หลัง 3 วันในศึกพรีซีซันเทสต์ครั้งแรก ที่บาห์เรน อินเตอร์เนชันแนล เซอร์กิต ในชาคีร์ ประเทศบาห์เรน ทำให้แฟนๆ ได้เห็นภาพรวมของฤดูกาล 2026 ที่กำลังจะเปิดฉากขึ้นอีกสักหน่อยหลังจากภาพแรกที่หลายคนได้เห็นก่อนหน้านี้ในศึกเชกดาวน์ที่ บาร์เซโลนา
สถานการณ์หลังจาก 3 วันที่ ชาคีร์ มีทั้ง ‘เหนือความคาดหมาย’, ‘สมความคาดหมาย’ และ ‘ไม่ถึงความคาดหมาย’ สำหรับแต่ละทีม
สำหรับสื่อหลายสำนักแล้ว สถานการณ์ในพิตเลนยังคงมีความเห็นที่แตกต่างกันและยังคงมองว่าไม่มีใครอยากยอมรับตำแหน่ง “ทีมเต็ง” ในตอนนี้
แต่หากจะต้องฟันธงแล้วล่ะก็ ต้องยอมรับว่า เรดบูลล์ เรซซิง มีข้อได้เปรียบและทำได้เหนือความคาดหมาย ทั้งที่ต้องใช้เพาเวอร์ยูนิตใหม่ที่ได้รับความร่วมมือกับฟอร์ด ในชื่อ ‘เรดบูลล์ ฟอร์ด เพาเวอร์เทรนส์’ หรือ ‘RBPT’
ยิ่งเมื่อการทดสอบรถในวันที่ 3 แต่ละทีมเน้นไปที่การเก็บจำนวนรอบที่สูงเพื่อทดสอบการปรับการตั้งค่ารถ รวมถึงเรียนรู้เกี่ยวกับหน่วยพลังงานและแชสซีใหม่ภายใต้กฎระเบียบปี 2026 ด้วยแล้ว
นั่นทำให้ทีมคู่แข่งอย่าง เมอร์ซีเดส และ เฟอร์รารี ต่างมองว่า เรดบูลล์ คือผู้นำที่แท้จริงในการทดสอบครั้งนี้ โดยเฉพาะในด้านเพาเวอร์ยูนิต ที่ดูเหมือนจะนำหน้าคู่แข่งอยู่ก้าวหนึ่ง หลังพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความทนทานอย่างมาก โดยวิ่งไปได้ 120 รอบในวันสุดท้าย
ขณะที่ทาง ปิแอร์ วาเช ผู้อำนวยการเทคนิคของทีม เรดบูลล์ เรซซิง เปิดเผยว่าพอใจกับทิศทางการปรับตั้งค่ารถของทั้ง แม็กซ์ เวอร์สแตพเพน และ ไอแซ็ค ฮัดจาร์ แต่ยังคงถ่อมตัวโดยระบุว่าทีมยังตามหลังทั้ง เมอร์ซีเดส, แมคลาเรน และ เฟอร์รารี อยู่ โดยเฉพาะในแง่ของความเร็วและความสมดุล
ขณะที่ทาง เมอร์ซีเดส ประมาณการว่า เรดบูลล์ จะเร็วขึ้นถึง 1 วินาทีบนทางตรง เนื่องจากการทำงานของระบบชาร์จไฟและการปล่อยพลังงานที่เหนือกว่า
แต่หากพูดถึงทีมที่ประสบความสำเร็จในแง่ของความเร็วแล้วล่ะก็ ดาวเงิน กับ ม้าลำพอง ถือว่าเป็นแถวหน้าของการทดสอบรถในครั้งนี้
เมอร์ซีเดส ครองตำแหน่งทำเวลาดีที่สุด ทั้งในอันดับ 1 และ 2 ของตารางเวลาที่ชาคีร์ โดย คิมี อันโตเนลลี ทำเวลามาเป็นอันดับ 1 ด้วยเวลาต่อรอบ 1 นาที 33.669 วินาที ในวันที่ 3 ของการทดสอบ
ส่วนจอร์จ รัสเซลล์ ก็ไม่น้อยหน้า ทำเวลาแตะ 1.33 นาทีได้เช่นกันในวันที่ 3 ที่ 1 นาที 33.918 วินาที นั่นหมายความว่า จอร์จ ตามหลัง คิมี เพียงแค่ 0.246 วินาทีเท่านั้น
และมีเพียงแค่ทีมซิลเวอร์แอร์โรว์ ทีมเดียวเท่านั้น ที่ทำเวลาแตะ 1.33 นาทีต่อรอบได้!
แต่ถึงอย่างนั้น ทีมเฟอร์รารี ก็ถือว่าไม่น่อยหน้า พวกเขาใช้รถ ‘Spec-A’ ในการทดสอบ โดย จอมเก๋าอย่าง เซอร์ลูอิส แฮมิลตัน ขับไปได้ถึง 150 รอบ ในการทดสอบรถวันสุดท้าย
แฮมิลตัน ทดสอบยาง Pirelli ตั้งแต่คอมพาวด์ C1 ถึง C3 และรู้สึกพอใจกับความคืบหน้าของรถ SF-26 แม้จะระบุว่ารถรุ่นนี้มีความซับซ้อนในการหาช่วงอุณหภูมิทำงานที่เหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องยาง ก่อนหน้านี้ก็ตาม
แฮมิลตัน ทำเวลาได้ดีเป็นอันดับ 3 จากบรรดานักขับทั้งหมด ที่ 1 นาที 34.209 วินาที ส่วน ชาร์ลส์ เลอแคลร์ ก็ทำเวลามาเป็นที่ 4 ด้วยเวลาตามหลังมาติดๆ ที่ 1 นาที 34.273 วินาที ตามหลังท่านเซอร์แค่ 0.064 วินาทีเท่านั้น
โดย เลอแคลร์ เชื่อว่า แม้พวกเขาจะทำผลงานได้น่าประทับใจ แต่ทีมเมอร์ซีเดส ก็ยังไม่ได้แสดงความเร็วที่แท้จริงออกมา อย่างไรก็ตาม เฟอร์รารี ก็ได้รับคำชมเกี่ยวกับความแข็งแกร่งเป็นพิเศษในเรื่อง การออกตัว เนื่องจากเครื่องยนต์สามารถลดอาการ Turbo Lag ได้ดีกว่าทีมอื่น
แม้แต่ทาง อันเดรีย สเตลลา หัวหน้าทีมแมคลาเรน ทีมแชมป์โลกประเภททีมผู้ผลิต ก็ให้ยังให้ความเห็นว่า ในขณะนี้ เฟอร์รารี และ เมอร์ซีเดส คือทีมที่ดีที่สุด
ส่วนทีมที่ทำได้สมความคาดหมาย ก็คงหนีไม่พ้น 2 ทีมที่วิ่งทดสอบไปมากที่สุดที่ 422 รอบเท่ากันอย่าง แมคลาเรน กับ วิลเลียมส์
โดยทีมแชมป์โลก ทำผลงานได้น่าประทับใจในการทดสอบวันที่ 3 และทำให้นักขับของพวกเขาทั้ง 2 คน ทำเวลาตามหลัง เมอร์ซีเดส และ เฟอร์รารี เข้ามาในอันดับที่ 5 และ 6 ตามลำดับ
ขณะที่ วิลเลียมส์ หลังจากพลาดการวิ่งที่บาร์เซโลนาเนื่องจากปัญหาการผลิต พวกเขาก็สามารถกลับมาทำผลงานได้ดีในบาห์เรน
พวกเขาชดเชยเวลาที่เสียไปจากการอดวิ่งเชกดาวน์ ด้วยการทำระยะรวมมากที่สุดร่วมกับ แมคลาเรน ที่ 422 รอบ ซึ่งเทียบเท่ากับระยะทางการแข่งกรังด์ปรีซ์ ถึง 7 เรซครึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้จะวิ่งได้เยอะ แต่รถยังมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน และการควบคุมที่ค่อนข้างยาก นั่นเป็นสาเหตุทำให้พวกเขาทำเวลาได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดย อเล็กซ์ อัลบอน ทำเวลาเป็นอันดับ 15 ที่ 1 นาที 36.793 วินาที ส่วน คาร์ลอส ไซนซ์ รั้งที่ 18 ด้วยเวลา 1 นาที 37.186 วินาที
แม้วิลเลียมส์ ยังมีจุดที่ต้องเร่งแก้ไข แต่อย่างน้อยพวกเขาก็นับว่าหมดห่วงเรื่องปัญหาความทนทาน และสามารถมุ่งเป้าหมายไปที่การทำเวลาให้ต่ำที่สุดก่อนการแข่งขันสนามแรกจะเริ่มต้นขึ้นได้แล้ว
อีกหนึ่งทีมที่สมความคาดหมาย คงต้องยกให้ คาดิลแลค ที่สร้างความประทับใจให้กับคนในพิตเลนด้วยการเตรียมตัวที่เป็นมืออาชีพ
แม้จะเริ่มต้นในศึก F1 จากศูนย์ แต่พวกเขาสามารถวิ่งได้ระยะทางรวมกว่า 1,700 กม. ซึ่งมากกว่าทีมเก่าแก่อย่าง อัลพีน, เมอร์ซีเดสและ แอสตัน มาร์ติน เสียอีก
แม้จะพบปัญหาบ้างเล็กน้อย เช่น ระบบคันเร่งในรถของ เซร์คิโอ เปเรซ และระบบหล่อเย็นในรถของ วัลต์เตรี บอตตาส ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติสำหรับทีมใหม่ แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่เกินกว่าจะแก้ไขได้ทันก่อนศึก F1 สนามแรก
มาถึงทีมที่น่าผิดหวัง จนหลายคนมองว่าอาจจะเป็น ‘วิกฤต’ เลยก็ว่าได้ นั่นคือแอสตัน มาร์ติน
แม้จะเป็นรถคันแรกของทีมที่ออกแบบโดย เอเดรียน นิวอี แต่ทีม แอสตัน มาร์ติน ยอมรับว่าพวกเขากำลัง ‘ตามหลังอย่างชัดเจน”’
นิวอี ออกมายอมรับว่าทีมเข้าทำการทดสอบในอุโมงค์ลมช้ากว่าคู่แข่งถึง 4 เดือน ทำให้มีเวลาเตรียมตัวน้อยมาก นั่นนำมาสู่สภาพที่ไม่พร้อมเท่าที่ควรในสนามทดสอบจริง
นอกจากนี้ตลอด 3 วันที่ทำการทดสอบที่ชาคีร์ พวกเขาทำระยะทางได้เพียง 202 รอบ ซึ่งน้อยที่สุดในบรรดาทุกทีม เนื่องจากพบปัญหาเล็กๆ น้อยๆ รบกวนตลอดการทดสอบ
ในวันสุดท้าย แลนซ์ สโตรลล์ ขับไปได้ 72 รอบ ซึ่งยังไม่ถึงครึ่งของจำนวนรอบที่ ออสการ์ ปิอัสทรี จากแมคลาเรน ทำได้ในวันเดียวกัน
ปัญหาของ แอสตัน มาร์ติน ไม่ใช่แค่เรื่องของการเริ่มต้นที่ช้ากว่าทุกทีมเท่านั้น แต่พวกเขายังต้องปรับตัวกับ เครื่องยนต์ใหม่จาก ฮอนดา, เชื่อเพลิงจาก อารัมโค รวมถึงการผลิตเกียร์และระบบช่วงล่างเองเป็นครั้งแรกด้วย
นี่จึงเป็นโจทย์ใหญ่มากเมื่อเทียบกับเวลาที่เหลืออีกแค่ราว 3-4 วัน ก่อนที่การทดสอบครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายจะมีขึ้นที่สนามเดียวกันในบาห์เรน ระหว่างวันที่ 18-20 กุมภาพันธ์
โดยการทดสอบครั้งสุดท้ายที่จะเกิดขึ้นในสัปดาห์หน้า แต่ละทีมจะเริ่มเน้นไปที่การรีดสมรรถนะ และการจำลองการแข่งจริง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสนามแรกที่ออสเตรเลีย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จำนวนไม่น้อยเชื่อว่าอาจต้องรอจนถึงการแข่งขันผ่านไป 3-4 สนาม จึงจะเห็นภาพที่ชัดเจนว่าใครคือผู้นำที่แท้จริงในยุคกฎใหม่ของ F1 ที่ใกล้จะเปิดฉากเข้ามาทุกขณะ
อ้างอิง
- https://www.skysports.com/f1/news/12433/13506384/f1-pre-season-testing-2026-fastest-times-most-laps-driver-line-ups-for-first-bahrain-test-in-sakhir
- https://www.formula1.com/en/latest/article/what-we-learned-from-day-3-of-the-first-2026-pre-season-test-in-bahrain.OSkuqhrT1463ctrnceZCO
- https://www.formula1.com/en/latest/article/5-key-questions-that-need-answering-after-first-2026-pre-season-test-in.6gcTC1CYwUAjtapHNGOygI
- https://www.bbc.com/sport/formula1/articles/cp321qpwx39o
- https://www.the-race.com/formula-1/bahrain-f1-test-nine-things-we-learned/


