงงบคืนจะใช้กับโครงการที่ยังไม่มีการดำเนินการภายในวันที่ 30 เมษายนที่ผ่านมาเท่านั้น ส่วนโครงการที่เป็นงบผูกพัน รัฐบาลเลือกใช้วิธีปรับลดสัดส่วนการเบิกจ่ายปีแรกลง เช่น ลดจาก 20% เหลือ 10-15% เพื่อให้โครงการสามารถเริ่มต้นไปได้โดยไม่กระทบภาพรวมและไม่ให้เกิดการยกเลิกโครงการที่จำเป็นทั้งหมด
สำหรับความคืบหน้าของ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ภราดรยืนยันว่า แม้ฝ่ายค้านจะยื่นเรื่องต่อศาล แต่กระบวนการทางสภายังคงเดินหน้าต่อได้ตามปกติเนื่องจากกฎหมายประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยขณะนี้ได้เสนอเรื่องไปยังสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าประธานสภาฯ จะบรรจุระเบียบวาระการประชุมได้ในช่วงวันที่ 14 พฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ เอกนิติได้ย้ำถึงความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด โดยได้กำชับปลัดกระทรวงการคลังให้นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูลเกณฑ์การคัดกรองและรายละเอียดทุกโครงการต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินกู้ทุกบาทจะถูกนำไปใช้แก้ปัญหาวิกฤตปากท้องและสร้างความเข้มแข็งให้โครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง


