ระบบสาธารณสุขประเทศไทยกำลังเจอจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ สังคมสูงวัย ข้อจำกัดทางการคลัง กดดันรัฐบาลแบกค่าใช้จ่ายต่อไม่ไหว แม้ไทยเก็บภาษีน้อย แต่รัฐกลับต้องแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้คนทั้งประเทศสูงถึง 78% เทียบเท่าประเทศพัฒนาแล้ว ภายในปี 2030 คาดว่ารัฐบาลจะถึงขีดจำกัด ไม่สามารถแบกรับค่าใช้จ่ายสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นได้อีกต่อไป บีบคนไทยซื้อประกันสุขภาพ พึ่งพาการรักษาโรงพยาบาลเอกชน
ประเด็นสำคัญ
ธีระพล อุดมเวศย์ นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ปี 2030 เป็นต้นไป ระบบสาธารณสุขไทยจะเจอแรงกดดัน จากข้อจำกัดทางการคลังอย่างชัดเจน นำไปสู่การปรับโครงสวัสดิการรักษาพยาบาลครั้งใหญ่ทั้งบัตรทอง, ประกันสังคมและสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ เมื่อรัฐบาลแบกรับภาระค่ารักษาพยาบาลให้คนทั้งประเทศได้น้อยลง คนไทยจะต้องพึ่งพาตัวเอง ด้วยการซื้อประกันสุขภาพเฉพาะบุคคลมากขึ้น
ไทยค่ารักษาพยาบาลโตเร็วกว่า GDP ราชการเบิกเยอะสุด
ปัจจุบันค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของไทยเติบโตเร็วกว่า GDP โดยสัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจาก 3.08% ในปี 2000 เป็น 4.54% ในปี 2023 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 4-7% ต่อปีจนถึงปี 2032 ตามเทรนด์สังคมสูงวัยและเทคโนโลยีการแพทย์
ที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ แม้ประเทศไทยจะจัดเก็บรายได้ภาษีได้เพียง 15-16% ต่อ GDP ซึ่งอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนบน แต่กลับแบกภาระค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลสูงถึง 78% ของทั้งประเทศ เทียบเท่ากับประเทศพัฒนาแล้วอย่างออสเตรเลีย แคนาดา เยอรมนี เดนมาร์ก สะท้อนว่าประเทศไทยแบกภาระค่าใช้จ่ายเกินตัวมานาน และไม่สามารถเพิ่มรายได้ให้ทันกับค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ หากค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของไทยเติบโตเร็วกว่า GDP อย่างต่อเนื่อง ท้ายที่สุดรัฐบาลอาจต้องเบียดเอางบประมาณการลงทุนของประเทศ เพื่อยื้อระบบให้ไปต่อ ซึ่งจะกระทบศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจในอนาคต
เมื่อเจาะดูงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขตามประเภทสิทธิการรักษา พบว่า สวัสดิการข้าราชการ ใช้งบค่ารักษาที่ 19,000-20,000 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมข้าราชการ 5 ล้านคน รองลงมาคือ ประกันสังคม ใช้งบค่ารักษาที่ 6,300-6,700 บาทต่อคนต่อปี ครอบคลุมผู้ประกันตน 12 ล้านคน ส่วนสิทธิบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค แม้จะครอบคลุมคนทั้งประเทศ 47.5 ล้านคน แต่ใช้งบเฉลี่ย 5,585 บาทต่อคนต่อปีเท่านั้น
ทั้งนี้ ระบบประกันสังคมเริ่มเผชิญแรงกดดันด้านการเงิน หลังช่วงปี 2014-2024 รายได้จากเงินสมทบเติบโตเฉลี่ยเพียง 3% ต่อปี ขณะที่ค่าใช้จ่ายสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นเฉลี่ยถึง 9% ต่อปี ทำให้สังคมเกิดคำถามว่า กองทุนที่เป็นหลักประกันของแรงงานในระบบ จะยังมีเงินเพียงพอรองรับผู้ประกันตนในวันที่พวกเขาเข้าสู่วัยเกษียณหรือไม่
งบรักษาตามสิทธิน้อยลง บีบคนพึ่งโรงพยาบาลเอกชน
ความยากในการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภายใต้ข้อจำกัดทางการคลัง อาจทำให้ภาระค่าใช้จ่ายกว่า 450,000-500,000 ล้านบาทต่อปีของรัฐ ถูกโอนไปยังภาคเอกชนบางส่วน คิดเป็นมูลค่าส่วนเพิ่มกว่า 100,000 ล้านบาท หรือราว 40% ของรายได้ปัจจุบันของกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ฯ
นอกจากนี้ แม้ไทยจะสามารถผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นกว่าสองเท่าในช่วงปี 2015-2024 แต่สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรยังคงต่ำกว่ามาตรฐานของหลายประเทศ การขาดแคลนทรัพยากรท่ามกลางอุปสงค์ที่สูงขึ้นจากโรคที่ซับซ้อน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้โรงพยาบาลเอกชนยังคงรักษาความสามารถในการกำหนดราคา (Pricing Power) ไว้ได้ในระยะยาว
คนไทยซื้อประกันสุขภาพมากขึ้น รับมือค่ารักษาแพง
การปรับตัวของระบบสาธารณสุขจะทำให้ความต้องการประกันสุขภาพเอกชนเพิ่มสูงขึ้นตามค่ารักษาพยาบาล ปัจจุบันมีคนไทยเพียง 6.4% ที่มีประกันสุขภาพ ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD ที่ 36% เช่นเดียวกับค่าใช้จ่ายรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชน มีเพียงประมาณ 16% ที่ประกันช่วยจ่าย ส่วนที่เหลือคนไข้ยังต้องควักเงินจ่ายเองเป็นหลัก อย่างไรก็ตามคนไทยเริ่มหันมาซื้อประกันสุขภาพมากขึ้น สะท้อนจากเบี้ยประกันสุขภาพเติบโตเฉลี่ยถึง 8% ต่อปีในช่วงปี 2019-2025 โดยในระยะข้างหน้า หากมีการปรับเพิ่มวงเงินลดหย่อนภาษี หรือใช้มาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) จะยิ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ตลาดประกันสุขภาพขยายตัวได้อีกมาก
หุ้นโรงพยาบาลจ่อฟื้นไตรมาส 3/2569
สำหรับแนวโน้มหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในไตรมาส 3/2569 คาดว่า จะมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน หลังจากชะลอตัวลงในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา จากปัจจัยกดดันหลายด้าน ทั้งการคุมเข้มเงื่อนไขการเคลมประกันสุขภาพ, กลุ่มคนไข้กัมพูชาที่ลดลงจากปัญหาเศรษฐกิจ-การเมือง และผลกระทบจากสงครามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
โดยบล.เกียรตินาคินภัทร ประเมินว่า รายได้ของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลจะปรับตัวขึ้นเป็น 6-7% ในช่วงไตรมาส 3 เร่งตัวขึ้นจากครึ่งปีแรกที่เติบโตเพียง 1-2%
โดยได้รับปัจจัยหนุนจากปัจจัยฤดูกาล จำนวนผู้ป่วยโรคไข้หวัดจะเพิ่มขึ้นในช่วงฤดูฝน ทำให้คนไข้ในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่กลับมาเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยตลาดเมียนมากลับมาเติบโตถึง 20–30% หลังจากผ่านพ้นปัญหาแผ่นดินไหวและเศรษฐกิจในปีก่อน เช่นเดียวกับกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานในไทย (Expat) โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯ ก็กลับมาเติบโตระดับ 20-30% ทำให้ภาพรวมรายได้จากคนไข้ต่างชาติไม่รวมกัมพูชา คาดว่าจะขยายตัวได้ราว 10% เสริมด้วยรายได้จากกลุ่มประกันสุขภาพที่เริ่มกลับมาเติบโตอีกครั้ง หลังผ่านช่วงการปรับเงื่อนไขเคลมประกันสุขภาพที่เข้มงวดขึ้น
นอกจากนี้ มูลค่าหุ้นของหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดยปัจจุบันซื้อขายที่ระดับ P/E 19 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคที่ราว 30 เท่า โดยประเมินว่ากำไรของกลุ่มได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วในไตรมาส 2 และจะทยอยฟื้นตัวในครึ่งปีหลัง ทั้งนี้ ประเมินว่าหุ้นขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมรองรับอุปสงค์ที่ซับซ้อนขึ้นอย่าง BDMS และ BH จะเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากทิศทางดังกล่าวทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
โดยแนะนำลงทุนหุ้น BDMS, BH, BCH, CHG และ PR9 ที่ราคาเป้าหมายดังนี้
- BDMS ราคาเป้าหมาย 23.5 บาทต่อหุ้น
- BH ราคาเป้าหมาย 230 บาทต่อหุ้น
- BCH ราคาเป้าหมาย 13 บาทต่อหุ้น
- CHG ราคาเป้าหมาย 2 บาทต่อหุ้น
- PR9 ราคาเป้าหมาย 24.5 บาทต่อหุ้น
ภาพ: rima das mukherjee/ Shutterstock

