Menu
87987

มาตรการใหม่ช่วยป้องกันข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ เปิดตัวฟีเจอร์ช่วยหาคู่ วิดีโอแชตบน IG สรุปภาพรวมงาน Facebook F8 วันแรก

02.05.2018
  • LOADING...

HIGHLIGHTS

7 MINS READ
  • ในงาน Facebook F8 วันแรก Facebook เปิดตัวมาตรการช่วยป้องกันข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้ผ่านฟีเจอร์ล้างประวัติการใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ (Clear History) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถลบข้อมูลส่วนตัวได้
  • Facebook เตรียมเปิดตัวฟีเจอร์ Dating บริการช่วยจัดหาคู่ให้ผู้ใช้ Facebook โดยจะเริ่มทดสอบระบบและพัฒนาในช่วงปลายปี 2018 นี้ และทันทีที่เปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการในวันแรก บริษัทแม่ของ Tinder อย่าง Match Group ก็ได้รับผลกระทบไปเต็มๆ เมื่อมูลค่าหุ้นของบริษัทตกไปกว่า 22.09% หรือราว -10.41 เหรียญสหรัฐ
  • เตรียมนำเทคโนโลยี AR และวิดีโอคอลเข้าสู่บริการลูกอย่าง Instagram และ WhatsApp รวมถึงยังหนุนให้ Facebook Messenger กลายเป็นเครื่องมือเสริมประสิทธิภาพโซเชียลคอมเมิร์ซผ่านฟีเจอร์แปลภาษา และการเปิดให้แบรนด์สินค้าต่างๆ นำผลิตภัณฑ์ให้ผู้ใช้ได้ทดลองผ่านเอฟเฟกต์กล้องถ่ายรูป AR

แน่นอนว่าปัญหาการป้องกันข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้คือวาระสำคัญที่ Facebook ถูกตั้งคำถามมากที่สุดตลอดช่วงต้นปี 2018 ที่ผ่านมา ดังนั้นงาน Facebook F8 ในวันแรกนี้ (1 พ.ค.) มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก จึงจั่วหัวและเน้นย้ำถึงวิธีแก้ปัญหาในประเด็นดังกล่าวเป็นพิเศษ

 

ส่วนวันแรกของงานประชุมสำหรับนักพัฒนาและบรรดาผู้ประกอบการบริการต่างๆ ของ Facebook ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเป็นครั้งที่ 9 (ยกเว้นปี 2009, 2012 และ 2013) จะมีความน่าสนใจอื่นๆ เพิ่มเติมอย่างไร THE STANDARD ได้สรุปข้อมูลฟีเจอร์เด็ดๆ มาไว้ให้แล้ว

 

 

Facebook

แนะฟีเจอร์ล้างประวัติ ป้องกันข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล

หนึ่งในประเด็นปัญหาที่ Facebook ถูกโจมตีหนักที่สุดคือข้อครหาที่ว่าพวกเขาสอดแนมและเก็บบันทึกข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้จากทุกๆ ช่องทาง ด้วยเหตุนี้มาร์กจึงได้เปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘ลบประวัติการใช้เว็บไซต์และแอปพลิเคชันต่างๆ’ หรือ Clear History ออกมาตอบสนองความต้องการของผู้ใช้และกลุ่มผู้กำหนดนโยบายความเป็นส่วนตัว ที่เชื่อว่าทุกๆ คนควรจะควบคุมข้อมูลส่วนตัวของตนที่ Facebook จัดเก็บมาจากเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ได้มากกว่าที่เป็นอยู่

 

ฟีเจอร์ Clear History นี้จะช่วยให้ผู้ใช้เห็นทะลุปรุโปร่งเลยว่ามีเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันใดที่ส่งข้อมูลการท่องโลกออนไลน์ของเราให้ Facebook บ้าง ซึ่งต่อจากนี้ตัวผู้ใช้จะสามารถเลือกลบข้อมูลชุดดังกล่าวได้เลย รวมถึงยังเลือกปิดกั้นไม่ให้ Facebook เก็บข้อมูลส่วนนี้ไปได้อีกด้วย

 

แล้วถามว่า Facebook จะใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มของตนแลกเปลี่ยนข้อมูลกับฝั่งแบรนด์สินค้าหรือนักพัฒนาโปรแกรมได้อย่างไร คำตอบคือพวกเขาจะเปลี่ยนวิธีแชร์ข้อมูลมาเป็นการให้ข้อมูลวิเคราะห์แบบภาพรวมแทน

 

ตัวอย่างเช่น Facebook จะส่งข้อมูลและรายงานสรุปให้ฝั่งนักพัฒนาแอปพลิเคชันว่าผลิตภัณฑ์ของพวกเขาเหล่านั้นได้รับความนิยมจากกลุ่มผู้ใช้หญิงหรือชายในช่วงวัยใดมากกว่ากัน และย้ำว่าการให้ข้อมูลเช่นนี้ Facebook จะไม่เก็บข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไว้แน่นอน รวมถึงระบุอีกด้วยว่าไม่เคยให้ข้อมูลกับผู้ที่มาลงโฆษณาอยู่แล้วว่าผู้ใช้กลุ่มดังกล่าวเป็นใครบ้าง

 

 

เปิดตัวฟีเจอร์ช่วยหาคู่ (Dating)

Facebook จะเริ่มทดสอบพร้อมพัฒนาบริการช่วยหาคู่ หรือ Dating ในช่วงปลายปี 2018 นี้ (ยังไม่ระบุว่าพร้อมให้บริการในช่วงเวลาใด) เพื่อช่วยให้ผู้ใช้ Facebook เลือกจับคู่กับผู้ใช้รายอื่นผ่านหน้าตาโปรไฟล์ส่วนตัวที่สร้างขึ้นมาใหม่ (แยกจากโปรไฟล์ Facebook) บนแพลตฟอร์ม Facebook ได้

 

คู่ที่ระบบจะสุ่มขึ้นมาให้เลือกทำความรู้จักจะคำนวณจากข้อมูลของผู้ใช้ รสนิยม สิ่งที่ทั้งคู่มีเหมือนๆ กันทั้งความสนใจ การทำกิจกรรมต่างๆ รวมถึงเพื่อนที่มีเหมือนกัน ซึ่ง Facebook กล่าวว่าข้อมูลในฟีเจอร์ Dating นี้จะไม่แสดงผลให้เพื่อนของผู้ใช้ในหน้า Facebook ปกติเห็นเด็ดขาด จะเรียกว่าเป็นการเริ่มเปิดศึกท้าชนแอปพลิเคชันหาคู่เจ้าอื่นๆ ก็ไม่ผิด

 

ต้องบอกว่าตัวมาร์กเองก็ตั้งความหวังกับฟีเจอร์ไว้สูงเหมือนกันว่าจะเป็นช่องทางสร้างความสัมพันธ์ให้กับคู่รักในระยะยาวได้มากกว่าเป็นเครื่องมือสร้างความหวือหวาแค่ชั่วข้ามคืน (Hook Up)

 

“1 ใน 3 ของคู่แต่งงานชาวสหรัฐฯ​ ในปัจจุบันเริ่มต้นความสัมพันธ์บนโลกออนไลน์ ผมบอกคุณได้เลยว่ามีหลายครั้งมากๆ ที่ผมเดินไปตามท้องถนนในเมืองต่างๆ แล้วเจอคู่รักเดินเข้ามาบอกว่าพวกเขาเจอกันบน Facebook บางคู่ก็มาพร้อมกับลูกๆ ด้วย” มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก กล่าวบนเวที

 

 

สื่อสังคมออนไลน์แบบไร้รอยต่อ

ผู้ใช้ทั้งฟีเจอร์ Stories บน Facebook และ Instagram จะสามารถเลือกแชร์ไลฟ์สไตล์ต่างๆ รวมถึงการฟังเพลงบนสตรีมมิงมิวสิก Spotify, SoundCloud, GoPro หรือแอปพลิเคชันอื่นๆ ลงบน Facebook และ Instagram Stories ได้แล้ว

 

นอกจากนี้จะมีการเปลี่ยนดีไซน์หน้า Facebook ของผู้ใช้ให้แสดงผลกรุ๊ปความสนใจต่างๆ ที่พวกเขาสังกัดอยู่ได้ง่ายขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

 

 

พลิกแพลตฟอร์มคืนประโยชน์สู่สังคม

ปีที่แล้ว Facebook เคยประกาศเอาไว้ว่าจะเปลี่ยนแพลตฟอร์มของตนเป็นช่องทางทำประโยชน์คืนสู่สังคมใน 2 หัวข้อหลักๆ ข้อแรกคือการทำหน้าที่เป็นศูนย์เตือนภัย (Crisis Response) เพื่อให้ผู้ใช้สามารถติดต่อถึงกันในช่วงที่บริเวณใดก็ตามบนโลกนี้เกิดวิกฤต อุบัติเหตุ หรือภัยธรรมชาติ

 

ผู้ใช้ Facebook จะสามารถใช้ฟีเจอร์ Crisis Response ทำประโยชน์ได้ตั้งแต่การแจ้งเพื่อนๆ ว่าตนปลอดภัย ให้ความช่วยเหลือบริจาคสมทบทุนผู้ได้รับผลกระทบความเดือดร้อน จนไปถึงการแจ้งข้อมูลอัปเดตอื่นๆ เช่น กรณีการปิดถนนในเส้นทางละแวกใกล้เคียง หรือแชร์ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยจะเปิดให้ใช้กันในช่วงปลายปีนี้

 

 

ส่วนการช่วยเหลือสังคมอีกรูปแบบของ Facebook จะมาในลักษณะการเปิดแพลตฟอร์มสนับสนุนการบริจาคเลือด นำร่องใช้งานในประเทศอินเดีย บังกลาเทศ และปากีสถาน เป็น 3 แห่งแรกในช่วงอีกไม่กี่สัปดาห์ต่อจากนี้ โดย Facebook จะทำหน้าที่เหมือนธนาคารเลือด เป็นตัวกลางรับแจ้งข้อมูลความต้องการเลือดแต่ละกรุ๊ปในแต่ละพิกัดตำแหน่งละแวกใกล้เคียงของผู้ใช้แต่ละคน เพื่อให้การบริจาคเลือดแต่ละครั้งสามารถสร้างประโยชน์ได้สูงสุด

 

พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดเผยอีกด้วยว่า Facebook จะนำระบบ App Review กลับมาใช้อีกครั้งเพื่อสร้างความเชื่อใจให้กับผู้ใช้แพลตฟอร์มอีกครั้งจากกรณี Cambridge Analytica โดยจะลดขั้นตอนความยุ่งยากในการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้และจำกัดการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวต่างๆ จากนักวิจัยและพัฒนาแอปพลิเคชันอื่นๆ ในเวลาเดียวกัน

 

 

เมื่อ Messenger ถูกเพิ่มประสิทธิภาพด้วย AR และฟีเจอร์แปลภาษา

Facebook บอกว่าจะนำเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม หรือ AR เข้ามาใช้กับแชต Messenger เปิดช่องให้แบรนด์ต่างๆ สามารถทำการค้าด้วยการนำสินค้าให้ผู้บริโภคได้ทดลองจัดวางหรือสวมใส่บนเอฟเฟกต์กล้องถ่ายรูป ซึ่งมีแบรนด์สินค้าอุปโภคชั้นนำตบเท้าเข้ามาร่วมทดสอบกันเป็นจำนวนมาก เช่น Nike, Sephora, Kia และ ASUS โดยเบื้องต้นจะเปิดให้ใช้ในระบบปิดก่อน (Closed Beta)

 

ส่วนระบบแปลภาษา หรือ M Translations จะช่วยให้ผู้ใช้แชต Facebook Messenger จากทั่วทุกมุมโลกสามารถติดต่อกันด้วยภาษาท้องถิ่น โดยผู้ช่วยปัญญาประดิษฐ์ M จะทำหน้าที่ช่วยแปลบทสนทนานั้นๆ ออกมาเป็นภาษาที่ผู้ใช้แต่ละคนเข้าใจได้โดยไม่ต้องเสียเวลาไปหาคำศัพท์ในพจนานุกรม ซึ่ง Facebook เชื่อว่าฟีเจอร์นี้จะเข้ามาช่วยปิดการขายบนโซเชียลคอมเมิร์ซได้อย่างง่ายดาย แต่จะนำร่องให้ใช้บริการในสหรัฐอเมริกาเป็นที่แรก ก่อนขยายพื้นที่ให้บริการในอนาคต

 

 

Instagram

วิดีโอแชตและเทคโนโลยี AR

หลังเปิดตัวฟีเจอร์การส่งข้อความแบบส่วนตัว หรือ Direct เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว (2013) คราวนี้ Facebook ได้เปิดเผยถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นกับผลิตภัณฑ์ของบริษัทลูกอย่าง Instagram อีกครั้ง โดยคราวนี้ผู้ใช้จะสามารถใช้ฟีเจอร์ Instagram Direct ติดต่อสื่อสารถึงกันผ่านวิดีโอได้แล้ว (วิดีโอแชตแบบกลุ่มได้ด้วย) ในเร็วๆ นี้

 

ยังมีการเปิดเผยอีกด้วยว่า Instagram จะใช้ตัวกรองเวอร์ชันใหม่เพื่อช่วยป้องกันผู้ใช้จากการถูกแสดงความเห็นในเชิง Bullying ขณะที่เทคโนโลยี AR ก็จะเข้ามาเป็นหนึ่งในลูกเล่นพิเศษของเอฟเฟกต์ฟังก์ชันการถ่ายรูปเช่นกัน

 

 

WhatsApp

ต้อนรับการมาของ Group Calling และระบบสติกเกอร์

แม้ผู้ใช้ในไทยหลายรายจะหันหลังให้แชตแอปพลิเคชัน WhatsApp ไปแล้ว แต่สำหรับตลาดในสหรัฐอเมริกาหรือในประเทศอื่นๆ ต้องบอกว่าแอปพลิเคชันนี้ยังมีฐานผู้ใช้หนาแน่นไม่น้อยไปกว่าเดิมเลย โดยปัจจุบันมีการเปิดเผยว่า WhatsApp มียอดผู้ใช้แบบรายวัน (Daily Active Users) อยู่ที่ราวๆ 450 ล้านราย

 

ในฐานะบริษัทแม่ของ WhatsApp (ซื้อกิจการมาตั้งแต่ปี 2014) Facebook ได้ประกาศความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับแชตแอปพลิเคชันนี้ภายในงาน F8 ถึง 2 เรื่องใหญ่ๆ ได้แก่ การเพิ่มฟีเจอร์วิดีโอคอลแบบกลุ่ม (ใช้ได้พร้อมกันสูงสุด 4 คน) และระบบสติกเกอร์แสดงอารมณ์ต่างๆ ในอีกไม่กี่เดือนต่อจากนี้

 

ตีตลาดแอปพลิเคชัน-บริการจัดหาคู่ การเดินหมากที่แสนแยบยลของ Facebook

มาร์กบอกว่าเขาปิ๊งไอเดียเปลี่ยนพื้นที่ส่วนหนึ่งของ Facebook ให้กลายเป็นเครื่องมือหาคู่ออกเดตจากการได้พบคู่รักมากมายที่เดินเข้ามาบอกว่าพวกเขาเริ่มทำความรู้จักและสานสัมพันธ์กันจาก Facebook

 

มาร์กยังพบอีกด้วยว่า 1 ใน 3 ของคู่แต่งงานสหรัฐฯ ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่รู้จักกันจากโลกออนไลน์ทั้งสิ้น! นี่เป็นเพียงแค่แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งเท่านั้นที่ผลักดันให้ Facebook พาตัวเองเข้ามาในตลาดบริการจัดหาคู่

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริการรับจัดหาคู่ออนไลน์ได้รับความนิยมมากๆ โดยเฉพาะในยุคที่การเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตทำได้รวดเร็วและไร้ข้อจำกัด พฤติกรรมผู้บริโภคเองก็เปลี่ยนไปตามกระแสโลกาภิวัตน์

 

ข้อมูลตลาดบริการจัดหาคู่ออนไลน์จาก Statista ระบุว่า ในปี 2018 นี้ ตลาดหาคู่ออนไลน์น่าจะมีมูลค่าสูงถึง 1,383 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 44,000 ล้านบาท ขณะที่เว็บไซต์ Market Research เสริมข้อมูลในมุมที่น่าสนใจว่าในช่วงเทศกาลอย่างมหกรรมกีฬาของคนทั้งโลก เช่น ฟุตบอลโลก ปี 2014 ที่ผ่านมา แอปพลิเคชันหาคู่มียอดการดาวน์โหลดและการใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 50% เลยทีเดียว

 

หลายคนน่าจะพอทราบกันว่า Tinder คือเจ้าตลาดในบริการจัดหาคู่ โดย Statista เผยว่า ในสหรัฐอเมริกา Tinder มีสัดส่วนการครองตลาดที่ราวๆ 25% ด้วยจุดเด่นการออกแบบอินเทอร์เฟซตัวแอปพลิเคชันให้ทันสมัย ใช้งานง่าย แค่ปัดซ้าย-ปัดขวา จึงทำให้ Tinder ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากหลังเปิดตัวมา 6 ปี

 

ปัจจุบัน Tinder มีจำนวนผู้ใช้บริการทั่วโลกมากกว่า 50 ล้านราย มีการจับคู่ (Match) มาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านครั้ง ในจำนวนนี้ผู้ใช้บริการหลักจะอยู่ในช่วงวัย 18-34 ปีเป็นหลัก ด้านรายได้ปีล่าสุด (2017) ของบริษัทแม่ Match Group ก็อยู่ที่ประมาณ 1,281 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งช่องทางการทำเงินส่วนใหญ่ของ Tinder มาจากการเปิดแพลตฟอร์มรับแบนเนอร์โฆษณา รวมถึงเปิดให้ผู้ใช้สมัครแพ็กเกจพิเศษรับฟีเจอร์อื่นๆ เพิ่มเติม

 

ถามว่า Facebook เล็งเห็นอะไรจากช่องทางนี้

 

พวกเขามองว่านี่คือโอกาสการแย่งผู้ใช้จาก Tinder หรือผู้ให้บริการแอปพลิเคชันหาคู่เจ้าอื่นๆ เพราะฐานผู้ใช้หลักของ Facebook ก็อยู่ในช่วงวัยเดียวกันกับ Tinder และด้วยจำนวนผู้ใช้ Facebook ที่มีมากกว่า 2 พันล้านรายทั่วโลก มาร์กมองว่า 10% ในจำนวนนี้คือผู้ใช้ที่ขึ้นสถานะโสด (200 ล้านราย) บนหน้าโปรไฟล์ของตัวเองน่าจะแวะเวียนเข้ามาใช้บริการ Dating เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในระยะยาวแน่นอน (มองว่าบริการของตนไม่ฉาบฉวย)

 

ที่สำคัญ แค่การประกาศเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการในวันแรก ฟีเจอร์ Dating ของ Facebook ก็ประสบความสำเร็จไปแล้วเปลาะหนึ่ง เมื่อสามารถทำให้มูลค่าหุ้นบริษัท Match Group ตกฮวบกว่า 22.09% หรือราว -10.41 เหรียญสหรัฐ โดยปิดตลาดของวันไปที่ 36.71 เหรียญสหรัฐ (เปิดตลาดของวันที่ 47.22 เหรียญสหรัฐ) สวนทางกับหุ้น Facebook ที่ขยับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยก่อนปิดตลาดไปที่ 173.86 เหรียญสหรัฐ (+1.86 เหรียญสหรัฐ หรือ 1.08% จากช่วงเปิดตลาด)

 

แม้มูลค่าหุ้นของทั้งสองบริษัทอาจจะยังเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จไม่ได้มาก แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่า Facebook อาจจะมีอนาคตที่สดใสก็ได้ หากพวกเขาคิดจะเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง (เตรียมทดสอบระบบ Dating เต็มรูปแบบปลายปีนี้) ทั้งยังเป็นสัญญาณเตือนผู้ประกอบการบริการจัดหาคู่รายอื่นๆ ให้พร้อมตั้งรับและระวังตัวให้ดี

 

การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ยิ่งทำให้ Facebook ขยับเข้าใกล้ความเป็นองค์กรที่ฆ่าไม่ตาย ไล่ไม่ทันอย่างแท้จริง

 

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE

FOLLOW US

MOST POPULAR