×

อายุเท่านี้ควรมีเงินเก็บเท่าไร? ถอดสูตรวางแผนการเงินเกษียณระดับโลก

16.08.2026
  • LOADING...
ภาพประกอบการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แสดงคนกำลังดูข้อมูลบนแท็บเล็ตพร้อมสัญลักษณ์เงินและบ้าน

คำถามที่หลายคนเคยสงสัย ‘อายุเท่านี้ ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่ ต้องมีเยอะแค่ไหนถึงจะเรียกว่าประสบความสำเร็จ’

 

 
 

คำถามนี้คงกวนใจใครหลายคน โดยเฉพาะเมื่อเริ่มก้าวเข้าสู่วัย 30, 40 หรือ 50 และอดไม่ได้ที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนรอบข้างที่อยู่ในช่วงวัยเดียวกัน แต่ความในความเป็นจริง ‘ความสำเร็จ’ ของแต่ละคนหน้าตานั้นไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับไลฟ์สไตล์ และเป้าหมายชีวิต

 

สำหรับวางแผนการเงินเกษียณให้มั่นคงนั้น Fidelity Investments สถาบันการเงินระดับโลก ได้ถอดสูตรและแนะนำว่าควรมีเงินเก็บสะสม 1 เท่าของรายได้ต่อปี เมื่ออายุ 30 ปี และเพิ่มเป็น 10 เท่า เมื่อเกษียณที่อายุ 67 ปี โดยมี 4 กฎเหล็ก ที่ต้องปฏิบัติเพื่อปั้นพอร์ตให้ถึงเป้าหมายดังกล่าว

 

เช็กลิสต์ อายุ 30, 40, 50 ควรมีเงินเก็บเท่าไหร่?

 

หากตั้งเป้าหมายว่าจะเกษียณตอนอายุ 67 ปี เราควรมีเงินเก็บสะสมคิดเป็นกี่เท่าของ ‘รายได้ต่อปี (ก่อนหักภาษี) ณ ปัจจุบัน?’

 

ภาพประกอบการวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ แสดงคนกำลังดูข้อมูลบนแท็บเล็ตพร้อมสัญลักษณ์เงินและบ้าน 1

 

  • อายุ 30 ปี ควรมีเงินเก็บ 1 เท่า ของรายได้ (ถ้ารายได้ปีละ 500,000 บาท ก็ควรมีเงินเก็บสะสม 500,000 บาท)
  • อายุ 40 ปี ควรมีเงินเก็บ 3 เท่า ของรายได้
  • อายุ 50 ปี ควรมีเงินเก็บ 6 เท่า ของรายได้
  • อายุ 60 ปี ควรมีเงินเก็บ 8 เท่า ของรายได้
  • อายุ 67 ปี (เกษียณ) ควรมีเงินเก็บ 10 เท่า ของรายได้ (ถ้ารายได้ปีละ 500,000 บาท ก็ควรมีเงินเก็บสะสม 5,000,000 บาท)

 

หมายเหตุ: คำว่า ‘เงินเก็บ’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงเงินฝากออมทรัพย์เพียงอย่างเดียว แต่นับรวมมูลค่าสินทรัพย์เพื่อการลงทุนทั้งหมด เช่น หุ้น กองทุนรวม กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือประกันสะสมทรัพย์

 

ตัวเลขเหล่านี้มาจากไหน?

 

เห็นเป้าหมายแล้ว บางคนอาจจะรู้สึกว่าเยอะจัง เอาตัวเลขนี้มาจากไหน? จริงๆ แล้ว เช็คลิสต์นี้คือ ไกด์ไลน์ระดับโลกที่คิดค้นโดย Fidelity Investments หนึ่งในบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกจากสหรัฐอเมริกา พวกเขาคือผู้อยู่เบื้องหลังการจัดการบัญชีเงินฝากเพื่อการเกษียณให้กับคนทำงานหลายสิบล้านคนทั่วโลก

 

ตัวเลขจาก Fidelity มาจาก Big Data ของพฤติกรรมการออมและการลงทุนของคนนับล้าน ผนวกกับการนำไปผ่านการทำ Stress Test (ทดสอบความเครียดของพอร์ตการลงทุนในสภาวะวิกฤติต่างๆ) โดยเช็กลิสต์นี้ตั้งจากสมมติฐานคือผู้เริ่มออมมีอายุ 25 ปี ออมเงิน 15% ของรายได้ต่อปีต่อเนื่อง (ซึ่งรวมถึงเงินสมทบจากนายจ้างด้วย) ลงทุนในหุ้นมากกว่า 50% โดยเฉลี่ยตลอดช่วงชีวิต เกษียณอายุที่ 67 ปี และวางแผนที่จะรักษาวิถีชีวิตแบบก่อนเกษียณไว้ในวัยเกษียณ

 

Fidelity ออกแบบสูตรนี้โดยรับประกันว่า แผนนี้มีโอกาสรอดและใช้งานได้จริงถึง 90% ในทุกสภาวะตลาด ไกด์ไลน์นี้จึงเป็นมาตรฐานที่นักวางแผนการเงินทั่วโลกมักหยิบยกมาใช้อ้างอิง เพราะทำตามได้จริง เรียบง่าย และไม่ได้ตั้งเป้าหมายสูงเกินจนคนธรรมดาเอื้อมไม่ถึง

 

กฎเหล็ก 4 ข้อสำหรับการออมเงินเกษียณสไตล์ Fidelity

 

เพื่อให้เราเดินตามเช็คลิสต์ด้านบนได้สำเร็จและทำตามได้จริง Fidelity ได้สรุป ‘กฎเหล็ก 4 ข้อ’ ที่ต้องปฏิบัติไปพร้อมๆ กัน เป็นนำพาสู่การเกษียณที่มั่นคง

 

  • เป้าหมายใหญ่ ต้องมีเงินเก็บ 10 เท่า ของรายได้ก่อนเกษียณ

 

นี่คือหมุดหมายปลายทางสำคัญที่สุดที่ต้องปักไว้ในใจ เป้าหมายนี้หมายความว่า ในปีที่เราตัดสินใจเกษียณ (สมมติที่อายุ 67 ปี) เราควรมีเงินเก็บสะสมรวมทั้งหมดคิดเป็น 10 เท่าของรายได้ต่อปี ณ ขณะนั้น

 

  • ทำไมต้อง 10 เท่า? เพราะมันเป็นปริมาณเงินที่ผ่านการคำนวณมาแล้วว่า จะเพียงพอให้เราใช้ชีวิตต่อไปได้อีกหลายสิบปีโดยที่เงินไม่หมดไปซะก่อน สมมติว่าช่วงก่อนเกษียณเรามีรายได้ปีละ 1,000,000 บาท (เดือนละประมาณ 83,000 บาท) เป้าหมายเงินก้อนสุดท้ายที่ต้องมีในพอร์ตการลงทุนทั้งหมดคือ 10,000,000 บาท
  • อัตราการออมคือ หักเก็บ 15% ทุกเดือน

 

การจะไปถึงเป้าหมาย 10 เท่าได้ เราต้องมีวินัยระหว่างทางอย่างสม่ำเสมอ Fidelity แนะนำให้หักเงินออม 15% ของรายได้ก่อนหักภาษี ในทุกๆ เดือนหรือทุกๆ ปีที่เราทำงาน

 

  • ข่าวดีคือ ไม่ต้องแบกไว้คนเดียว ตัวเลข 15% นี้นับรวม ‘สวัสดิการที่นายจ้างสมทบให้ด้วย’ เช่น ถ้าเราอยู่ในระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) โดยหักเงินเดือนตัวเอง 5% และบริษัทสมทบให้อีก 5% เท่ากับว่าเรามีเงินออมในระบบแล้ว 10% หน้าที่ของเราคือไปหาช่องทางลงทุนเพิ่มเองอีกแค่ 5% (เช่น ซื้อกองทุน RMF, SSF หรือลงทุนในหุ้น) แค่นี้ก็ทำได้ครบ 15% ตามเป้าแล้ว
  • ค่าใช้จ่ายหลังเกษียณ เตรียมเงินไว้ทดแทนแค่ 45% ของรายได้เดิม

 

หลายคนมักเครียดและเข้าใจผิดว่า เกษียณแล้วต้องเตรียมเงินให้ครอบคลุมค่าใช้จ่าย 100% เท่ากับตอนทำงานเป๊ะๆ ถึงจะอยู่รอด แต่ในความเป็นจริง Fidelity ประเมินว่า เราเตรียมเงินจากเงินเก็บของเราเอง ให้ครอบคลุมการใช้ชีวิตแค่ 45% ของรายได้ก่อนเกษียณก็พอ

 

  • เงินหายไปไหนตั้งครึ่ง? สาเหตุเพราะเมื่อเกษียณ รายจ่ายก้อนใหญ่หลายอย่างจะหายไปโดยอัตโนมัติ เช่น ไม่ต้องหักเงินเพื่อออมเกษียณอีกต่อไป, ฐานภาษีที่ต้องจ่ายก็น้อยลงมาก, ผ่อนบ้านหรือรถหมดแล้ว และลูกๆ ก็เรียนจบดูแลตัวเองได้แล้ว ส่วนรายได้อีกส่วนหนึ่งที่จะมาช่วยเติมเต็มช่องว่างนี้ จะมาจากสวัสดิการของรัฐ เช่น ประกันสังคม เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ หรือบำนาญต่างๆ นั่นเอง

 

อย่างไรก็ตาม Fidelity ประเมินจากสมมติฐานของคนวัยเกษียณในสหรัฐอเมริกา เพราะที่นั่นมีสวัสดิการรัฐ ที่แข็งแกร่งมาช่วยอุดหนุนส่วนที่เหลือ แต่สำหรับคนไทย สวัสดิการรัฐอย่างประกันสังคมและเบี้ยผู้สูงอายุ อาจให้เงินบำนาญรวมกันเพียงหลักพันบาทต่อเดือน เราอาจต้องเตรียมเงินจากพอร์ตตัวเองให้ครอบคลุมมากกว่านั้น อาจถึง 70-80% ของรายได้ก่อนเกษียณ นั่นหมายความว่า เป้าหมาย 10 เท่าอาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เราอาจตั้งเป้าเพิ่มไว้ที่ 12-15 เท่าของรายได้เพื่อความอุ่นใจ

 

  • จำไว้ว่าถอนใช้แค่ปีละ 4-5%

 

เมื่อถึงวัยเกษียณและมีเงินก้อนใหญ่ตามเป้าแล้ว คำถามสำคัญต่อมาคือ ‘จะบริหารเงินยังไงไม่ให้หมดก่อนเสียชีวิต?’ กฎข้อนี้แนะนำให้เราจำกัดการถอนเงินมาใช้จ่ายที่ 4% ถึง 5% ของเงินเก็บก้อนแรกในวันเกษียณ และในปีถัดๆ ไปก็ค่อยๆ ปรับเพิ่มจำนวนเงินขึ้นเล็กน้อยตามอัตราเงินเฟ้อ

 

  • สาเหตุที่ต้องจำกัดการถอน เพื่อดึงเงินทำงานต่อ เช่น ถ้ามีเงินเก็บ 10 ล้านบาท ในปีแรกเราควรถอนมาใช้ที่ 400,000 – 500,000 บาท (หรือประมาณเดือนละ 30,000 – 40,000 กว่าบาท) วิธีนี้จะช่วยให้เงินต้นที่เหลืออีก 9 ล้านกว่าบาท ยังมีโอกาสทำงานและเติบโตต่อไปในพอร์ตการลงทุน (ที่ปรับความเสี่ยงให้ต่ำลง) ทำให้คุณมีเงินหมุนเวียนใช้ไปตลอดรอดฝั่ง

 

ข้อควรระวัง การถอนเงิน 4-5% จะได้ผลก็ต่อเมื่อเงินต้นที่เหลือไม่ได้นอนนิ่งๆ อยู่ในบัญชีออมทรัพย์ เงินก้อนที่เหลือ (เช่น 9 ล้านกว่าบาทจาก 10 ล้าน) ควรไปจัดพอร์ตลงทุนในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง เพื่อให้สร้างผลตอบแทนเฉลี่ยชนะเงินเฟ้อ วิธีนี้จะทำให้เรามีเงินหมุนเวียนใช้ไปตลอดรอดฝั่ง

 

วิธีปั้นความมั่งคั่งให้ได้ 10 เท่า ก่อนวันเกษียณ

 

ตัวเลข 10 เท่า อาจจะดูยิ่งใหญ่จนหลายคนท้อ แต่ในโลกของการเงิน เรามีตัวช่วยอยู่และนี่คือวิธีที่จะพาเราไปถึงเป้าหมาย

 

  • ใช้พลังของ ‘ดอกเบี้ยทบต้น’ ให้เร็วที่สุด

 

เงินไม่ได้โตด้วยแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่โตด้วย ‘เวลา’ เงิน 100,000 บาทที่เริ่มลงทุนตอนอายุ 25 จะเติบโตสร้างผลกำไรได้มากกว่าเงินก้อนเดียวกันที่เพิ่งเริ่มลงทุนตอนอายุ 40 เกือบเท่าตัว การเริ่มออมให้เร็วที่สุดคือสูตรที่ง่ายที่สุด

 

  • ทำให้ 15% เป็นระบบอัตโนมัติ

 

อย่ารอให้รายได้เหลือแล้วค่อยเก็บ เพราะมันมักจะไม่เคยเหลือ ให้ระบบตัดเงินอัตโนมัติไปลงทุนทันทีที่เงินเดือนออก ทำให้การลงทุน 15% นี้เป็นเหมือนรายจ่ายประจำที่เราต้องจ่ายให้ตัวเองในอนาคต

 

  • ลงทุนให้ถูกที่

 

การสร้างเงิน 10 เท่าโดยหวังจากการฝากออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ยโตไม่ทันเงินเฟ้อนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ เราควรจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับช่วงวัย ศึกษาการลงทุนแบบไหนที่เหมาะกับความเสี่ยงที่ตัวเรารับได้

 

  • วัย 30-40 รับความเสี่ยงได้สูง อาจลงทุนในหุ้น กองทุนรวมหุ้น หรือสินทรัพย์เติบโตสูง เพื่อเร่งรอบให้เงินต้นพองตัว
  • วัย 50-60 ขยับมาเน้นความปลอดภัย ปกป้องเงินต้น ย้ายเงินบางส่วนมาพักในพันธบัตรรัฐบาล หรือหุ้นกู้คุณภาพดี
  • เพิ่มเงินออมทุกครั้งที่รายได้เพิ่ม

 

เมื่อได้เลื่อนตำแหน่ง เงินเดือนขึ้น หรือได้โบนัส อย่าเพิ่งรีบอัปเกรดไลฟ์สไตล์ ให้แบ่งรายได้ส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ โยนเข้าไปในพอร์ตการลงทุนเพิ่มด้วย มันจะช่วยร่นระยะเวลาเกษียณของเราให้เร็วขึ้นได้อย่างไม่น่าเชื่อ

 

คำแนะนำของ Fidelity ไม่ใช่กฎที่ต้องกดดันตัวเองให้ทำตามเป๊ะๆ แบบห้ามพลาด แต่เป็นไกด์ไลน์ที่ช่วยให้เราประเมินตัวเองได้ชัดเจนขึ้น ถ้าวันนี้เราอายุ 40 แล้วยังมีเงินเก็บไม่ถึง 3 เท่า ก็ไม่ได้แปลว่าชีวิตพัง แค่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอาจจะต้องเริ่มอุดรอยรั่วของรายจ่าย หาช่องทางเพิ่มรายได้ หรือปรับพอร์ตการลงทุนให้ทำงานหนักขึ้นอีกนิด

 

แผนเกษียณไม่ใช่การวิ่งแข่งกับใคร แต่คือการรับผิดชอบตัวเองและวางแผนเพื่ออนาคตในแบบที่เราอยากให้เป็น เริ่มต้นตั้งแต่วันนี้ แม้จะรู้สึกว่าช้า แต่ก็ยังดีกว่าไม่ลงมือทำอะไรเลย

 

ภาพ: Roman Samborskyi / Shutterstock

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories

Close Advertising